โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (25) ธันวาคม 2514

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 เม.ย. เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. เวลา 02.12 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (25)

ธันวาคม 2514

“ผาอิน” แห่งกองพันทหารปืนใหญ่ทหารเสือพราน 635-พัน. ป.ทสพ.635 ผู้อยู่ในเหตุการณ์ บันทึกสถานการณ์ช่วงนี้ไว้ดังนี้

“ธันวาคม 2514…

ในช่วงเวลาปักษ์แรกของเดือนธันวาคม สถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ ฝ่ายเรามีการเปลี่ยนแปลงการวางกำลังดังนี้ คือได้ส่งปืนใหญ่ ป. 155 มม. 2 กระบอกจากฐานยิงมัสแตงไปสมทบให้กับฐานยิงคิงคองและให้ ร้อย ค. หนัก พัน. ป.ทสพ.636 ไปตั้งฐานยิงแพนเทอร์ขึ้นที่บริเวณบ้านทาง (LS 275) เพื่อให้สามารถสนับสนุนภูเก็ง ภูเซอ และบ้านโตนได้ ฐานยิงแพนเทอร์ ประกอบด้วย ป. 155 มม. 2 กระบอกกำลังสร้างที่ตั้งยิงอย่างเร่งรีบจนสามารถเปิดฉากการยิงได้ใน 18 ธันวาคม

ในขณะนั้นกำลังทหารท้องถิ่นของนายพลวังเปาได้ถอยมาตั้งมั่นอยู่ใกล้แนววางกำลังฝ่ายเราแทบทุกจุด ฝ่ายเราตรวจการณ์เห็นขบวนยานยนต์ของข้าศึกเคลื่อนไหวอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทุ่งไหหินเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นทหารท้องถิ่นยังตรวจการณ์เห็นรถถัง PT-76 ของข้าศึกปรากฏขึ้นอยู่เนืองๆ ฝ่ายเราจึงมิได้ประมาท ต่างก็เตรียมเสริมสร้างความแข็งแรงของที่มั่น พร้อมทั้งเพิ่มการลาดตระเวนโดยกวดขัน เรากำลังรอคอยการรุกใหญ่ในฤดูแล้งปีนี้ของข้าศึกด้วยความมั่นใจ กำลังพลส่วนใหญ่มีขวัญดี ทหารเสือพรานพร้อมแล้วสำหรับภารกิจยึดและรักษาทุ่งไหหิน”

ร้อยโทสัมพันธ์ แจ้งเจนเวทย์ นามรหัส “ภูสิน” ซึ่งประจำอยู่ที่ฐานยิงสนับสนุน “ไลอ้อน” ของอีกกองพันคือ กองพันทหารปืนใหญ่ ทสพ.636 โดยที่ไม่ทราบว่า ฐานยิงแห่งนี้และ พัน. ทสพ.609 บนยอดภูเทิงเป็นที่หมายหลักในการเข้าตีของ “CAMPAIGN Z” ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ใน “คนไทยในกองทัพแห่งชาติลาว” ดังนี้

“ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2514 ข้าศึกใช้ปืนใหญ่โจมตีที่ตั้งฝ่ายเราเกือบทุกวัน ที่ไลอ้อนถูกยิงบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น และบ่อยขึ้น และในเวลาต่างๆ กันเกือบทุกวัน แต่ส่วนมากตกนอกที่ตั้ง ยังไม่ยิงมาตกในที่ตั้งยิงของเรา บางครั้งก็ยิงไปยังที่สนามบินบ้าง ผมรู้สึกว่าข้าศึกกำลัง ‘ปรับการยิง’ เราได้พยายามยิงต่อต้านไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงประกอบกับบัญชีเป้าหมายที่ตั้งยิงปืนใหญ่ข้าศึกที่มีอยู่ ตั้งแต่ช่วงประมาณต้นธันวาคมพวกเรารู้สึกกันได้ว่ากระสุนปืนใหญ่ข้าศึกตกใกล้เข้ามา และบางครั้งตกเข้ามาในที่ตั้งยิงไลอ้อน แต่ยังไม่มีใครบาดเจ็บหรือเป็นอันตราย”

10 ธันวาคม…

ฉก.วีพีจัดตั้งศูนย์ประสานการยิงสนับสนุนส่วนหน้า-ศปยส. ที่ฐานยิงสติงเรย์ ของ พัน. ป.ทสพ.635 เพื่อประสานการยิงสนับสนุน (การใช้ปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต่อมาข้าศึกใช้ปืนใหญ่โจมตีที่ตั้งฝ่ายเราน้อยลง แต่ตกใกล้ที่ตั้งฝ่ายเรามากขึ้นๆ โดยเฉพาะในที่ตั้งยิงปืนใหญ่ของฝ่ายเรา”

