โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การบินไทยตุนเงินสด 1.2 แสนล้าน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้ Cash Flow คือ หัวใจธุรกิจการบิน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 01.01 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 00.25 น.
ชาย เอี่ยมศิริ

สัมภาษณ์

วิกฤตตะวันออกกกลาง หรือสงครามอิหร่าน-สหรัฐ ไม่เพียงแค่ทำให้เกิดวิกฤต “พลังงาน” และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดน่านฟ้า แต่ยังทำให้ต้นทุน “น้ำมัน” ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโลก โดยสายการบินหลายแห่งจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสาร และคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสัมภาษณ์ “ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินไทย ถึงมุมมองด้านการบริหารจัดการท่ามกลางวิกฤตพลังงาน รวมถึงแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ผ่านความตายแล้ว รอบนี้แค่เป็นไข้

“คุณชาย” บอกว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ คนอาจมองว่าเป็นโอกาสของการบินไทย เพราะเป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินเส้นทางบินตรง (Direct Flight) เชื่อมยุโรป ขณะที่คู่แข่งขนผู้โดยสารจากยุโรปเข้าไทยของสายการบินตะวันออกกลางต้องผ่านฮับการบินของประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องปิดน่านฟ้า แต่ส่วนตัวมองว่า “วิกฤต” กับ “โอกาส” มันหักล้างกันไม่ได้

“วิกฤตแบบนี้เราไม่ได้อยากให้เกิด และไม่ได้อยากได้โอกาสท่ามกลางวิกฤตแบบนี้ แต่เมื่อเกิดแล้ว เราก็ต้องหาแนวทางลดผลกระทบ และต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด เพราะรัฐบาลไม่สามารถซับซิไดซ์ราคาน้ำมันได้ตลอดไป ขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศก็แทบจะแตะเพดานแล้ว”

อย่างไรก็ตาม มองว่าวิกฤตครั้งนี้ “การบินไทย” น่าจะเจ็บน้อยกว่าคนอื่น เพราะเราผ่านจุดตายมาได้ 4-5 ปีแล้ว และโกงความตายมาแล้ว รอบนี้จึงน่าจะแค่ “เป็นไข้”

ตัดค่าใช้จ่าย-เลื่อนลงทุนใหม่

“คุณชาย” บอกด้วยว่า วันนี้ราคาน้ำมันอากาศยานปรับขึ้นไปแล้ว 2 เท่ากว่า จากประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็นกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และนี่เป็นเหตุผลที่การบินไทยต้องทำการปรับขึ้นราคาบัตรโดยสาร เพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังปรับไปแค่ 10-15% ตามที่เป็นข่าว ยังไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด เนื่องจากบัตรโดยสารส่วนใหญ่ถูกขายออกไปเกือบหมดแล้ว

“ราคาบัตรโดยสารของสายการบินในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นราคาที่ผู้โดยสารทำการจองล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่เกิดสงคราม ไม่ใช่ราคาที่คำนวณจากต้นทุนในวันนี้ แต่ยังดีที่เราได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน หรือ Hedging ไว้ถึงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งก็พอช่วยได้บ้าง”

โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างทำแผนสำรองหรือแผนบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนัดพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์ในสัปดาห์นี้ โดยแผนระยะสั้นคือ ลดค่าใช้จ่าย อะไรที่ยังไม่จำเป็นต้องลด การลงทุนบางอย่างที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน

เช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารสถานที่ การลงทุนอุปกรณ์ลานจอด ฯลฯ โดยจะเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ในพื้นที่อีอีซี (EEC) ด้วย

พร้อมอัดยาแรงหากยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ในแผนระยะกลางก็จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเดือนพฤษภาคมนี้สถานการณ์ยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นจะต้องมีมาตรการที่เป็น “ยาแรง” ออกมาเสริมอีก เช่น อาจจำเป็นต้องลด Capacity ด้วยการลดความถี่ในบางเส้นทางบิน การหยุดให้บริการชั่วคราวในเส้นทางบินที่ขาดทุน เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนสะสมเหมือนในอดีต

“สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนี้ อันนี้แค่วางแผนตั้งรับ”

ส่วนเส้นทางบินใหม่ที่มีกำหนดเปิดให้บริการเพิ่มเติมในปีนี้จะยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม ได้แก่ เส้นทางบินตรง “กรุงเทพฯ-โอ๊กแลนด์” ประเทศนิวซีแลนด์ เส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และสาธารณรัฐประชาชนจีนอีก 3 เส้นทาง คือ ฉงชิ่ง ฉางซา และเสิ่นเจิ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางจะมีความชัดเจนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อจะมีผลต่อคะแนนเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ (ประธานาธิบดี) แน่ ๆ

Cash Flow หัวใจธุรกิจการบิน

“คุณชาย” ย้ำว่า จากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดเจนว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจการบินคือ กระแสเงินสด (Cash Flow) หรือสภาพคล่อง ใครสายป่านไม่ยาวไปก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสำรองเตรียมไว้สำหรับรับมือกับวิฤต เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าวิกฤตจะมาถึงเมื่อไหร่

“วันนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไร ไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าจะไม่เกิดอะไร ซึ่งก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์เราว่าผลประกอบการดี มีแคชโฟลว์จำนวนมาก ทำไมไม่เอาไปชำระหนี้เพิ่มเติม แต่เรามองว่าการดำเนินธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน เราต้องไม่ประมาท นี่คือเหตุผลที่เราเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้”

พร้อมย้ำว่า เรามีบทเรียนและเจอวิกฤตอย่างหนักมาแล้ว เราต้องไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก

โดยตัวเลข ณ สิ้นปี 2568 บริษัทการบินไทยมีกระแสเงินสดอยู่ประมาณ 120,000 ล้านบาท ถึงวันนี้กระแสเงินสดของบริษัทก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 120,000 ล้านบาทไปแล้ว ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นี่คือ สิ่งที่การบินไทยเตรียมพร้อมได้ดีกว่ายุคก่อน

และเชื่อว่า ด้วย Cash Flow ที่มีอยู่มากกว่า 120,000 ล้านบาทนี้ จะทำให้การบินไทยยืนหยัดและฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้

“เรามี 1.2 แสนล้าน ถ้าการบินไทยเอาไม่อยู่ สายการบินอื่น ๆ หนักกว่าเราแน่นอน”

หวั่นชะลอเดินทางกระทบ Q2

ซีอีโอการบินไทยยังบอกด้วยว่า เหตุการณ์นี้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 มากนัก แต่กังวลว่าจะกระทบกับความต้องการเดินทางและต่อความเชื่อมั่นการเดินทางในช่วงไตรมาส 2/2569 ที่อาจจะหายไป เพราะถ้าทุกคนรัดเข็มขัด ใช้นโยบายประหยัด และชะลอดูสถานการณ์ นักท่องเที่ยวและนักเดินทางจะใช้เวลาตัดสินใจเดินทางที่ยาวขึ้น

ซึ่งหากนักเดินทางมีการชะลอการเดินทางที่ชัดเจนขึ้นก็อาจมีผลต่อตารางการบินฤดูหนาว (Winter Schedule) ในเดือนตุลาคมนี้ได้

“แผนบริหารความเสี่ยงที่จะเสนอบอร์ดในสัปดาห์นี้เป็นแผนระยะสั้นถึงสิ้นปีนี้ และจะรีวิวทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยมีทริกเกอร์ว่าถ้าถึงเวลาหนึ่งอาการเป็นแบบนี้ เราจะกดปุ่มมาตรการไหน”

พร้อมทิ้งท้ายว่า วิกฤตรอบนี้ไม่หนักหนาสาหัสเท่าช่วงเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ เพราะตอนนั้นเรียกว่าเฉียดตาย แต่ตอนนี้ยังมีความหวังว่าเหตุการณ์จะไม่ยืดเยื้อเกินปลายปีนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การบินไทยตุนเงินสด 1.2 แสนล้าน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชี้ Cash Flow คือ หัวใจธุรกิจการบิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...