โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟ้าไทยในยุคบุกเบิก : การบินไทยกับบทบาทในการเชื่อมโลกสู่สยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
พนักงานต้อนรับของการบินไทยในยุคทศวรรษ 2500 (ภาพจาก หนังสือ Smooth as silk: the story of Thai)

ฟ้าไทยในยุคบุกเบิก : การบินไทยกับบทบาทในการเชื่อมโลกสู่สยาม

มนุษย์เราในอดีตได้แต่แหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วนึกอิจฉาเหล่านกที่โผบินหายลับไปในหมู่เมฆ แล้วจินตนาการว่า สักวันหนึ่งเราจะบินได้เหมือนนกหรือไม่ แล้วความฝันอันยาวนานก็กลายเป็นจริง เมื่อสองพี่น้องตระกูลไรต์ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องบินสำเร็จ ทำให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่ยุคเจ้านภาเหมือนเหล่านก นำไปสู่การปฏิวัติเทคโนโลยีการบิน และพัฒนาการคมนาคมขนส่งให้เจริญก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เครื่องบินเป็นประดิษฐกรรมชิ้นเยี่ยมของมนุษยชาติ เป็นพาหนะที่พาเราไปสู่จุดหมายปลายทางได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นกิจการพาณิชย์ที่มีมูลค่ามหาศาล เมื่อท้องฟ้าอันกว้างใหญ่มีเครื่องบินของสายการบินต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน บินลอยให้บริการอยู่เต็มไปหมด

“การบินไทย” ที่อยู่ยั้งยืนยงมาครบ 66 ปี ใน พ.ศ. 2569 ก็เป็นหนึ่งผลผลิตของการเข้าร่วมการแข่งขันในธุรกิจสายการบินของประเทศไทย และเป็นที่เชิดหน้าชูตาในฐานะ “สายการบินแห่งชาติ” โดยสิ่งที่การบินไทยดำเนินการมากว่า 6 ทศวรรษ เป็นมากกว่าการลงสนามแข่งขันเพื่อมุ่งแสวงหาผลกำไร แต่ยังมีพันธกิจในฐานะสายการบินแห่งชาติ ที่เชื่อมประเทศไทยกับนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมและประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าให้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยอีกด้วย

เริ่มยุค “มนุษย์บินได้” คนไทยสัมผัสเทคโนโลยีการบิน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2446 พี่น้องชาวอเมริกัน ออร์วิลล์ ไรต์ และ วิลเบอร์ ไรต์ (Orville-Wilbur Wright) นำเครื่องบินที่สร้างขึ้นเองทดลองบินให้ชาวโลกได้เห็น เครื่องบินรุ่นต้นแบบนี้อยู่บนอากาศได้ 12 วินาที บินสูง 20 ฟุต และบินได้ระยะทาง 37 เมตร เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือกันว่าเป็นปฐมบทแห่งยุค “มนุษย์บินได้” อย่างแท้จริง

หลังจากนั้น เทคโนโลยีการบินได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนอีกไม่กี่ปีต่อมา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2452 หลุยส์ เบลรีโอ (Louis Blériot) สร้างเครื่องบินที่สามารถข้ามช่องแคบอังกฤษที่ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร ได้สำเร็จ แล้วไม่นานหลังจากนั้น คนไทยในกรุงเทพฯ ก็มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์เหินอากาศเป็นครั้งแรก

โดยในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2454 ชาลส์ ฟาน เดน บอร์น (Charles Van Den Born) นักบินชาวเบลเยียมนำเครื่องบินปีก 2 ชั้น แบบอังรีฟาร์มังของฝรั่งเศส บินจากไซ่ง่อน (นครโฮจิมินห์) ผ่านน่านฟ้ากัมพูชา มาร่อนลงอย่างสง่างามที่สนามม้าสระปทุม หรือ “ราชกรีฑาสโมสร” ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงให้การต้อนรับฟาน เดน บอร์น พร้อมกับประชาชนที่มารอชมเครื่องบินลำแรกที่บินมาลงในแผ่นดินสยาม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระราชนิพนธ์ถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในพระราชนิพนธ์ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ทรงเล่าว่า เครื่องบินของฟาน เดน บอร์น (ทรงระบุว่า ‘วันเด็นบอร์น’) เข้ามากรุงเทพฯ ครั้งแรกตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2453 แล้ว ด้วยการดำเนินงานของบริษัทฝรั่งเศสชื่อ “บริษัทการบินแห่งปลายบุรพเทศ” (Societe d’Aviation de L’ Extreme Orient) ทรงบรรยายถึงเครื่องบินและบรรยากาศครั้งแรกที่เครื่องบินลงจอดในแผ่นดินสยามว่า

