โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประเทศไหนมี “น้ำมันสำรอง” มากที่สุดในโลก?

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สถานการณ์สงครามอิหร่าน ทำให้หลายประเทศต้องปล่อยน้ำมันจาก “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์” มาใช้ แล้วประเทศไหนมีคลังน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก

หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในด้านอุปทานน้ำมันและก๊าซทั่วโลก และหลายประเทศเริ่มดึง “น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์” (strategic oil reserve) ของตนมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ประเทศสมาชิก 32 ประเทศขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตกลงที่จะปล่อยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ สูงกว่าสถิติเดิมในการปล่อยน้ำมัน 182 ล้านบาร์เรลในปี 2022 หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน

คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์คืออะไร?

คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หรือปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) คือคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่รัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ถือครองไว้ในสถานที่ของรัฐบาล

คลังน้ำมันสำรองนี้สามารถนำมาใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น สงครามและวิกฤตเศรษฐกิจ โดยทั่วไปรัฐบาลจะซื้อน้ำมันผ่านข้อตกลงกับบริษัทเอกชนเพื่อรักษาระดับคลังสำรองให้เต็มอยู่เสมอ

ตามข้อมูลของ IEA ปัจจุบันสมาชิกของ IEA ถือครองน้ำมันสำรองฉุกเฉินสาธารณะมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองจากภาคอุตสาหกรรมอีก 600 ล้านบาร์เรลที่ถือครองโดยองค์กรเอกชน แต่หากได้รับคำสั่งจากรัฐบาลก็พร้อมใช้งานเพื่อเสริมความต้องการของสาธารณะ

นอกจากนี้ ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกของ IEA เช่น จีน ก็มีน้ำมันสำรองอยู่ด้วย

ประเทศใดบ้างที่มีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์?

จีน

จีนไม่ใช่สมาชิกของ IEA แต่ถือครองน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ตามข้อมูลจากกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน จีนเริ่มโครงการฐานน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในปี 2004 เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและลดผลกระทบของราคาน้ำมันที่ผันผวนทั่วโลกต่อตลาดน้ำมันกลั่นภายในประเทศของจีน

ฐานเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาระดับน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ให้เทียบเท่ากับการนำเข้า 30 วัน หรือประมาณ 10 ล้านตัน

แหล่งสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งตะวันออกและตอนใต้ของจีน เช่น มณฑลชานตง เจ้อเจียง และไห่หนาน

จีนไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปริมาณสำรองน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่ชัดเจนว่าประเทศจีนมีน้ำมันสำรองอยู่เท่าใด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์พลังงาน Vortexa ในปี 2025 คาดว่า ปริมาณสำรองน้ำมันบนบกของจีน (ไม่รวมน้ำมันใต้ดิน) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.13 พันล้านบาร์เรลในสิ้นปี 2025

ขณะที่ตัวเลขจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งอ้างโดยสื่อของรัฐบาลจีน ระบุว่า จีนมีปริมาณสำรองน้ำมันเบนซินประมาณ 1.4 พันล้านบาร์เรล

สหรัฐอเมริกา

ในบรรดาสมาชิกของ IEA สหรัฐฯ ถือครองหนึ่งในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีปริมาณน้ำมัน 415 ล้านบาร์เรล คลังสำรองนี้ได้รับการดูแลโดยกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ และได้ยืนยันว่าจะปล่อยน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการประสานงานกับ IEA

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่า ได้ปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทน้ำมันไปแล้ว 45.2 ล้านบาร์เรล

สหรัฐฯ สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นในปี 1975 หลังจากที่การคว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับทำให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

คลังสำรองตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการกลั่นหรือปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันไปทั่วโลกได้มากถึง 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ตามการคำนวณของสำนักข่าวรอยเตอร์ ปัจจุบันคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มีเทียบเท่าการนำเข้าประมาณ 200 วัน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตเคยดึงน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมันในช่วงสงคราม หรือเมื่อพายุเฮอริเคนพัดถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

ญี่ปุ่น

เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่นมีหนึ่งในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่น Nikkei Asia ณ สิ้นปี 2025 ประเทศญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินประมาณ 470 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ 254 วัน โดยในจำนวนนี้เป็นน้ำมันที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ 146 วัน ภาคเอกชนเป็นเจ้าของ 101 วัน และส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันร่วมกันเก็บไว้

ญี่ปุ่นจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันแห่งชาติขึ้นในปี 1978 เพื่อป้องกันความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในอนาคตที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตน้ำมันโลกในปี 1973

วิกฤตน้ำมันครั้งนั้นทำให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางและพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศมากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศประมาณ 80% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด

แหล่งสำรองน้ำมันของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในฐานจัดเก็บน้ำมันแห่งชาติ 10 แห่งตามแนวชายฝั่ง โดยมีแหล่งจัดเก็บหลักอยู่ที่ฐานชิบูชิในจังหวัดคาโกชิมะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ญี่ปุ่นประกาศว่าได้เริ่มปล่อยน้ำมันจากแหล่งสำรองฉุกเฉินแล้ว ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหราชอาณาจักร

ณ วันที่ 26 ก.พ. ตามข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของสหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักรมีน้ำมันประมาณ 38 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นแล้ว 30 ล้านบาร์เรล อยู่ในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งคาดว่าสามารถใช้ได้ประมาณ 90 วัน

สหราชอาณาจักรได้จัดตั้งคลังสำรองขึ้นในปี 1974 หลังวิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970

คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่เป็นของบริษัทน้ำมันเอกชน แต่ได้รับการกำกับดูแลโดยรัฐบาล มิลฟอร์ดเฮเวนในเวลส์ตอนใต้ และฮัมเบอร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เป็นสถานที่สำคัญที่มีคลังสำรอง

ประเทศนี้เป็นหนึ่งใน 32 ประเทศสมาชิก IEA ที่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์น้ำมันท่ามกลางสงครามในอิหร่าน โดยรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะร่วมปล่อยน้ำมัน 13.5 ล้านบาร์เรล

สหภาพยุโรป

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกของ IEA ต่างก็มีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์

เยอรมนีมีน้ำมันดิบ 110 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป 67 ล้านบาร์เรล ซึ่งรัฐบาลถือครองไว้และสามารถนำออกมาใช้ได้ภายในไม่กี่วัน ตามข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี

ฝรั่งเศสรายงานว่ามีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปสำรองไว้ประมาณ 120 ล้านบาร์เรล ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ประมาณ 97 ล้านบาร์เรลนั้นอยู่ในความดูแลของ SAGESS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลแต่งตั้ง โดยแบ่งเป็นน้ำมันดิบประมาณ 30% น้ำมันดีเซล 50% น้ำมันเบนซิน 9% น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน 7.8% ส่วนอีก 39 ล้านบาร์เรลอยู่ในความดูแลของผู้ประกอบการน้ำมันของประเทศ

สเปนอนุมัติการปล่อยน้ำมันสำรองประมาณ 11.5 ล้านบาร์เรลเมื่อวันที่ 16 มี.ค. เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนอุปทานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สเปนมีน้ำมันดิบสำรองทั้งหมดประมาณ 150 ล้านบาร์เรล

ส่วนอิตาลี ตามกฎหมายแล้ว มีน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 76 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับการนำเข้าน้ำมัน 90 วัน

เรียบเรียงจาก Al Jazeera

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงกลั่นน้ำมันในรัฐเท็กซัส

คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดำดิ่งทุบสถิติ คนไม่พอใจสงครามอิหร่าน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประเทศไหนมี “น้ำมันสำรอง” มากที่สุดในโลก?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...