โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แบงก์โกยกำไร 6.8 หมื่นล้าน-หนี้เสียลด KBANK-CIMB บีบลดค่าใช้จ่ายพนักงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 23.45 น.

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส1/69 โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ประเดิม11 แบงก์ประกาศกำไรสุทธิ 68,683 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 20.13% จากไตรมาส4/68 เผยผลกระทบสงครามยังไม่ออกมา หลายแบงก์เร่งตั้งสำรองฯ รับสงครามยืดเยื้อจับตาไตรมาส 2-3 ตัวเลขหนี้เสียเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น “กสิกรไทย-CIMB” เข้มปรับลดค่าใช้จ่ายพนักงาน

11 แบงก์กำไร 6.8 หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ล่าสุด 11 แห่ง ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยเครดิต (CRADIT) และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG)

ภาพรวมผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิรวม 68,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และเพิ่มขึ้น 0.61% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY)

โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรสุทธิสูงสุด 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.70% เทียบ QOQ และเพิ่มขึ้น 6.35% เทียบ YOY,รองลงมาธนาคารกรุงไทยกำไรสุทธิ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.45% QOQ และเพิ่มขึ้น 6.17%YOY, ธนาคากรุงเทพกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.69%QOQ แต่ลดลง 12.87%YOY, เอสซีบี เอกซ์ กำไรสุทธิ 10,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5%QOQ แต่ลดลง 18.45%YOY,

กรุงศรีอยุธยากำไรสุทธิ 8,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.92% เทียบ QOQ และเพิ่มขึ้น 14.40% เทียบ YOYส่วนทีทีบี มีกำไรอยู่ที่ 5,170 ล้านบาท ลดลง -1.34% เทียบ QOQ แต่ปรับเพิ่มขึ้น 1.45% เมื่อเทียบ YOY ส่วนเกียรตินาคินภัทรมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,955 ล้านบาท เทียบ YoY เพิ่มขึ้นถึง 84.09%

SCBX รายได้ดอกเบี้ยวูบ

สำหรับเอสซีบีมีกำไรไตรมาสที่ 1/2569 อยู่ที่ 10,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.50% เทียบ QOQ แต่ลดลง -18.45% เมื่อเทียบกับ YOY โดยสาเหตุปรับลดลงมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (26,781 ล้านบาท) ลดลง 13.7% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งในปี 2568 และเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อีก 1 ครั้ง รวมถึงกำไรจากการลงทุนปรับลดลง

ขณะที่สินเชื่อมีการเติบโตที่ระดับ 3.4% จากสิ้นปีที่ผ่านมา จากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อเคหะ สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจำนวน 11,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมในทุกหมวดหลัก

KBANK กดค่าใช้จ่ายพนักงาน

หากดูธนาคารขนาดเล็ก ธนาคารที่มีกำไรโดดเด่น คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีกำไรสุทธิ 908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.35% เมื่อเทียบ YOY สาเหตุจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูงปรับลดลง -21.11% เมื่อเทียบ YOY และค่าใช้จ่ายการดำเนินงานปรับลดลงจาก 0.6% ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และการเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อด้อยค่าสินทรัพย์รอการขาย (NPA) สอดคล้องกับธนาคารกสิกรไทย ค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับลดลง 3.85% มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากรที่เป็นไปตามแผน

เข้มปล่อยกู้กดหนี้เสียลดลง

สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ณ ไตรมาสที่ 1/2569 ยอดรวม 8 แบงก์อยู่ที่ 331,100 ล้านบาท ลดลง -1.44% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ทั้งนี้ ธนาคารส่วนใหญ่มีหนี้เอ็นพีแอลปรับลดลง ส่วนใหญ่มาจากการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง ตลอดจนเร่งช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามทวงถามหนี้ ขณะเดียวกันธนาคารบางแห่งผลขาดทุนรถยึดปรับดีขึ้น และยอดรถยึดก็ลดน้อยลง

โดยธนาคารที่มีหนี้เอ็นพีแอลปรับลดลงมากที่สุด คือ ธนาคารทิสโก้ ปรับลดลง -7.86% เทียบ QOQ จาก 5,371 ล้านบาท ลดลงเหลือ 4,949 ล้านบาท

สำรอง 3.7 หมื่นล. รับมือสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ หรือผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 8 ธนาคารรวมอยู่ที่ 37,016 ล้านบาท ลดลง -5.59%เทียบไตรมาสที่ 4/2568 (QOQ) อยู่ที่ 39,210 ล้านบาท หากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) เพิ่มขึ้น 1.51% โดยธนาคารส่วนใหญ่ยังให้เหตุผลการตั้งสำรองฯ เป็นไปอย่างระมัดระวัง และใส่สำรองฯ เพิ่มเติมรองรับปัจจัยความเสี่ยงความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจจะยืดเยื้อและลากยาว ซึ่งอาจมีผลต่อลูกค้าและคุณภาพสินเชื่อแม้ว่าสงครามจะยังไม่ได้ส่งผลต่อกำไรที่ออกมาในไตรมาสแรก

