สีจิ้นผิงปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ
× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป
ปักกิ่ง, 26 มี.ค. (ซินหัว) — “หลอดไฟ” อาจไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารประเทศ แต่ทว่าเมื่อเกือบ 4 ทศวรรษที่แล้ว สีจิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหนิงเต๋อ และกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลฝูเจี้ยน ได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นว่าการทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แม้แต่ของใช้พื้นฐานอย่างหลอดไฟและสบู่ ก็ถือเป็นตัวชี้วัดของการบริหารงานที่ดีได้เช่นกัน
คำกล่าวนี้เผยให้เห็นถึงหนึ่งคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นสากล ว่าเราควรประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งจากผลกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น โครงการที่มองเห็นได้ชัด รางวัลอันทรงเกียรติ หรือจากการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
สีจิ้นผิงได้ให้คำตอบไว้ผ่านสิ่งที่เขานิยามว่าเป็น “ทัศนคติที่ถูกต้องในการสร้างผลงาน” ซึ่งถือเป็นแนวทางในการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมุ่งยึดถือความผาสุกของประชาชนเป็นที่ตั้ง และให้คุณค่ากับผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว แม้ผลลัพธ์เหล่านั้นอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจอย่างรอบคอบและการลงมือปฏิบัติจริง
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ทั่วทั้งพรรค เพื่อกระตุ้นเตือนสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับอำเภอและระดับผู้อำนวยการขึ้นไป ให้ปรับทัศนคติด้านการประเมินผลงานการบริหาร เพื่อจะได้สร้างผลงานที่ “ยืนระยะได้ทั้งในทางปฏิบัติ ในสายตาของประชาชน และผ่านบทพิสูจน์ของกาลเวลา”
โครงการรณรงค์ดังกล่าวซึ่งจะดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคม มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการประเมินผลงานการบริหารงาน ซึ่งมักเป็นบ่อเกิดของโครงการที่ทำเพื่อเอาหน้า ความเสี่ยงแอบแฝง ภาระอันหนักอึ้งที่ท้องถิ่นต้องแบกรับ ตลอดจนความไม่พอใจของภาคประชาชน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นความพยายามล่าสุดของสีจิ้นผิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีจีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ในการที่จะยกระดับการบริหารจัดการและกำกับดูแลภายในพรรคให้มีความเข้มแข็ง โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านการปรับปรุงระเบียบวินัยเมื่อปีที่ผ่านมา
“ประสิทธิผลของการกำกับดูแลตนเองของพรรคที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือหลักประกันขั้นสูงสุดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม” สีจิ้นผิงกล่าว
สีจิ้นผิงย้ำเตือนถึงสิ่งนี้อีกครั้งระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาได้เน้นย้ำถึงบทบาทความเป็นผู้นำและการสร้างความเข้มแข็งของพรรค ในการพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” เมืองสมัยใหม่ที่กำลังเติบโต และอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพสูง สียังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในสยงอันตระหนักถึงความรับผิดชอบ และทุ่มเทกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ดี
บรรดานักทฤษฎีของพรรคระบุว่า โครงการรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ล่าสุดนี้ มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาทางการเมืองของพรรคและยกระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ เนื่องจากจีนได้ก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยหลักแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการสร้างผลงาน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำงานที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงหรือไม่
เอดูอาร์โด เรกาลาโด (Eduardo Regalado) นักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายระหว่างประเทศของคิวบา กล่าวว่าการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลงานในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักในกรอบการบริหารจัดการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยให้จีนพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคยิ่งขึ้น
ประชาชนต้องมาก่อน
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการรณรงค์นี้คือการกวาดล้างค่านิยมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานของตน มากกว่าผลประโยชน์และความเป็นอยู่ของประชาชน
ในระหว่างการประชุมระดับสูง สีจิ้นผิงได้กล่าวตำหนิการผลาญงบประมาณไปกับการทาสีภายนอกอาคารในพื้นที่ชนบทบางแห่งเพื่อสร้างภาพ ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากความยากจนมาได้ไม่นาน หรือบางแห่งยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้กับความจนอยู่ด้วยซ้ำ
