IMF–World Bank Annual Meetings : เวทีอำนาจโลกที่ไทยต้อง ‘เล่นให้เป็น’ ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ (ตอน2 )
ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยจัดประชุมครั้งแรกปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานระดับโลก
ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี (Annual Meetings) ในปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ถือเป็นหนึ่งใน“เวทีเศรษฐกิจการเงินระดับสูงสุดของโลก” มีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก
ใน IMF–World Bank Annual Meetings: เวทีประชุมที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คืออำนาจโลก (ตอน 1) สำนักข่าวไทยพับลิก้าได้แนะนำให้รู้จัก IMF และ World Bank โดย IMF หรือ International Monetary Fund (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) เพื่อให้เข้าใจถึงบทบาทของ IMF และ World Bank จากการรวบรวมข้อมูลและการพูดคุยกับผู้รู้ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ IMF หลายสิบครั้ง และเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2534 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ในตอน 2 นี้ มาเจาะลึกที่ “เวทีเศรษฐกิจการเงินโลก” ที่มีความหมายมากกว่าการประชุมธรรมดา โดยเป็นทั้งสนามเจรจานโยบาย เวทีสร้างอิทธิพลทางการเมืองเศรษฐกิจ และพื้นที่แข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศสมาชิก 191 ประเทศ ตลอดโอกาสของประเทศไทยจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี
Annual Meeting :พื้นที่ PR ประเทศ
โดยปกติ IMF มีการประชุมปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ Spring Meetings ในช่วงต้นปี มักเป็นการประชุมย่อยเพื่อติดตามความคืบหน้า เช่น การประชุม Development Committee เพื่อเตรียมประเด็นก่อนถึงเวทีใหญ่
ครั้งที่สอง Annual Meetings ช่วงปลายปี คือภาพใหญ่ที่สุด เป็นการประชุมเต็มรูปแบบของทั้ง IMFC และ Development Committee เพื่อออก “แถลงการณ์ร่วม” (Communique) ที่จะทิศทางเศรษฐกิจโลก
การประชุมใหญ่ประจำปี หรือ Annual Meetings เป็นเวทีสำคัญที่จัดขึ้นปีละครั้ง เพื่อให้ฝ่ายบริหารรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เสนอประเด็นนโยบายสำคัญ และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกได้พบปะหารือกัน เป็นการรวมตัวใหญ่ที่สุด พอๆ กับการรวมตัวประจําปีของ UN
เวทีประชุมใหญ่ประจำปีมีความสำคัญ 3 ประการ:
(1) รับรายงานผลงานประจำปี ฝ่ายบริหาร IMF และ World Bank ต้องรายงานว่า
- ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินงานอะไรบ้าง
- ปล่อยเงินกู้ประเทศใด
- เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงอะไร
(2) ตัดสินใจนโยบายสำคัญ เช่น
- เพิ่มวงเงินช่วยเหลือประเทศยากจน
- เปลี่ยนกติกาการปล่อยกู้
- ปรับโควตาอำนาจโหวตของประเทศสมาชิก
(3) เปิดเวทีเจรจาระหว่างประเทศ
Annual Meetings ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นพื้นที่ที่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการแบงก์ชาติจากทั่วโลก ตัวแทนภาคการเงินมาเจรจาเรื่องสำคัญร่วมกัน
ก่อนจะถึงวันประชุมใหญ่ ประเทศสมาชิกในกลุ่ม (เช่น กลุ่มที่มีไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย) ต้องมาประชุมกันก่อนเพื่อกำหนด Position ว่าจะโหวตอย่างไรในแต่ละหัวข้อ โดยในห้องประชุมหลัก ผู้แทนจะ “อ่าน Statement เท่านั้น” เพื่อให้มีการบันทึก (Record) เป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการ
ดังนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังจึงต้องมีความสามารถสูงมากใน 3 ด้าน คือ
- เขียน Speech เก่ง: ถ้อยคำต้องคมคายและรัดกุม
- ภาษาอังกฤษต้องดีเยี่ยม: เพื่อสื่อสารความหมายไม่ให้ผิดเพี้ยนในระดับสากล
- เข้าใจประเด็นอย่างลึก: เพื่อวางหมากในการเจรจาต่อรอง