โดยธนาคารที่มีการตั้งสำรองฯ สูงสุดในไตรมาสที่ 1/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4/2568 (QOQ) ได้แก่ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ตั้งสำรองฯ เพิ่มจากระดับ 1.6 ล้านบาท เพิ่มเป็น 189 ล้านบาท ตามมาด้วยทิสโก้ ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้น 37.17% โดยธนาคารให้เหตุผลว่า เพื่อรองรับความเสี่ยงจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับลดลงก็ตาม

สำหรับธนาคารใหญ่ กสิกรไทย ตั้งสำรองฯ ใกล้เคียงอยู่ที่ 9,823 ล้านบาท เมื่อเทียบ YOY และลดลง -4.31% เทียบ QOQ ส่วนเอสซีบี ตั้งสำรองฯ ลดลง ทั้ง YOY และ QOQ โดยสาเหตุมาจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ปรับตัวดีขึ้น

SCBX เขย่าพอร์ตคุมคุณภาพหนี้

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวว่าไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ผันผวน โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ทั้งในด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านมายังต้นทุนของภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนเอสซีบีเอกซ์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลลูกค้าและผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ในการประเมินผลกระทบ เสนอแนะแนวทางการปรับตัว และสนับสนุนการฟื้นตัวของแต่ละกิจการอย่างตรงจุด เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ดำเนินการทบทวนพอร์ตสินเชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทในเครืออย่างรอบด้าน เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้และความเพียงพอของการตั้งสำรอง โดยยังคงรักษาสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

กสิกรฯประคองลูกค้า

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ชะลอลงจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแรงลงทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐนักท่องเที่ยวต่างชาติยังหดตัว ขณะที่ภาคส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีความเปราะบางมากขึ้น

สำหรับภาพรวมทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% -1.2% (ตัวเลขประเมิน ณ เดือน เม.ย. 2569) เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่”

ทิสโก้ชี้ ทุกแบงก์เร่งประคองตัว

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2569จะเห็นว่าธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการ“คุณสู้ เราช่วย” ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งผลให้ลูกหนี้ตกชั้นเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) น้อยลง ทำให้การต้องสำรองหนี้สงสัยจะสูญดีขึ้น และลูกหนี้ไม่เกิดวัฒนธรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ Win-Win ทั้งธนาคารและลูกหนี้

อย่างไรก็ดีจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่ได้มีการประเมินผลกระทบที่แท้จริงว่าจะออกมาในทิศทางใด แต่เชื่อว่าความไม่แน่นอน ราคาสินค้าและต้นทุนด้านพลังงานจะปรับเพิ่มขึ้น และลากยาวไปอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าทิศทางหนี้เอ็นพีแอลโดยภาพรวมจะปรับลดลง แต่สถาบันการเงิน ธนาคารต่าง ๆ ยังคงตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม เพื่อเป็นกันชน (Buffer) รองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

“ตอนนี้ทุกคนอยู่ในลักษณะประคับประคอง โดยพยายามรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะหากดูแต่ละ Crisis มีความแตกต่างกัน แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันสถาบันการเงินถือว่าเข้มแข็งมากเมื่อเทียบวิกฤตปี’40 เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้ก็จะผ่านไปได้”

Q1 แบงก์กำไรดีกว่าคาด

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ประเมินไว้ก่อนหน้าคาดมีกำไรรวมประมาณ 57,000 ล้านบาท (ไม่รวม BAY, LHFG และ CIMBT) ลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) แต่เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) แต่ผลประกอบการที่ทยอยประกาศออกมาถือว่า “ดีกว่าคาด” ในหลายธนาคาร

ธนาคารที่ผลประกอบการออกมาเซอร์ไพรส์เชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารทิสโก้และธนาคารเกียรตินาคินภัทร โดยแรงหนุนหลักมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนซึ่งเติบโตได้ดี และบางธนาคารก็มีรายการพิเศษเข้ามาสนับสนุนผลกำไร

สำหรับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังไม่ปรากฏชัดในไตรมาส 1 เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นแรงกดดันมากขึ้นในไตรมาส 2 โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนส่ง และกลุ่ม SMEs รวมถึงสินเชื่อรายย่อย ที่เกี่ยวข้องกับเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อจำนำทะเบียน จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

จับตา NPL ไตรมาส 2 ขยับขึ้น

นายธนเดชระบุว่า บล.พายประเมิน NPL ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 460,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 1% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมองว่ายังไม่ใช่ประเด็นน่ากังวลในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัว อย่างไรก็ตามตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน

ในระยะถัดไปมองว่าการตั้งสำรองฯ ของธนาคารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกแม้จะยังประเมินผลกระทบที่ชัดเจนได้ยากในขณะนี้ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ต้องติดตามเพิ่มเติม อาทิ คุณภาพสินเชื่อ และมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

“ไตรมาส 2อาจเห็นอะไรที่เป็นเชิงลบ ต้องดูคุณภาพสินเชื่อว่าจะกระทบมากแค่ไหน NPL อาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลกระทบเฉพาะกลุ่มมากกว่า ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะมีมาตรการประคับประคองอย่างไร เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังซื้อลดลงซึ่งก็อาจจะมีโครงการอย่างคนละครึ่งเข้ามา แล้วก็มีโครงการช่วยผู้ประกอบการบางกลุ่ที่ได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบงก์โกยกำไร 6.8 หมื่นล้าน-หนี้เสียลด KBANK-CIMB บีบลดค่าใช้จ่ายพนักงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...