โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนพุ่ง เจแอนด์ที ปรับระบบโลจิสติกส์ใช้ ‘Tech & EV’ คุมขนส่งระยะสุดท้าย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 06.37 น.

เจแอนด์ที ชูโมเดลบริหารจัดการต้นทุนภายในผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ยันราคาน้ำมันไม่ใช่ปัจจัยเดี่ยวในการกำหนดค่าบริการ เร่งเครื่องโรดแมปความยั่งยืน เตรียมขยายสัดส่วนยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ในกลุ่ม Last Mile Delivery ต่อเนื่องในปี 2569 ยึดมาตรฐานคุณภาพบริการและความแม่นยำเป็นหัวใจหลักในการรักษาฐานลูกค้า ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

27 มีนาคม 2569—นางสาววินนี ลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) เปิดเผยกับการเงินธนาคารถึงทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์การบริหารจัดการท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัทได้ดำเนินการติดตามความเคลื่อนไหวของต้นทุนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างค่าบริการในประเทศไทย

โดยระบุว่าการกำหนดอัตราค่าบริการพัสดุนั้นประกอบขึ้นจากหลายองค์ประกอบ มิได้อิงตามสัดส่วนราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายใน สภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรม รวมถึงความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาวกับกลุ่มผู้ใช้บริการ ซึ่งแนวทางหลักที่บริษัทนำมาใช้เพื่อดูดซับความผันผวนของต้นทุนคือการมุ่งเน้นการลงทุนในนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

"การกำหนดราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงาน การแข่งขันในตลาด และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า"

สำหรับแผนการลดการพึ่งพาทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิลและมุ่งสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืนนั้น เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ได้เริ่มดำเนินการนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) เข้ามาปรับใช้ในระบบขนส่งบางพื้นที่ตั้งแต่ปี 2568 โดยเฉพาะในส่วนของการจัดส่งพัสดุถึงมือผู้รับปลายทาง หรือ Last Mile Delivery ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโครงสร้างต้นทุนที่เสถียรในระยะยาว

ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายขอบเขตการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพเครือข่ายและการให้บริการในแต่ละพื้นที่ เพื่อเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่มีความแม่นยำและยั่งยืน พร้อมรองรับความไม่แน่นอนของราคาพลังงานในอนาคต

"บริษัทตั้งเป้าขยายการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสมของเครือข่ายและบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการจัดส่งจะมีความแม่นยำและยั่งยืนในระยะยาว"

ในส่วนของภาพรวมตลาดโลจิสติกส์ในปี 2569 ที่อาจได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจจับจ่ายของผู้บริโภค เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริการเหนือการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการปริมาณพัสดุและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า เพื่อรักษาความไว้วางใจและสถานะผู้นำในตลาดประเทศไทยอย่างมั่นคง

"ความไว้วางใจและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาผลการดำเนินงานและสถานะผู้นำตลาดในประเทศไทย"

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามแนวโน้มปริมาณพัสดุและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อปรับปรุงเครือข่ายให้มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งเพียงพอต่อการรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าคุณภาพการจัดส่งจะยังคงเป็นไปตามมาตรฐานสากลแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง

เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ได้เพิ่มการลงทุนทั้งในด้านขนาดการดำเนินงานและโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันศูนย์คัดแยกพัสดุในประเทศไทยมีพื้นที่รวมมากกว่า 450,000 ตารางเมตร โดยมีความสามารถในการคัดแยกพัสดุต่อวันมากกว่า 20 ล้านชิ้น บุคลากรรวมกว่า 80,000 คน และมีลูกค้าพันธมิตรเกือบ 200,000 ราย สร้างเครือข่ายขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับความต้องการโลจิสติกส์ทุกรูปแบบอย่างมั่นคง

ในด้านการขยายเครือข่ายบริการเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ยังคงมุ่งเน้นความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันมีร้านค้า J&T Home มากกว่า 6,500 แห่ง และสถานีเทอร์มินัลมากกว่า 1,000 แห่ง อีกทั้งยังขยายจุดรับ-ส่งพัสดุไปยังพื้นที่ที่มีอัตราการใช้งานสูง เช่น มหาวิทยาลัย ร้านสะดวกซื้อ และสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล ในปี 2569 เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรสได้เปิดตัวบริการ “Scan to Pick Up” บริการเข้ารับพัสดุถึงบ้าน เพียงสแกน QR Code ก็สามารถเรียกพนักงานเข้ารับพัสดุได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการ สะท้อนถึงการยกระดับระบบจัดสรรงานและเส้นทางขนส่งให้มีความอัจฉริยะ และปรับให้เหมาะกับผู้ใช้บริการแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...