กลางเดือนธันวาคม สิ่งบอกเหตุบ่งชี้ชัดเจนว่าการรบใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น

เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ บันทึกสถานการณ์ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2514 ว่าปืนใหญ่กระสุนวิถีราบ 130 มม. และปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้ง 122 มม. ของเวียดนามเหนือ เริ่มยิงหาหลักฐานต่อเป้าหมายสำคัญที่ฐานยิงสนับสนุนของทหารไทยทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ฐานยิงคิงคอง ฐานยิงไลอ้อน และฐานยิงมัสแตง ที่หมายหลักของ “CAMPAIGN Z”

ทั้ง 2 ฝ่ายต่างให้ความสำคัญต่อฐานยิงปืนใหญ่ บก.ผสม 333 หวังใช้ปืนใหญ่เป็นอาวุธเผด็จศึกขั้นสุดท้าย ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือก็เคยสูญเสียอย่างหนักมาแล้วจากการยิงของปืนใหญ่ทหารไทย จึงกำหนดให้เป็นที่หมายสำคัญแตกหักที่ต้องทำลายให้ได้เป็นลำดับแรก

คืนวันที่ 12 ธันวาคม กองร้อยทหารปืนใหญ่ที่ 8 แห่งกองพล 312 เวียดนามเหนือซึ่งเคลื่อนที่เข้าใกล้ที่หมายจนอยู่ในระยะยิงหวังผล เริ่มระดมยิง ค. 82 มม. และ ปรส. 75 มม. เข้าสู่ที่หมายกองพันทหารเสือพราน บีซี 603 ที่วางกำลังป้องกันฐานยิงมัสแตง การเปิดฉากการยิงครั้งนี้มิได้หวังผลการทำลาย แต่เพื่อกลบเสียงการเคลื่อนย้ายขบวนยานยนต์ซึ่งกำลังลำเลียงสัมภาระมาสนับสนุนกรม 141 และกรม 165 ที่กำลังเตรียมออกตีตามแผน ขบวนยานยนต์นี้ประกอบด้วย รถยนต์บรรทุก 42 คัน ลำเลียงกระสุนชนิดต่างๆ จำนวน 118 ตัน วัตถุระเบิด ข้าว และเกลือ รวมทั้งเสบียงสำเร็จรูป ซึ่งผลจากการยิงลวงครั้งนี้ทำให้ขบวนลำเลียงสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างราบรื่นโดยปราศจากการขัดขวางของศัตรู

17 ธันวาคม 2515

พันเอกเหงียน ชวน ผู้บังคับการกรม 165 รับผิดชอบที่หมายหลักภูเทิง บรรยายเหตุการณ์เมื่อค่ำวันที่ 17 ธันวาคม ว่า

หน่วยเข้าตีของกองทัพปลดปล่อยเวียดนามเหนือรวมตัวกันแล้วกล่าวคำปักใจยืนยันความมุ่งมั่นต่อชัยชนะในการรบ มีหน่วยหนึ่งกรีดเลือดจากทหารทุกคนมารวมกันแล้วใช้นิ้วชี้จุ่มเลือดขึ้นมาเขียนชื่อของตนและหน่วยที่สังกัดบนผืนธงสีแดง

กองพันทหารปืนใหญ่เริ่มระดมยิงปืนใหญ่สนาม 122 มม. เข้าใส่พื้นที่กรม GM-21 ของนายพลวังเปาซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของทุ่งไหหิน อันเป็นสัญญาณถึงทุกหน่วยตามที่ตกลงกันไว้แล้วให้เริ่มเคลื่อนที่เข้าสู่แนวออกตี

ตลอดคืน 17 ธันวาคมจนถึงวันใหม่ การระดมยิงด้วยปืนใหญ่เป็นไปอย่างหนาแน่นและต่อเนื่องทั้งต่อที่หมายเข้าตีโดยตรง และที่ตั้งทหารไทยและทหารม้งทุกหน่วยทั่วทุกพื้นที่ทุ่งไหหิน

บันทึกของซีไอเอ

ช่วงเวลาเดียวกับบันทึกของพันเอกชวง เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ บันทึกว่า ควันไฟจากการเผาไร่บนภูเขารอบตัวทุ่งบดบังทัศนวิสัยโดยรอบ ส่งผลให้ต้องยกเลิกภารกิจหลายเที่ยวบิน และทันทีที่อาทิตย์ลับขอบฟ้า ข้าศึกก็เปิดฉากระดมยิงฐานปืนใหญ่ของทหารไทยบนยอดเขาอย่างหนักด้วยปืนใหญ่ขนาด 130 มม. ซึ่งยิงไกล 28 กิโลเมตร ไกลกว่าปืนใหญ่ของอเมริกันเกือบ 1 เท่าครึ่งที่พยายามยิงตอบโต้อย่างไร้ผล

