โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังจากการยกเลิกภาษี 3 ชนิด รัฐคาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามลดลง 19% หลังจากการยกเลิกภาษี 3 ชนิด รัฐคาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน

ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศเวียดนามปรับตัวลดลง 19% เมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซิน, น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน

ประเด็นสำคัญ

  • คาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน
  • หลายสายการบินเตรียมลดเที่ยวบิน

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางวิกฤตการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในเร็ววันนี้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่ามาตรการดังกล่าวของเวียดนามเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ประเทศอินเดียประกาศหั่นภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซินลงจาก 13 รูปี (ประมาณ 4.55 บาท) เหลือเพียง 3 รูปี (ประมาณ 1.05 บาท) นอกจากนี้ทางการอินเดียยังได้ทำการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสำหรับน้ำมันดีเซลในอัตรา 10 รูปี (ประมาณ 3.50 บาท) เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนในประเทศ

ในขณะเดียวกัน ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในประเทศไทยกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 18% เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มีนาคม) ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลไทยตัดสินใจลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางการไทยระบุว่าจะเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักแทน ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนขับรถบรรทุก กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

คาดสูญรายได้ 8.64 พันล้านบาทต่อเดือน

ราคาน้ำมันเบนซิน RON95-III ในเวียดนามที่อ้างอิงจาก PVOIL มีการเสนอราคาอยู่ที่ 24,330 ดอง (ประมาณ 29.20 บาท) ต่อลิตรในวันศุกร์ ซึ่งปรับตัวลดลง 28% จากจุดสูงสุดเมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดังกล่าวยังคงสูงกว่าช่วงก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านถึง 21% โดยมาตรการปรับลดภาษีในครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน

รัฐบาลเวียดนามได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า “นี่ถือเป็นทางออกที่เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพของตลาดปิโตรเลียม และเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของชาติ”

มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังสร้าง ‘คอขวดด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุด’ จนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,286 บาท) ต่อบาร์เรล

กระทรวงการคลังของเวียดนามประเมินว่า การใช้นโยบายปรับลดภาษีในครั้งนี้จะส่งผลทำให้รายได้ของบประมาณแผ่นดินปรับตัวลดลงประมาณ 7.2 ล้านล้านดอง (ประมาณ 8.64 พันล้านบาท) ต่อเดือน

กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ว่า “อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และยังช่วยกระตุ้นการผลิตตลอดจนการดำเนินธุรกิจสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ”

ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาก โดยมีการเสนอราคาขายเมื่อวันศุกร์อยู่ที่ระดับ 35,440 ดอง (ประมาณ 42.53 บาท) ต่อลิตร ตัวเลขดังกล่าวเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 81% จากช่วงก่อนที่จะเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง และเพิ่งจะปรับตัวลดลงมาเพียง 11% จากจุดสูงสุดที่บันทึกไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เวียดนามถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าส่งออก โดยเมื่อปีที่แล้วประเทศได้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทนี้สูงถึง 14.2 ล้านตัน ซึ่งสัดส่วน 80% เป็นการนำเข้ามาจากประเทศคูเวตในช่วงก่อนสงคราม ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็ได้ทำการส่งออกน้ำมันดิบจำนวน 2.5 ล้านตัน โดยมีปลายทางในการส่งออกส่วนใหญ่ไปยังประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย

หลายสายการบินเตรียมลดเที่ยวบิน

เมื่อ 26 มีนาคมที่ผ่านมา Nghi Son Refinery and Petrochemical ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ออกมาระบุว่าทางโรงกลั่นได้ดำเนินการผลิตด้วยกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม ทางโรงกลั่นยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สามารถจัดหาอุปทานได้เพียงพอที่จะดำเนินการผลิตอย่างเหมาะสมที่สุดไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่งได้รับน้ำมันดิบล็อตล่าสุดจากคูเวตเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม

ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของเวียดนามลดลง 7% มาอยู่ที่ระดับ 2.8 ล้านตัน ในขณะที่ประเทศต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลประเภทต่างๆ จำนวน 2.7 ล้านตัน ปริมาณการนำเข้าดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ทำให้รัฐบาลต้องออกมาเรียกร้องให้ประชาชนทำงานจากที่บ้านกันให้มากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน

สำนักข่าว Nikkei Asia ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญว่า นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิญ จิ๊ญ ของเวียดนามได้ดำเนินการส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อขอความช่วยเหลือจัดหาน้ำมันดิบ หนังสือพิมพ์ Tuoi Tre ของเวียดนามรายงานอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สายการบินในประเทศหลายแห่งมีแผนที่จะปรับลดการให้บริการลงตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

Vietnam Airlines อาจลดเที่ยวบินไปกลับสูงสุดถึง 1,700 เที่ยวต่อเดือนในไตรมาสที่ 2 ซึ่งการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงเครื่องบิน โดยครอบคลุมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและเส้นทางในประเทศ ทางด้านสายการบิน Vietjet มีแผนที่จะลดปริมาณเที่ยวบินรวมทั่วทั้งเครือข่ายลง 18% ในเดือนเมษายน โดยได้เริ่มลดความถี่ของเส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศลงแล้ว รวมถึงเที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์และกรุงเทพมหานคร

Pacific Airlines คาดว่าจะต้องลดขีดความสามารถในการให้บริการลง 8%-30% ในไตรมาสที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่ Bamboo Airways คาดว่าจะลดเที่ยวบินลงมากกว่า 50% เหลือเพียง 15 ถึง 17 เที่ยวต่อวัน Sun PhuQuoc Airways ซึ่งเป็นสายการบินน้องใหม่ล่าสุดของเวียดนาม ยังคงรักษาการดำเนินงานปัจจุบันไว้ที่ 60 เที่ยวบินต่อวัน เนื่องจากบริษัทสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือนเมษายน

ส่วน Vietravel Airlines มีแผนที่จะคงเที่ยวบินไว้ที่ 12-14 เที่ยวต่อวันในเดือนเมษายน และหากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น ทางสายการบินก็มีแผนที่จะเพิ่มเครื่องบินอีก 2 ลำเพื่อรองรับช่วงพีค ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการได้ถึง 28 ถึง 30 เที่ยวบินต่อวัน

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน

  • 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0012 บาท ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569
  • 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569
  • 1 รูปีอินเดีย เท่ากับ 0.35 บาท เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569

ภาพ : KIEUTRUONG / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...