โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ฮอนด้า รับอยู่ในเฟสเรียนรู้ EV หวังไฮบริดทวงคืนยอด 1.15 แสนคัน ปี’73

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 01.26 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 23.57 น.

ฮอนด้า ชี้ไทยมีโอกาสผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หลังบริษัทแม่ยุติแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นในอเมริกา ยันไม่ส่งผลต่อแผนการตลาด ผลิต-ขายในประเทศอื่น ย้ำไทยอยู่ระหว่างกลางของแผน EV ระบุชัดหากตลาดมีความต้องการในปริมาณเพียงพอ โรงงานไทยยังมีโอกาสประกอบรถยนต์อีวี หลังเปิดตัว e:N2 ทำตลาด เล็งส่งอีวีไซซ์เล็กเสริมทัพอีกรุ่น

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ Honda e:N2 พร้อมประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่ผ่านมา บริษัทยืนยันว่าในปีนี้จะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทำตลาดอีกหนึ่งรุ่น คือ รุ่นที่นำเข้ามาโชว์เป็นคอนเซ็ปต์คาร์ อย่าง Honda Super EV Concept ซึ่งจะเป็นการนำเข้าจากญี่ปุ่นมาจำหน่าย

ส่วนกรณีที่บริษัทแม่ได้รายงานชี้แจงสถานการณ์ทางการเงิน ภายหลังการประกาศบันทึกค่าใช้จ่ายจากการยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา รวมทั้งได้มีการประกาศยกเลิกการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นหลักในสหรัฐนั้น ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าในตระกูล Honda Zero ถือเป็นโมเดลที่มีขนาดใหญ่ พัฒนามาเฉพาะตลาดนั้น ๆ เมื่อบริษัทยกเลิกแผนการผลิตและจัดจำหน่าย

ในทางบัญชีนั้น จำเป็นจะต้องประกาศบันทึกด้อยค่าทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาทั้งหมดภายในปีงบประมาณปัจจุบัน (2568) และแน่นอนว่าฮอนด้ามีการลงทุนในการพัฒนาทั้ง 3 โมเดลไปค่อนข้างมาก แต่ไม่มีการจำหน่ายรถออกมาส่งผลให้บริษัทขาดทุน

และบริษัทแม่ได้ระบุว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว และไม่ได้กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินอย่างแน่นอน

“รถอีวีที่ฮอนด้ายกเลิกไปมีเพียง 3 รุ่นเท่านั้น ที่เราไม่ผลิตและไม่ทำตลาด ซึ่งหลัก ๆ อยู่ในอเมริกา แต่สำหรับแผนงานของฮอนด้านั้น เรายังเดินหน้าพัฒนารถยนต์อีวีอีกกว่า 20 รุ่น และฮอนด้ายังคงเดินหน้าพัฒนารถอีวีในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับประเทศไทยเองนั้น นายอิวานามิยืนยันว่า มีความเป็นไปได้อนาคตหากไทยจะเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า หากมีจำนวนความต้องการและตลาดที่เหมาะสม อย่างล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สองที่นำเข้าจากจีนมาทำตลาดอย่าง Honda e:N2 ด้วยราคา 1,420,000 บาท และปีนี้อาจจะมีเข้ามาเสริมทัพอีก 1 รุ่น เพื่อพยายามสร้างตลาดและการรับรู้ของลูกค้าชาวไทยว่า ฮอนด้ามีรถอีวีทำตลาด

และอย่างไรก็ตาม ฮอนด้าจะพยายามเดินหน้าผลิตรถยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด หรือ e:HEV สำหรับรถยนต์รุ่นเล็กมาทดแทน โดยเฉพาะการนำเสนอสินค้าโมเดลใหม่ ๆ จากเครื่องยนต์ไฮบริดออกสู่ตลาดมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น บริษัทยืนยันว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีข้างต้น โดยรถยนต์ที่บริษัทจำหน่ายในปัจจุบันก็เป็นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดได้ครบทุกรุ่น ส่วนอนาคตบริษัทมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ โมเดลใหม่ หรือแม้แต่เซ็กเมนต์ใหม่ออกสู่ตลาดประเทศไทย

และฮอนด้าตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 หรือปี 2573 ฮอนด้าจะมียอดขายรถยนต์ในประเทศไทย กลับไปที่ระดับ 115,000 คัน ส่วนปีนี้คาดว่าทั้งปีจะมียอดขายที่ 76,000 คัน

โดยรถยนต์ไฮบริดจะเป็นโมเดลหลักในการทำตลาดจากนี้ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า ฮอนด้ามองว่ายังต้องใช้ระยะเวลาในการแข่งขัน โดยเฉพาะปัญหาด้าน “ราคา” ที่ไม่สามารถสู้ได้กับค่ายรถยนต์จีน อีกทั้งระบบอินฟราสตรักเจอร์ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ หากเร่งเกินไปอาจจะไม่เกิดความสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายังอยู่ในระหว่างของเฟสแห่งการเรียนรู้การตลาดจากคู่แข่ง เอาจุดแข็งของแบรนด์จีนมามสะท้อนและพัฒนา เพื่อให้ฮอนด้าสามารถแข่งขันได้ในอนาคต

“เรายอมรับว่าราคาของ Honda e:N2 ที่เปิดตัวไป ยังแข่งขันได้ไม่ดีนั้นเมื่อเทียบกับตัวเลือกและคู่แข่งในตลาด อาจจะไม่ได้สร้างยอดขายให้เราเป็นกอบเป็นกำ แต่อย่างไรก็ตาม ฮอนด้าอยากให้ลูกค้ามาสัมผัสกับประสบการณ์และฟีลลิ่งการขับขี่ในแบบฉบับของฮอนด้า เพราะรถของเรามีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฮอนด้า รับอยู่ในเฟสเรียนรู้ EV หวังไฮบริดทวงคืนยอด 1.15 แสนคัน ปี’73

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...