จากล่องแจ้ง นายพลวังเปาส่งเครื่องบินรบแบบเดียวที่มีอยู่ในตอนนั้น คือเครื่องบินใบพัดแบบ T-28 หวังทำลายฐานปืนใหญ่ข้าศึก เครื่องบิน T-28 จำนวน 2 ลำ หรือกว่าครึ่งของกำลังทางอากาศของนายพลวังเปาถูก ปตอ.เวียดนามเหนือที่ติดตั้งอยู่ใกล้กับฐานปืนใหญ่ 130 มม.ยิงตก

การเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธหนักของเวียดนามเหนือครั้งนี้มีการวางแผนอย่างดีเยี่ยม อานุภาพปืนใหญ่ 130 มม.รุนแรงเสียจนทหารไทยต้องหลบลงไปซ่อนตัวอยู่ในบังเกอร์ใต้ดิน

เมื่อไม่มีการยิงตอบโต้ ทหารราบเวียดนามเหนือที่รายล้อมเชิงเขาก็สามารถเคลื่อนตัวมุ่งสู่ยอดเขาอย่างสะดวก แม้นายพลวังเปามีความตั้งใจจะช่วยทหารไทยบนนั้นแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

บันทึกของ “ภูสิน”

“วันนี้หมอกหนาทึบ และฝนตกพรำๆ ตั้งแต่ยังไม่สว่าง

หน่วยทหารปืนใหญ่ที่ ‘คิงคอง’ ‘มัสแตง’ และ ‘ไลอ้อน’ ได้รับข่าวสารจากหน่วย BC ที่ระวังป้องกันให้แต่ละฐานยิงคือ BC 610 BC 607 และ BC 609 ว่าทหารกองทัพแห่งชาติลาวภาค 2 (กรมเคลื่อนที่เร็ว) ซึ่งจัดเป็นกองรักษาด่านทั่วไป เพื่อเผชิญหน้าข้าศึกบริเวณภูเก็งและภูเทิง ซึ่งตามตำราท่านว่าจะต้องรั้งหน่วงการเข้าตีของข้าศึกให้ได้นานที่สุด ลวงให้ข้าศึกเข้าใจว่าเป็นที่มั่นใหญ่ และทำลายกำลังข้าศึกให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ข้าศึกจะไปรบกับที่มั่นใหญ่ของฝ่ายเรานั้น ได้ใช้ขีดความสามารถในด้านการเคลื่อนที่เร็วโดยโตนโลดไปหมดแล้ว โดยไม่ได้รั้งหน่วง ลวง ทำลายข้าศึกแม้แต่น้อย

วันที่ 17 ธันวาคม 2514 ในทุ่งไหหิน ผ่านไปเหมือนกับหน่วยทหารกองทัพแห่งชาติลาวภาค 2 ที่โตนผ่านฝ่ายเราไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายเรายังไม่มีรายงานการสูญเสีย ดังนั้น กองกำลังทหารเสือพรานในทุ่งไหหินจึงเผชิญหน้ากับข้าศึกอย่างจังตลอดแนว”

บันทึกของ “ผาอิน”

“เวลาแห่งการรอคอยนั้นก็มาถึง เมื่อเวลากลางดึกของคืนวันที่ 17 ธันวาคม 2514 กำลังรบประมาณ 15,000 คนของข้าศึกสนับสนุนด้วยปืนใหญ่ขนาด 130 มม. ซึ่งถูกนำมาใช้ในลาวเป็นครั้งแรกมีรัศมีการยิงไกลสุดถึง 27 กม. ปตอ.ขนาดต่างๆ อาวุธหนักของทหารราบทุกชนิด และหน่วยรถถังอันเป็นกำลังสำคัญในการเข้าตี ก็เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ทุ่งไหหินจากทิศเหนือและทิศตะวันออก

ทหารเสือพรานหน่วยแรกที่รับมือฝ่ายข้าศึก ได้แก่ พัน. ทสพ.609 อันมีที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของทุ่งไหหินที่บริเวณภูเทิง โดยเริ่มปะทะกับส่วนหน้าของข้าศึกตั้งแต่กลางดึกของคืนนั้น และสามารถหยุดยั้งข้าศึกไว้ได้ตลอดคืน สูญเสียกำลังพลไป 4 นาย บาดเจ็บ 14 นาย สามารถสังหารข้าศึกลงได้เป็นจำนวนมาก”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (25) ธันวาคม 2514

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...