“เครื่องที่นำเข้ามาครั้งนั้นเปนเครื่องปีก 2 ชั้น ไม่มีที่คนโดยสารขึ้น, ฉนั้นถ้าใครอยากจะโดยสารก็ต้องยืนเกาะไปข้างหลังคนขับ, ออกจะน่าเสียวใส้อยู่บ้าง.ได้มีคนไทยลองขึ้นกันหลายคน, เจ้านายมีกรมอดิศร, กรมกำแพงเพ็ชร์ และกรมสรรควิสัยนรบดี, พวกเหล่านี้กล่าวว่าไม่น่ากลัวกว่าขึ้นรถยนตร์, แต่ในเวลานั้นออกจะมีคนเห็นด้วยน้อยทีเดียว.

ตามความจริงเครื่องบินในเวลานั้นก็ยังไม่ดีเท่าในเวลานี้จริงๆ ด้วย, และยังมีข่าวตกหล่นและเกิดอุปัทวเหตุบ่อยๆนัก. เมื่อฉันยังอยู่ที่ยุโรปนั้น ได้มีผู้คิดสร้างเครื่องบินขึ้นบ้างแล้ว, แต่ฉันยังหาได้เคยเห็นใครขึ้นเครื่องแล่นในอากาศไม่, ฉนั้นฉันเองก็ออกจะตื่นมากอยู่ ในการที่ได้มีเครื่องบินเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ครั้งนั้น.”

ในเวลาต่อมาจึงได้สร้างสนามบินขึ้นที่ตำบลดอนเมืองเมื่อ พ.ศ. 2457 เพื่อดำเนินกิจการด้านการบินของกองทัพ ขณะเดียวกันกิจการการบินเชิงพาณิชย์ได้พัฒนาขึ้นในซีกโลกตะวันตก มีการพัฒนาเครื่องบินให้สามารถจุผู้โดยสารคราวละมาก ๆ ทำให้เทคโนโลยีอากาศยานก้าวกระโดดไปอีกขั้น และเปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบการเดินทางขนานใหญ่อีกครั้ง นับตั้งแต่มนุษย์ได้ประดิษฐ์คิดค้นรถไฟขึ้นเมื่อศตวรรษก่อน

การบินพาณิชย์เบ่งบาน สู่การก่อตั้ง “การบินไทย”

การบินพาณิชย์เริ่มต้นจากบริการส่งไปรษณีย์ทางอากาศ ชาลส์ ลินด์เบิร์ก (Charles Lindbergh) เป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถบินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (มหาสมุทรที่อยู่ระหว่างทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา) ด้วยเครื่องบินของสายการบินแพนอเมริกา ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งแรกของสายการบินนี้สู่อเมริกาใต้ใน พ.ศ. 2472 แล้วต่อมาก็พัฒนาเครื่องบินรุ่น DC-3 ที่ใหญ่พอจะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 21 คน

จากนั้นบริษัทการบินยุคบุกเบิกทั้งหลาย เช่น แพนอเมริกา (Pan Am) ทรานส์เวิลด์แอร์ไลน์ (TWA) หรือบริติช โอเวอร์ซีส์ แอร์เวย์ (BOAC) ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สายการบินเหล่านี้เล็งเห็นว่า การโดยสารเครื่องบินเป็นนวัตกรรมที่น่าดึงดูดใจ และคนที่มีกำลังทรัพย์ยินดีที่จะจ่ายค่าตั๋วราคาแพงเพื่อให้ได้รับประสบการณ์เหินฟ้า ซึ่งจะทำให้พวกเขาถึงจุดหมายรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ขณะที่ผู้โดยสารเองไม่เพียงแค่คาดหวังการเดินทางที่ถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว แต่ยังหวังถึงการบริการที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปด้วย