สำหรับ Annual Meetings ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปี 2026 คือ การประชุมใหญ่ปีละครั้งของ Governors จากทุกประเทศสมาชิก โดยกำหนดให้มีขึ้นในเดือนตุลาคมเป็นประจํา ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นที่ตั้งของ World Bank กับ IMF หนึ่งปีแล้วสลับออกไปประชุมในต่างประเทศ 1 ปี
ประเทศไหนต้องการเป็นเจ้าภาพ ต้องเสนอตัวแบบแข่งโอลิมปิกแล้ว IMF ก็มี requirement ว่าประเทศต้องมีความพร้อมอะไรบ้าง มีการต้องส่งตัวแทนมาสำรวจ ซึ่งไม่ใช่จะได้เป็นเจ้าภาพง่ายๆ
แม้จะเรียกว่า “เจ้าภาพ” มีบทบาทเชิงสัญลักษณ์สูง แต่ในทางปฏิบัติ ทีมงานหลักแทบทั้งหมดเป็นของ IMF และ World Bank เป็นผู้ดำเนินการจัดการประขุมทั้งหมด ด้วยการใช้มาตรฐานสากลที่กำหนดไว้แล้ว ก่อนถึงวันประชุมจริง ทีมงานจาก IMF และ World Bank จะเดินทางเข้ามาเป็น หลักร้อยคน เพื่อเตรียมทุกอย่างล่วงหน้า ตั้งแต่ระบบห้องประชุม เทคโนโลยี การลงทะเบียน ความปลอดภัย ไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุด
รูปแบบการประชุมหลัก
Plenary Session (ห้องใหญ่)
- เป็นพิธีเปิดและเวทีหลัก
- ใช้ห้องขนาดใหญ่ รองรับคนได้ หลายพันคน
- แต่ละประเทศถูกกำหนดโควตาชัดเจนจำนวนผู้ที่สามารถเข้าร่วมได้ การเข้าห้องนี้ต้องมี ป้าย (badge) เฉพาะ
- ผู้แทนหลักจะมีสิทธิ์เต็ม
- คนอื่น ๆ จะได้สิทธิ์รอง (เช่น Advisor)
ประเภทของกิจกรรม (Events) กิจกรรมในงานแบ่งชัดเป็น 2 แบบ
1) Public Events
- เปิดให้เข้าร่วมได้
- แต่ “Public” ไม่ใช่คนทั่วไปเดินเข้าได้
- ต้อง ลงทะเบียน (Register) และมี badge เท่านั้น
- นักข่าวหรือผู้สนใจต้องสมัครล่วงหน้า
2) Invitation Only
- จำกัดเฉพาะกลุ่ม
- เป็นเวที “ปิด” ที่ใช้เจรจาจริง
Knowledge Zone / Forum
อีกส่วนที่สำคัญมากคือ “พื้นที่วิชาการ”
- มี Forum จำนวนมาก (เล็ก–ใหญ่)
- ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ การเงิน การพัฒนา
- เปิดให้ผู้เข้าร่วมเลือกฟังตามความสนใจ
จุดเด่นคือ
- มีบูธของ IMF และ World Bank
- นำเสนอ งานวิจัย (Staff Papers)
- เป็นเหมือน “โชว์เคสผลงาน” ขององค์กร
ไฮไลต์สำคัญของการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก คือ Plenary Session หรือ “การประชุมใหญ่” ซึ่งถือเป็นเวทีเปิดให้ประเทศสมาชิกขึ้นแสดงจุดยืนทางเศรษฐกิจต่อสายตานานาชาติ ในอีกมิติหนึ่ง เวทีนี้ยังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ PR ประเทศ” ให้ผู้แทนจากทั่วโลกได้รู้จักศักยภาพ จุดแข็ง และทิศทางของแต่ละประเทศ
แม้ทุกประเทศจะมีสิทธิ์ขึ้นพูด แต่ในทางปฏิบัติ ช่วงเวลาการพูด ( Slot) มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาที่ผู้เข้าร่วมประชุมยังอยู่ในห้องมากที่สุด ประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น หรือกลุ่ม G7 มักได้คิวในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้ก่อน ขณะที่ประเทศขนาดเล็กอาจต้องไปอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้ฟังบางตาลง และวันเปิดประชุม คนจะแน่นห้อง เพราะผู้นำประเทศและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม ส่วนวันถัดๆ ไป จำนวนผู้เข้าฟังค่อยๆ ลดลง
นอกจากถ้อยแถลงของแต่ละประเทศใน Plenary Session แล้ว สิ่งที่น่าสนใจจากการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings คือ “Statement ในนามกลุ่มประเทศ” ซึ่งมักเป็นตัวชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจโลกที่แท้จริง กลุ่ม G7 ซึ่งประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และแคนาดา จะออก แถลงการณ์ร่วม (Statement) เกี่ยวกับ ปัญหาเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง เช่น จีน อินเดีย และบราซิล ทำให้เกิดความรู้สึกว่า G7 ครอบงำเวทีโลกมากเกินไป จึงนำไปสู่การก่อตั้ง G20 ซึ่งรวมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา สมาชิก G20 ครอบคลุม ประเทศอุตสาหกรรมหลักบางส่วน ประเทศกลุ่ม BRICS และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
กลุ่ม G20 จะมีการประชุมภายในของตัวเองเช่นกัน และจะออก Press Release แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ
