โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยสินค้า Own Brand-Private Brand

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 เม.ย. เวลา 11.46 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : ชโลทร ภัทรมนัส

คําว่า Own Brand, Private Brand หรือ Private Label กลายเป็นคำที่ปรากฏบนสื่อต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา หลังบรรดาผู้ค้าปลีก-ค้าส่งต่างตบเท้ารับลูกโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่รัฐบาลอนุทิน 1.5 ออกมารับมือวิกฤตสินค้าราคาแพง ด้วยการส่งสินค้ากลุ่มนี้มาวางจำหน่ายในราคาถูกกว่าแบรนด์หลัก

สำหรับสินค้า Own Brand หรือ Private Brand หรือ Private Label นี้ เป็นกลยุทธ์ค้าปลีกที่มีอายุยาวนานกว่าร้อยปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 หรือช่วงปีค.ศ.1800 ซึ่งผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเริ่มเปิดไอเดียผลิตสินค้าภายใต้ชื่อของตนเอง หวังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่าสินค้าของตนมีคุณภาพและราคาคุ้มค่าไม่แพ้แบรนด์หลักในตลาด

ตัวอย่างเช่น “เซนส์เบอรีส์” (Sainsbury’s) ผู้ค้าปลีกรายเก่าแก่ของสหราชอาณาจักร ซึ่งในปีค.ศ.1869 นั้น “จอห์น เจมส์ เซนส์เบอรี” (John James Sainsbury) เริ่มนำสินค้าภายใต้ชื่อของตนเอง เช่น เบคอน และเนย ออกมาวางขายเพื่อรับประกันคุณภาพสินค้าให้กับลูกค้าในกรุงลอนดอน จนกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดสินค้า Own Brand รายแรก ๆ ของโลก

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของสินค้า Own Brand หรือ Private Brand หรือ Private Label นั้นเกิดขึ้นในยุคที่สถานการณ์คล้ายคลึงกับปัจจุบัน นั่นคือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปีค.ศ.1965-1982 หรือ The Great Inflation ซึ่งเป็นวิกฤตเงินเฟ้อครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

ในช่วงนี้ “คาร์ฟูร์” (Carrefour) ผู้ค้าปลีกสัญชาติฝรั่งเศส เปิดตัวสินค้า “Produits Libres” หรือ Free Products ซึ่งเป็นสินค้าที่แพ็กเกจ สีขาวสะอาด ไม่มีโลโก้แบรนด์ มีเพียงชื่อสินค้า เช่น “Pasta” หรือ “Milk” เขียนด้วยตัวหนังสือสีดำและแดงเด่นสะดุดตา พร้อมกับราคาที่ถูกกว่าสินค้าแบรนด์เนมถึง 20-30%

รวมถึงยังมีสโลแกนอันโด่งดังว่า Surtout ne pas payer le nom หรือ Above all, do not pay for the name ที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “เหนือสิ่งอื่นใดอย่าจ่ายเงินเพื่อซื้อแค่ชื่อ” ซึ่งคิดขึ้นโดย “เอเตียน ทิล” (Etienne Thil) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารของคาร์ฟูร์ในขณะนั้น

ฝั่งโลกตะวันออกเองมี “มูจิ” (Muji) ค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่น เป็นผู้นำกระแสนี้มาขยาย ด้วยการเป็นแบรนด์สินค้าที่เน้นความเรียบง่าย ตามแนวคิด Mujirushi Ryohin ที่แปลว่า สินค้าคุณภาพดีที่ไม่มียี่ห้อ (no-brand quality goods)เพื่อต้านกระแสแมสคอนซัมชั่นหรือการผลิตสินค้าราคาถูก คุณภาพต่ำ เพื่อใช้แล้วทิ้ง ด้วยสินค้าที่เรียบง่าย คุณภาพดี และราคาประหยัด

ปัจจุบันสินค้า Own Brand หรือ Private Brand หรือ Private Label กำลังเกิดวิวัฒนาการอีกครั้ง โดยมุ่งไปสู่สถานะพรีเมี่ยมแมส ที่ไม่ได้มี จุดเด่นด้านราคาเพียงอย่างเดียว หลังผู้ค้าปลีกเปลี่ยนกลยุทธ์จากการทำราคามาเป็นความแตกต่าง เช่น“เทสโก้” (Tesco) ในสหราชอาณาจักรที่ออกไลน์สินค้า Tesco Finest เพื่อสู้กับแบรนด์ระดับบน ไลน์สินค้า Kirkland Signature ของ “คอสต์โก้” (Costco) ที่เน้นคุณภาพสูงในราคาสมาชิก รวมไปถึง No Brand ของอีมาร์ท (Emart) ค้าปลีกเกาหลี ที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เรียบง่ายแต่ดูดี มีสไตล์ จนเจาะกลุ่มวัยรุ่นได้สำเร็จ และสามารถแยกธุรกิจออกมาเป็นเอกเทศได้

หลังจากนี้ต้องจับตาดูสินค้ากลุ่มนี้จากบรรดาผู้ค้าปลีกของไทย ว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไทยอย่างไร และจะสามารถต่อยอดไปได้ไกลเพียงใด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนรอยสินค้า Own Brand-Private Brand

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...