แม้ธุรกิจสายการบินจะเติบโตอย่างสูง แต่กำไรในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้สูงตามอย่างที่ควรจะเป็น เพราะสายการบินมีต้นทุนเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งการจัดซื้อจัดเช่าเครื่องบิน การซ่อมบำรุงรักษา ราคาเชื้อเพลิง และบุคลากรในอุตสาหกรรมซึ่งมีจำนวนมาก บริษัทการบินยังต้องแบกรับความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างปัญหาเศรษฐกิจ ภาวะราคาน้ำมันผันผวน และต้องรักษาความสม่ำเสมอของเที่ยวบิน แม้ที่นั่งผู้โดยสารจะยังเหลือในรอบบินนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของธุรกิจการบินพาณิชย์ ยังทำให้เกิดสายการบินราคาประหยัดที่สามารถแย่งลูกค้าไปจากสายการบินแบบเดิม รวมถึงสายการบินในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เช่น เอมิเรตส์ ที่ดูไบ และไชนาเซาเทิร์น ที่จีน รวมถึง “การบินไทย”

โดยบริษัท การบินไทย จำกัด ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2503 เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับ สายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ซิสเต็ม (SAS) จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจการบินระหว่างประเทศด้วยมาตรฐานระดับสากล ในรหัสสายการบิน TG โดยจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดด้วยทุน 2 ล้านบาท

หลังจากดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2520 สายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ซิสเต็ม โอนหุ้นในบริษัทฯ ทั้งหมดให้แก่ บริษัท เดินอากาศไทย จำกัด การร่วมทุนจึงสิ้นสุดลง จากนั้นบริษัท การบินไทย จำกัด ก็เพิ่มทุนโดยมีกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น

ต่อมา วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2531 ในสมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2523-2531) อนุมัติการควบรวมกิจการของบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับบริษัท การบินไทย จำกัด ตามมติคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้การบินไทยมีฐานะเป็น“สายการบินแห่งชาติ” ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2531 ต่อมา การบินไทยได้ดำเนินธุรกิจมาต่อเนื่องจนกลายเป็นบริษัทที่เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับสั่งสมประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านการบริหารองค์กรกว่า 3 ทศวรรษ กระทั่งในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 การบินไทยจึงได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลายเป็น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

“สายการบินแห่งชาติ” เชื่อมโลกสู่สยาม

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2503 การบินไทยเปิดเส้นทางบินเหนือน่านฟ้าในหลายภูมิภาคทั่วโลก มีส่วนในการนำรายได้มากมายเข้าประเทศไทยในทุก ๆ ปี การเติบโตของการบินไทยยังสัมพันธ์กับการพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการบินพาณิชย์ระดับโลกอย่างสมบูรณ์เป็นเมืองแรก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีครบทั้งความสะดวกสบายและรวดเร็ว ผู้โดยสารสามารถใช้เป็นจุดเดินทางเข้าออกสำหรับเดินทางต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียและทั่วโลก นั่นเท่ากับทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

สถานะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเพิ่งเกิดขึ้นหลังมีอุตสาหกรรมการบิน แต่เป็นความสืบเนื่องทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ยาวนานของดินแดนสยาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ “สุวรรณภูมิ” บนผืนแผ่นดินใหญ่แห่งอุษาคเนย์ หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในอดีตเป็นชุมทางการค้าที่มีร่องรอยการติดต่อของผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ ทั้งจากตะวันออกและตะวันตกมาเนิ่นนานนับพันปี