นอกจากการประชุมใหญ่ประจำปีแล้ว IMF และ World Bank ยังมี “การประชุมย่อย” หรือวงหารือขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้เวทีหลัก เพราะเต็มไปด้วยระเบียบพิธีการ (Protocol) และธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัด การเข้าร่วมประชุมแต่ละครั้งจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้แทนธนาคารกลางหรือกระทรวงการคลังเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดองค์ประกอบคณะผู้แทนของแต่ละประเทศอย่างละเอียดด้วย
ในแต่ละปี ประเทศสมาชิกจะได้รับโควตาจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยนอกจากผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังแล้ว บางครั้งยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานอื่นร่วมคณะด้วย เช่น นายกสมาคมธนาคารไทย ประธานสภาอุตสาหกรรม หรือเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ บุคคลเหล่านี้มักได้รับสถานะเป็น “Advisor” ซึ่งแม้ไม่ใช่ผู้แทนหลัก แต่ก็มีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาและผู้ร่วมเจรจา
การได้รับเลือกให้เดินทางไปร่วม Annual Meetings ถือเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง เพราะมีการจัดทำรายชื่อผู้เข้าร่วมจากทุกประเทศอย่างเป็นทางการ ในอดีตจะพิมพ์เป็นเล่มหนา ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ รายชื่อเหล่านี้สะท้อนว่าใครคือบุคคลสำคัญในเวทีนั้น หลายคนรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นชื่อตนเองปรากฏในรายนามดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงหนึ่งชื่อในหลายหมื่นคนก็ตาม
อีกมิติหนึ่งที่สะท้อนความสำคัญของการประชุม คือ “ระดับการลงทุนด้านการเดินทาง” เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายด้านการรับรอง โดยเฉพาะโรงแรมที่พักในช่วงประชุมมักมีราคาแพงและถูกจองล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว ประเทศใหญ่ ๆ มักเลือกโรงแรมชั้นนำเพื่อรักษาภาพลักษณ์และสถานะทางการทูต
“เจ้าภาพได้เปรียบ”: บทบาทไทยบนเวทีโลก
หนึ่งปัจจัยที่ถูกมองว่าเป็น “ความได้เปรียบ” ของไทยในการเป็นเจ้าภาพ IMF World Bank Annual Meetings ปี 2026 คือบทบาทของดร.เอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับ IMF อยู่แล้ว
รวมไปถึงการดำรงตำแหน่งในสถานะที่มีอำนาจเต็ม น่าจะเป็นประเด็น“ความมั่นใจ” ของรัฐมนตรีคลังไทย ที่มีความคุ้นเคยกับระบบงานกระทรวง และมีความสัมพันธ์กับธนาคารแห่งประเทศไทย
การที่รัฐมนตรีคลังมาจากสายงานกระทรวงการคลังโดยตรง ทำให้การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นไปอย่างราบรื่น เข้าใจทั้ง “กลไกระหว่างประเทศ” และ “ระบบราชการไทย” ซึ่งเป็นจุดสำคัญของความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ
ไทยในฐานะเจ้าภาพจะมีโอกาสสื่อสารมากกว่าประเทศทั่วไป โดยมี 2 จังหวะสำคัญในการกล่าวถ้อยแถลง ได้แก่ เวทีใหญ่ (Plenary Session) รัฐมนตรีคลังจะขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในเวทีหลัก กับ เวที “Premiarization” (การเปิดหรือบทบาทระดับผู้นำ) ไทยจะมีโอกาสกล่าวในบริบทที่ “เหนือกว่าประเทศทั่วไป” เช่น กล่าวเปิดบางช่วงของการประชุม หรือได้ช่วงเวลาต่อจากประเทศใหญ่
ประชุมนอกรอบเวทีการต่อรอง-สร้างสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าการประชุมทางการในห้องประชุมใหญ่ คือ “การประชุมนอกรอบ” (sideline meetings) ซึ่งเป็นพื้นที่จริงของการต่อรองและสร้างความสัมพันธ์ เช่น หากประเทศไทยต้องการหารือกับรัฐมนตรีคลังของประเทศมหาอำนาจ ก็ต้องพยายามขอนัดหมายผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งอีกฝ่ายจะตอบรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักทางเศรษฐกิจและความสำคัญทางการเมืองของประเทศผู้ขอ
แต่เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพ การเป็น host country ทำให้สถานะเปลี่ยนทันที หากรัฐมนตรีคลังไทยหรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการพบใคร แทบไม่มีประเทศใดปฏิเสธ เพราะเจ้าภาพมีอำนาจเชิงสัญลักษณ์สูงและได้รับความเกรงใจจากทุกฝ่าย