สีระบุว่า การใช้เงินฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อทาสีกำแพงใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องหรือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเป็น “ความสูญเปล่าและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน”
ขณะที่เจ้าหน้าที่บางรายมักทำผิดพลาดจากความบุ่มบ่าม แต่ก็มีเจ้าหน้าที่อีกส่วนที่จงใจที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ บางคนเลือกที่จะระมัดระวังตัวและหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะเชื่อในแนวคิดที่ว่า “ยิ่งล้างจานมากใบเท่าไร ก็ยิ่งทำจานแตกมากขึ้นเท่านั้น”
มีหลายโอกาสที่สีจิ้นผิงเคยกล่าวตำหนิบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยต่อการทำงาน ซึ่งมักทำตัวเป็น “คนดีที่ไม่ขัดแย้งกับใคร” และ “ไม้หลักปักเลน” โดยระบุว่าผู้ที่ขาดความทุ่มเทย่อมไม่สามารถสร้างความสำเร็จใดๆ ทั้งยังจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อภารกิจที่สำคัญ
ในทางกลับกัน บุคคลต้นแบบด้านการบริหารราชการที่ดี ซึ่งสีจิ้นผิงมักจะหยิบยกมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือ เจียวอวี้ลู่ เลขาธิการพรรคผู้สมถะ ประจำอำเภอหลานเข่า พื้นที่ชนบทเล็กๆ ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960
พายุทราย อุทกภัย และปัญหาดินเค็มเป็นวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เจียวอวี้ลู่และเพื่อนร่วมงานทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปลูกแนวป่าป้องกันลม เพื่อต่อสู้กับการรุกล้ำของพายุทรายและน้ำท่วม และได้ช่วยให้อำเภอหลานเข่าค่อยๆ ก้าวผ่านปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เผชิญมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เจียวไม่มีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์แห่งความพยายามเหล่านี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 42 ปี เมื่อปี 1964
สีจิ้นผิงรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวของเจียวเป็นครั้งแรกในสมัยเป็นนักเรียนมัธยม เขากล่าวว่าจิตวิญญาณของเจียว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ตลอดจนความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละตน เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางตลอดเส้นทางการทำงานของตน ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้ามาจนถึงการเป็นผู้นำสูงสุดของจีน
ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน สีจิ้นผิงได้ช่วยปรับลดโควตาการส่งมอบธัญพืชแก่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำให้อำเภอแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อำเภอที่ให้ผลผลิตสูง” หลังจากที่เขาได้ทราบข้อมูลว่าเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค
“อำเภอเจิ้งติ้งยอมละทิ้งชื่อเสียงในฐานะอำเภอต้นแบบระดับชาติด้านปริมาณผลผลิตธัญพืช ดีกว่าที่จะต้องแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน” นี่คือคำกล่าวของสีจิ้นผิง
สำหรับสีจิ้นผิง การบริหารงานราชการควรขับเคลื่อนจากความต้องการของประชาชน มากกว่าการสร้างภาพทางการเมือง เขาเคยกล่าวไว้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่รัฐหาใช่การแสวงหาตำแหน่งระดับสูง หากคือการทำงานให้สมกับความคาดหวังของประชาชน
จากประสบการณ์ตรงที่เคยสัมผัสความยากลำบากในชนบทเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น สีจิ้นผิงได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง หลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคในเดือนพฤศจิกายน 2012 ได้ไม่นาน เขาได้ระดมสรรพกำลังจากทุกองคาพยพของพรรคเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว ภายใต้การนำของสีจิ้นผิง จีนสามารถนำพาประชาชนในพื้นที่ชนบทเกือบ 100 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) ได้สำเร็จภายในเวลา 8 ปี
ด้วยมุมมองที่ว่าการบรรเทาความยากจนไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความคาดหวังของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น สีจิ้นผิงจึงปรับทิศทางไปสู่วิสัยทัศน์ที่กว้างยิ่งขึ้น นั่นคือการมุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน และการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้
ทว่าการกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจเท่านั้น สีจิ้นผิงจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สีย้ำว่านอกเหนือจากการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบต่างๆ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ
ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงได้กำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบ
ตามหลักการ “การแยกแยะ 3 ประการ” (Three distinctions) ที่สีจิ้นผิงได้เสนอ เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดด้วยเจตนาดีที่จะปฏิรูป หรือเกิดจากการขาดประสบการณ์ จะต้องได้รับการปกป้อง และต้องถูกจัดให้อยู่คนละกลุ่มกับผู้ที่จงใจละเมิดวินัยและกฎหมาย หรือผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
“เจ้าหน้าที่รัฐควรได้รับการคัดเลือกและเลื่อนตำแหน่งโดยพิจารณาจากสิ่งที่พวกเขาลงมือทำ สิ่งที่พวกเขาทำจนสำเร็จลุล่วง และการพิจารณาว่าผลงานของพวกเขานั้นได้รับการยอมรับจากทั้งพรรคและประชาชนหรือไม่” สีจิ้นผิงกล่าวในบทความที่ตีพิมพ์ลงในฉิวซื่อ (Qiushi) นิตยสารระดับเรือธงของพรรคเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังการเปิดตัวโครงการรณรงค์ดังกล่าว
“จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแก่ผู้ที่กล้าแบกรับความรับผิดชอบ มีความคิดริเริ่ม สามารถส่งมอบผลลัพธ์ได้อย่างเชี่ยวชาญ และมีผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์” สีจิ้นผิงกล่าว
ยึดหลักความเป็นจริง
โครงการรณรงค์ล่าสุดว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารงานที่ดีของภาครัฐ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติงานที่จะต้องยึดโยงกับความเป็นจริง และเคารพต่อกฎเกณฑ์ทางภาวะวิสัย
ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การที่บางท้องถิ่นหลับหูหลับตาลอกเลียนแบบความสำเร็จของพื้นที่อื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากจนเกินไป รวมถึงการขาดกระบวนการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ
ในการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) เมื่อปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้วิพากษ์วิจารณ์บางพื้นที่ท้องถิ่นที่วิ่งตามกระแสอย่างมืดบอด โดยไม่คำนึงถึงบริบทของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแห่แหนกันไปพัฒนาอุตสาหกรรมชิป หรือความเร่งรีบที่จะทำตามกระแสโครงการอุตสาหกรรม “3 ใหม่” (New trio) อันได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม และแผงโซลาร์เซลล์
สีจิ้นผิงได้เน้นย้ำในหลายโอกาส ถึงความสำคัญของการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแนวทางการบริหารงานของเขาเช่นกัน
สีมักเปรียบเปรยการกำหนดนโยบายว่าเหมือนกับการหา “กุญแจที่ไขได้ตรงกับแม่กุญแจแต่ละตัว” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการใช้มาตรการแบบเหมารวม และให้ความสำคัญกับการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นการหารือด้านการพัฒนาเมืองหรือนโยบายพลังงาน สีจิ้นผิงมักจะกล่าวเตือนให้ระวังแนวคิดที่เลื่อนลอยไปจากความเป็นจริงเสมอ ภายใต้การนำของสี จีนได้สร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายอันท้าทายในการผลักดันให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060
อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไล่สั่งปิดโครงการพลังงานแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ในปี 2024 ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเทศบาลนครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่า แม้จะต้องเดินหน้าการพัฒนาสีเขียวต่อไป แต่การสร้างหลักประกันว่าจะมีพลังงานป้อนสู่ระบบอย่างมีเสถียรภาพก็สำคัญมากเช่นกัน
“ต้องกินให้ท้องอิ่มก่อน แล้วจึงค่อยกินให้ดี” สีกล่าวเปรียบเปรย เพื่อเตือนสติไม่ให้ยึดติดกับแนวทางที่อุดมคติจนเกินไป
นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังได้กล่าวเตือนถึงทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการสร้างผลงาน ซึ่งนำไปสู่การปั้น “ตัวเลขสถิติที่สูงเกินจริง” การเปิดตัวโครงการเอาหน้า หรือการสร้าง “จีดีพีที่ขับเคลื่อนด้วยใบเสร็จ” (Invoice-driven GDP) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หน่วยงานท้องถิ่นใช้มาตรการคืนภาษี เพื่อดึงดูดบริษัทที่ตั้งขึ้นมาบังหน้าให้เข้ามาสร้างภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบปลอมๆ
ปัจจุบัน พฤติกรรมดังกล่าวได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขและปรับปรุงในปี 2026
เซวียจี้ผิง ประธานบริษัทผู้ผลิตใยแก้วนำแสงแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่าการปราบปรามพฤติกรรมมิชอบดังกล่าว ได้ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริงให้กับองค์กรธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจ
การต่อสู้กับการบิดเบือนข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงการยืนหยัดในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยาวนานของสีจิ้นผิง หลังจากมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนรายงานตัวเลขการเติบโตที่ติดลบในปี 2017 สืบเนื่องจากการปราบปรามการตกแต่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงได้กล่าวยืนยันถึงคุณค่าของความซื่อตรงนี้