ราว 2,500 ปีที่แล้ว นักเดินทางเสี่ยงโชคการค้าทางไกลจากอินเดีย เดินเรือเข้ามาติดต่อกับผู้คนในดินแดนแห่งนี้ที่เรียกขานกันในชื่อ สุวรรณภูมิ ซึ่งแปลว่า“ดินแดนแห่งทอง” อย่างไรก็ตาม ทองในที่นี้ไม่ใช่ทองคำแต่เป็นทองแดง เนื่องจากคนยุคโบราณในสมัยนั้นพัฒนาเทคโนโลยีการถลุงทองแดงและสำริดใช้มาช้านานแล้ว ทองแดง ดีบุก และสำริดจึงเป็นสินค้าสำคัญที่ดึงดูดพ่อค้าต่างชาติให้เข้ามาติดต่อค้าขายกับคนในท้องถิ่น กระทั่งเข้ามาตั้งสถานีการค้าตามเมืองท่าต่าง ๆ ตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย

การค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับจีนที่ต้องผ่านดินแดนสุวรรณภูมินี้เอง กระตุ้นให้ชุมชนโบราณต่าง ๆ ในสุวรรณภูมิรวมตัวกันเป็นเครือข่ายการเมืองขนาดใหญ่ นับตั้งแต่ยุคสมัยแห่งทวารวดี กระทั่งพัฒนามาเป็นอาณาจักร โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งโด่งดังในฐานะชุมทางการค้านานาชาติที่มีพ่อค้าทั้งจากจีน อินเดีย และชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ มีเรือสินค้าเข้ามาเทียบท่าแลกเปลี่ยนสินค้าจำนวนมากในแต่ละปี

ต่อมาศูนย์กลางการปกครองของคนไทยย้ายสู่กรุงเทพฯ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การเป็นศูนย์กลางการค้าทางเรือประจำภูมิภาคก็ยังดำเนินสืบต่อมา โดยที่กรุงเทพฯ เองก็ค่อย ๆ แปลงโฉมไปสู่ความทันสมัย กล่าวคือเปลี่ยนจากเมืองน้ำ ที่เต็มไปด้วยคูคลอง การคมนาคมเดินทางสัญจรใช้เรือเป็นหลัก มาสู่การตัดถนน ตามด้วยการคมนาคมเดินทางด้วยรถไฟที่เชื่อมศูนย์กลางกับหัวเมืองรอบนอกได้กว้างไกลยิ่งขึ้น

กระทั่งเมื่อเกิดนวัตกรรมการบิน ท่าอากาศยานในกรุงเทพฯ ก็ยังคงรักษาสถานะความเป็นศูนย์กลางประจำภูมิภาคไว้ได้อย่างมั่นคง โดยมีการบินไทยเป็นสื่อกลางที่คอยเชื่อมโลกสู่สยามในยุคโลกาภิวัตน์

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคและโลก ทั้งยังมีสายการบินแห่งชาติที่ขึ้นชื่องานด้านบริการระดับสากล พร้อมด้วยรางวัลการันตีมากมาย นั่นคือ การที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับสายการบินแอร์แคนาดา, สายการบินลุฟท์ฮันซ่า, สายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ซิสเต็ม และสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก่อตั้ง เครือข่ายพันธมิตรสายการบินสตาร์อัลไลแอนซ์ (Star Alliance) ขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งองค์กรดังกล่าวเป็นความร่วมมือในรูปแบบเครือข่ายพันธมิตรสายการบินแห่งแรกของโลก

สตาร์อัลไลแอนซ์ทำให้การบินไทยเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายการบินโยงใยกว้างขวางไปทั่วโลก และเพื่อตอกย้ำและยกระดับศักยภาพด้านการเชื่อมโลกสู่สยาม ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 การบินไทยจึงได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

ชู “เอกลักษณ์ไทย” สู่สายตาชาวโลก

เมื่อธุรกิจการบินมีพัฒนาการเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขัน สิ่งเกี่ยวเนื่องในธุรกิจก็ได้รับการพัฒนาตามไปด้วย นอกจากด้านเทคโนโลยีแล้ว การนำเสนอเอกลักษณ์ประจำชาติ หรือสร้างการรับรู้ในเชิงวัฒนธรรมก็เป็นส่วนในการสร้างมูลค่าเช่นกัน