ในสถานที่จัดประชุมจะมีห้องประชุมย่อยจำนวนมาก ซึ่งถูกจองเต็มแน่นตลอดเวลา แต่ละประเทศหรือแต่ละกลุ่มต้องจัดตารางเวลาอย่างแม่นยำว่าเวลาใดเป็นของใคร ขณะที่ประเทศมหาอำนาจจำนวนมากไม่เดินทางไปตามห้องประชุมเหล่านี้เอง หากแต่เชิญคู่เจรจาไปพบที่โรงแรมที่พักของตนแทน
รูปแบบที่นิยมมากคือ Breakfast Meeting และ Lunch Meeting เพราะสามารถรวมการรับประทานอาหารกับการเจรจาธุรกิจได้พร้อมกัน ส่วนมื้อค่ำมักเป็นงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการที่จัดโดยเจ้าภาพ ประเทศสมาชิก หรือองค์กรการเงินขนาดใหญ่
งานเลี้ยงเหล่านี้ยังเป็นพื้นที่แข่งขันเชิง “Soft Power” อย่างชัดเจน เช่น ธนาคารระดับโลกหรือประเทศใหญ่บางแห่งอาจจัดงานเลี้ยงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เปิดให้แขกชม National Gallery หรือเชิญวงซิมโฟนีมาแสดง เพื่อแสดงศักยภาพและสร้างภาพลักษณ์ว่าใครมีอิทธิพลมากเพียงใด
ในทางการทูต การจัดงานเลี้ยงพร้อมกันในคืนเดียวกันยังเป็นเหมือนการวัดพลังเชิงสัญลักษณ์ ดูว่าแขกระดับสูงจะเลือกไปงานของใคร
ปัจจุบัน การนัดหมายเหล่านี้ทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์และการติดต่อโดยตรง ต่างจากอดีตที่หลายประเทศต้องพึ่งธนาคารกลางเจ้าภาพเป็นผู้ช่วยประสานงานทั้งหมด
จับตา “Statement” ปี 2026: สัญญาณเศรษฐกิจโลก
การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ปี 2026 ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงภาพรวมการจัดงาน แต่คือ “Statement” หรือถ้อยแถลงนโยบาย จากทุกภาคส่วน ซึ่งสะท้อนมุมมองและทิศทางเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง
สำหรับความสนใจหลักของผู้สังเกตการณ์ปีนี้น่าจะอยู่ที่ Statement จากหลายแหล่งสำคัญ ได้แก่ IMF และ World Bank (IBRD) รัฐมนตรีคลังประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐฯ กลุ่ม G7 กลุ่ม G20 คณะกรรมการสำคัญ เช่น IMFC และ Development Committee รวมไปถึง Policy Recommendation หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ท่าทีของแต่ละประเทศที่เปรียบเหมือน “สัญญาณล่วงหน้า” ที่ช่วยให้ประเมินทิศทางในอนาคต
นอกจาก G7 และ G20 ยังต้องจับตาการรวมตัวของ “กลุ่มพิเศษ” ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะสถานการณ์ เช่น กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน กลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ หากกลุ่มเหล่านี้ต้องการแสดงบทบาท ก็อาจออก Statement
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกพูดถึง คือผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น แม้สถานการณ์อาจคลี่คลายได้ในกรณีดีที่สุด (เช่นการหยุดยิง) แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นแล้ว
อีกหนึ่งคำถามสำคัญ “จะมีประเทศใดกล้าวิจารณ์บทบาทของสหรัฐฯ หรือไม่” เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน IMF และ World Bank
Mood ของการประชุม: สะท้อนวิกฤติเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้อีกหนึ่ง “สัญญาณสำคัญ” ที่ไม่ควรมองข้าม คือ บรรยากาศของงาน (mood) โดยพิจารณาจาก จำนวนผู้เข้าร่วมลดลงหรือไม่ ประเทศต่างๆ ส่งตัวแทนระดับต่ำลงหรือไม่ บรรยากาศในห้องประชุมคึกคักหรือซบเซา ในภาวะที่หลายประเทศยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ อาจมีการประหยัดงบประมาณ ลดจำนวนผู้เดินทาง หรือแม้แต่ไม่มาประชุม
นอกจากการอ่าน “Statement” และท่าทีของกลุ่มประเทศแล้ว อีกประเด็นที่ควรตามอย่างใกล้ชิดคือ รูปแบบการประชุม ว่าปีนี้ใช้ Hybrid และ สื่อดิจิทัล มากน้อยเพียงใด เพราะสะท้อนทั้ง “เทคโนโลยี” และ “ระดับความสำคัญของงาน” ในสายตาประเทศต่างๆ
ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน หลายประเทศสามารถ Make Statement แบบไม่ต้องเดินทางมาเอง ได้ โดยเฉพาะรัฐมนตรีระดับสูงจากบางภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง ที่อาจติดภารกิจหรือสถานการณ์ภายในประเทศ ทำให้การเข้าร่วมแบบ Hybrid เป็นทางเลือกสำคัญ