สีกล่าวว่าแม้ตัวเลขที่แท้จริงอาจดูไม่น่าประทับใจนัก แต่ก็เป็นตัวเลขที่ “ดูดีอย่างแท้จริง” เพราะมันเป็นของจริง พร้อมให้คำมั่นว่าหน่วยงานส่วนกลางจะให้การสนับสนุนอย่างแน่วแน่ แก่ผู้ที่เปิดเผยสภาพความเป็นจริง มิใช่ส่งเสริมการเติบโตจอมปลอม
วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติของจีนได้อนุมัติเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ร้อยละ 4.5-5 สำหรับปี 2026 ในขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นว่าจะ “มุ่งพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทางปฏิบัติ”
ความมุ่งเน้นปฏิบัติ (Pragmatism) ในลักษณะเดียวกันนี้ ยังสะท้อนให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนในวันเดียวกัน แผนดังกล่าวระบุว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะถูกรักษาให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยจะมีการกำหนดเป้าหมายรายปีตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ เป้าหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทนี้ยังแสดงถึงแนวทางการทำงานที่ติดดินและยึดโยงกับความเป็นจริงด้วยเช่นกัน
“การจัดการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่ชัดเจน ว่าการพัฒนาไม่อาจพึ่งพาเพียงการสร้างภาพลักษณ์หรูหราน่าประทับใจ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องถกแขนเสื้อแล้วลงมือทำงาน และมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง” อวี๋เส้าเสียง นักวิจัยจากสถาบันการสร้างความทันสมัยแห่งชาติของจีน (National Academy of Chinese Modernization) ภายใต้สถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน กล่าว
“ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ช่วงแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เราจะต้องขจัดปัญหาหมักหมมและชำระล้างบรรยากาศให้บริสุทธิ์” สีจิ้นผิงกล่าวพร้อมกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐนำแนวทางที่มุ่งแสวงหาความจริงและเน้นการปฏิบัติ มาใช้ในการจัดทำแผนงานทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น
“แผนงานทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มุ่งแสวงหาการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยปราศจากตัวเลขที่ถูกทำให้สูงเกินจริง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพสูง ผู้ที่กระทำการด้วยความวู่วาม เร่งเพิ่มเป้าหมายให้สูงขึ้นเป็นทอดๆ ในแต่ละระดับ หรือเปิดตัวโครงการพร่ำเพรื่อ จะต้องถูกสอบสวนและเอาผิด” สีกล่าว
วิสัยทัศน์ระยะยาว
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการรับใช้ประชาชน สีจิ้นผิงย้ำเสมอว่าการรับใช้ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติ แทนที่จะมุ่งแสวงหาชื่อเสียงส่วนตนหรือหวังคำยกย่องแบบฉาบฉวย คือสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเฉพาะตัวต่อการบริหารประเทศ นั่นคือการมองว่าการพัฒนาประเทศไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้นที่จบภายในวาระการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว สีจิ้นผิงได้เตือนถึงความเย้ายวนใจในการไล่ล่าชัยชนะที่รวดเร็วหรือ “ผลลัพธ์ที่เห็นทันตา” ผ่านโครงการระยะสั้นที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ โดยเปรียบเปรยพฤติกรรมเช่นนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับการผลาญทรัพยากรจนหมดสิ้นเพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
คงมีเพียงไม่กี่แวดวงที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของกระบวนทัศน์ระยะยาวได้ชัดเจนไปกว่าภาคส่วนด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลสัมฤทธิ์มักต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานหลายปี หรืออาจถึงหลายสิบปี จึงจะผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน
ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนช่วงปี 1999-2000 สีจิ้นผิงตัดสินใจสั่งระงับโครงการเหมืองแร่ในเมืองซานหมิง หลังจากมีการค้นพบซากฟอสซิลและโบราณวัตถุในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ยุคแรกในภูมิภาค ต่อมาพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคจีนตอนใต้
วิถีปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งในหลายปีต่อมา ขณะที่สีจิ้นผิงปฏิบัติหน้าที่ในมณฑลเจ้อเจียงซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้นำสีไปชมเขตอุตสาหกรรมที่พวกเขาตั้งใจนำเสนออย่างภาคภูมิใจ ทว่าเมื่อสีรับทราบว่าโรงงานหลายแห่งในพื้นที่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงอุตสาหกรรมล้าสมัยที่ย้ายฐานการผลิตมาจากภูมิภาคใกล้เคียงที่พัฒนาแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
“ที่นี่มีอะไรน่าดูหรือ” สีตั้งคำถาม “จงดึงเอาจุดแข็งของพวกคุณออกมาใช้ พร้อมกับปกป้องขุนเขาเขียวขจีและสายน้ำที่ใสสะอาดของที่นี่ไว้ สิ่งนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดในการบริหารงานของพวกคุณ”
สารที่สื่อออกมานั้นชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือการไล่ล่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย โดยต้องแลกมาด้วยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาวนั้น ไม่นับว่าเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิแต่อย่างใด
ราวหนึ่งทศวรรษให้หลัง ตรรกะความคิดเดียวกันนี้ ซึ่งก็คือการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางนิเวศวิทยาในระยะยาวมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้กลายเป็นทิศทางในการกำหนดนโยบายของสีจิ้นผิงที่มีต่อแม่น้ำแยงซี แม่น้ำสายยาวที่สุดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน
ในปี 2016 ระหว่างการประชุมระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาแถบเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซี สีจิ้นผิงได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า “วันนี้พวกคุณอาจจะต้องผิดหวัง เพราะเราจะไม่ได้หารือกันเรื่องการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการอนุรักษ์”
สีประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะต้องถูกจัดให้อยู่ในวาระสำคัญสูงสุด พร้อมย้ำถึงการประเมินผลการพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงวัดจากความรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและผลประโยชน์ในระยะยาวควบคู่ไปด้วย
นัยสำคัญของการย้ำถึงคุณค่าของการรักษาสิ่งแวดล้อมในครั้งนั้น ขยายขอบเขตไปไกลกว่าแค่ลุ่มแม่น้ำแยงซี โดยเป็นการตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การวางแผนอย่างรัดกุมรอบคอบ และการลงมือปฏิบัติ ควรเป็นคุณลักษณะเด่นที่กำหนดทิศทางของโมเดลการพัฒนาประเทศของจีน
โครงการรณรงค์เพื่อการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติในการบริหารงานของภาครัฐ ได้เปิดตัวขึ้นก่อนหน้าการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนฉบับรองสุดท้ายในการบรรลุเป้าหมายของจีน ในการเป็นประเทศที่ทันสมัยโดยพื้นฐาน ภายในปี 2035
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 แผนพัฒนาฯ เหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องเคาะจังหวะและเครื่องนำทางให้กับการพัฒนาของจีน นำพาประเทศจีนข้ามผ่านยุคแห่งความขาดแคลน สู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
“การกำหนดแผนงานตามหลักวิทยาศาสตร์และการนำแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประสบการณ์ด้านการบริหารที่สำคัญของพรรค และเป็นความได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน” คำกล่าวของสีจิ้นผิง ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังพันธกิจอันยิ่งใหญ่ในการร่างแผนพัฒนาฯ สามฉบับล่าสุดของจีน
ระบบการวางแผนเช่นนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล โดยโหวหย่งจื้อ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการพัฒนา (Development Research Center) ของคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าโครงการสำคัญ 109 โครงการที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 นั้น ครอบคลุมหลายมิติสำคัญในการสร้างความทันสมัยของจีน โดยมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะอุตสาหกรรมใหม่และภาคส่วนที่กำลังขยายตัวเป็นส่วนใหญ่
โหวตั้งข้อสังเกตว่าโครงการเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคต ซึ่งจะให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
อเล็กซานเดอร์ เดวีย์ (Alexander Davey) นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเมอร์เคเตอร์เพื่อจีนศึกษา (Mercator Institute for China Studies) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแดร์ ชปีเกล (Der Spiegel) ของเยอรมนีว่าแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีของจีนทำหน้าที่เป็นเสมือนเข็มทิศสำหรับบุคลากรระดับแกนนำของพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเป็นดังสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาควรปฏิบัติงานอย่างไร และต้องบรรลุเป้าหมายใดบ้าง
การให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะยาว ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดสีจิ้นผิงจึงได้เรียกร้องอยู่หลายครั้งให้เจ้าหน้าที่รัฐเห็นคุณค่าของผลงานที่ไม่เพียงมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ยังรวมถึงงานที่อาจมองไม่เห็นเด่นชัด แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคตด้วย
“การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีนนั้นเปรียบเสมือนการวิ่งผลัด ซึ่งจะต้องส่งไม้ต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่น โดยที่คนแต่ละรุ่นจะต้องพยายามวิ่งในผลัดของตนเองให้ดีที่สุด” สีจิ้นผิงกล่าว