ตลอด 66 ปี ที่ดำเนินกิจการมาอย่างยอดเยี่ยมสมกับสายการบินแห่งชาติ การบินไทยไม่เพียงนำพาความเจริญมาสู่ประเทศทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว หากยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติ เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการให้ข้อมูล และเผยแพร่ข่าวสารด้านการท่องเที่ยว การลงทุน การค้าในไทยแก่ชาวต่างชาติ เพื่อความรู้ ความเข้าใจ และภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ

ดังจะเห็นได้จากนิตยสาร “สวัสดี” (Sawasdee) ที่แจกเป็นอภินันทนาการแก่ผู้โดยสาร ภายในมีเนื้อหานำเสนอเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย และแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย นิตยสารดังกล่าวยังเคยได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณว่าเป็นนิตยสารที่ยอดเยี่ยมของโลกทั้งในแง่งานภาพสารคดีและเรื่องราวที่นำเสนอ

การบินไทยยังเชิดชูคุณค่าของ “ผ้าไหม” (Thai Silk) ผลผลิตพื้นเมืองของประเทศที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ด้วยสีสันลวดลายและความนุ่มมันระยับ จึงนำมาตัดเป็นเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนถึงปัจจุบัน ผสานกับ “ทัวร์เอื้องหลวง” (Royal Orchid Holidays) บริการของการบินไทยที่มอบแด่ผู้โดยสาร โดยมีดอกกล้วยไม้สีม่วงของไทยเป็นสัญลักษณ์ และยังได้มอบช่อดอกไม้เล็ก ๆ แทนความอบอุ่นและคำขอบคุณจากการบินไทย เมื่อผู้โดยสารเดินทางสู่จุดหมายปลายทางในเที่ยวบินระหว่างประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น การบริการผ่านรอยยิ้มและการไหว้อย่างไทยก็เป็นคุณลักษณะโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านการบริการของพนักงานการบินไทย ประสานกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่มีมิตรไมตรี สุภาพ และอ่อนโยน การบินไทยจึงสนับสนุนส่งเสริมและเผยแพร่เอกลักษณ์ชาติไทยทั้งหมดนี้ออกไปสู่สายตาชาวโลก ให้รู้จักประเทศไทยว่าเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม “Land of Smile”

ด้วยสโลแกน “รักคุณเท่าฟ้า” บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสายการบินแห่งชาติ มีบทบาทอย่างเต็มเปี่ยมในการสร้างชื่อเสียง และเกียรติภูมิของประเทศไทยให้ประชาคมโลกรู้จัก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริการของการบินไทยจึงเป็นเหมือนประตูด่านแรกที่ชาวต่างประเทศจะได้สัมผัสบนฟากฟ้า ก่อนที่พวกเขาจะก้าวย่างถึงพื้นแผ่นดินไทย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. กำเนิดการบินเชิงพาณิชย์แบบย่อ และผู้โดยสารที่ใช้เครื่องบินยุคแรก?. วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556. จาก www.silpa-mag.com

จินตนา กาญจนรัตน์. การบินไทย เอกลักษณ์แห่งน้ำใจ. วารสารกัลยาณมิตร ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2531.

นิพัทธ์ ทองเล็ก, พลเอก. เครื่องบินลำแรกที่บินเข้ามาในสยามประเทศ. วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559. จาก www.silpa-mag.com

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน). แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี 2564: การประกอบธุรกิจและผลการดำเนินงาน. จาก ir.thaiairways.com, เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569.

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน). ประวัติบริษัท: เรื่องราวการเดินทางของการบินไทย. จาก www.thaiairways.com, เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569.

มานิสา ปิยะสิงห์. 36 The Years of THAI 36 ปีการบินไทย. นิตยสารกินรี, ปีที่ 13 ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539.

ไม่ระบุผู้เขียน. จากอดีตสู่ปัจจุบันของการบินไทย. นิตยสารเปรียว พ.ศ. 2532.

ราม วชิราวุธ. (2546). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฟ้าไทยในยุคบุกเบิก : การบินไทยกับบทบาทในการเชื่อมโลกสู่สยาม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...