ม็อบ “No Kings” เตรียมประท้วง 3,100 จุดทั่วสหรัฐ และอีก 15 ประเทศ ต้านแนวโน้มอำนาจนิยม-นโยบายทรัมป์
ม็อบ “No Kings” เตรียมประท้วงกว่า 3,100 จุดทั่วสหรัฐฯ และอีก 15 ประเทศ เพื่อต่อต้านนโยบายรัฐบาลทรัมป์ ตั้งแต่ตรวจคนเข้าเมือง สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงสงครามอิหร่าน
วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 21.45 น. สำนักข่าว The Guardian รายงานงานว่า การประท้วงต่อต้านรัฐบาลสหรัฐภายใต้ชื่อ No Kings กำลังเตรียมกลับมาอีกครั้ง โดยมีการนัดหมายชุมนุมมากกว่า 3,100 จุดทั่วสหรัฐอเมริกา และอีกอย่างน้อย 15 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดจะจัดขึ้นภายใต้ชื่อเดียวกันคือ No Kings โดยผู้จัดคาดว่าการชุมนุมครั้งนี้อาจกลายเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา หากมีผู้เข้าร่วมตามที่คาดการณ์
*ขบวนการ No Kings เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดในเดือนตุลาคมมีผู้เข้าร่วมประมาณ 7 ล้านคน สะท้อนว่าการต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ในสหรัฐกำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงาน นักศึกษา นักกิจกรรม และองค์กรภาคประชาชนจำนวนมาก*
ลักษณะสำคัญของขบวนการ No Kings คือเป็นขบวนการที่ไม่มีผู้นำ ไม่มีโครงสร้างแบบลำดับชั้น และไม่มีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายเพียงข้อเดียว แต่เป็นการรวมกลุ่มของประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายตรวจคนเข้าเมือง การปลดข้าราชการจำนวนมาก การยกเลิกมาตรการสิ่งแวดล้อม ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของการเลือกตั้ง รวมถึงสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญในการประท้วงครั้งล่าสุด
ผู้จัดการเคลื่อนไหว ระบุว่า คำว่า No Kings เองถือเป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะหมายถึงการปฏิเสธผู้นำที่มีอำนาจรวมศูนย์หรือใช้อำนาจแบบผู้นำสูงสุดเหนือระบบประชาธิปไตย โดยการเคลื่อนไหวต้องการสื่อสารว่าอำนาจควรกลับไปอยู่กับประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลกลางหรือผู้นำเพียงคนเดียว
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของขบวนการนี้ คือการออกแบบให้เป็นขบวนการแบบกระจายอำนาจ โดยองค์กรระดับชาติ เช่น Indivisible, 50501 และ MoveOn จะทำหน้าที่ประสานงานภาพรวม ขณะที่การจัดการประท้วงในแต่ละพื้นที่จะดำเนินการโดยองค์กรท้องถิ่น สหภาพแรงงาน กลุ่มศาสนา กลุ่มสิทธิผู้อพยพ และองค์กรภาคประชาชน ทำให้ขบวนการสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการเคลื่อนไหวทางสังคมบางส่วน มองว่า แม้การประท้วงขนาดใหญ่จะสะท้อนพลังของประชาชน แต่จำนวนผู้เข้าร่วมจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการเมืองได้เสมอไป หากไม่มีโครงสร้างองค์กรหรือผู้นำที่สามารถเจรจาและผลักดันข้อเรียกร้องทางการเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
นักวิชาการบางคนยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวในอดีต เช่น Occupy Wall Street ซึ่งสามารถสร้างกระแสสังคมเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ แต่ไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้มากนัก ในขณะที่ขบวนการ Black Lives Matter ประสบความสำเร็จมากกว่าในบางพื้นที่ เนื่องจากมีการสร้างผู้นำและองค์กรในระดับท้องถิ่นที่สามารถผลักดันกฎหมายและนโยบายได้จริง
แม้จะมีคำวิจารณ์ว่าขบวนการ No Kings ไม่มีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่ชัดเจน แต่ ผู้จัดการเคลื่อนไหว มองว่า เป้าหมายของขบวนการไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเครือข่ายประชาชน การจัดตั้งองค์กรระดับชุมชน การลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะยาว โดยมองว่าการต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ไม่ใช่การต่อสู้ระยะสั้น แต่เป็นกระบวนการทางการเมืองระยะยาว
ผู้จัดการเคลื่อนไหวรายหนึ่ง กล่าวว่า การต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้นหรือการวิ่งมาราธอน แต่เป็นเหมือนการแข่งขันวิ่งผลัด ที่การประท้วงขนาดใหญ่จะส่งต่อพลังไปสู่การจัดตั้งองค์กรในระดับท้องถิ่น การเคลื่อนไหวทางการเมือง การปกป้องการเลือกตั้ง และการรณรงค์ทางสังคมในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป
การประท้วง No Kings ครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการประท้วงเพียงวันเดียว แต่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐบาลทรัมป์ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐกำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศและสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การประท้วงครั้งนี้จึงอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของสหรัฐในปีนี้ เพราะสะท้อนว่าความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐไม่ได้อยู่เพียงในสภาหรือการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ได้ขยายลงสู่การเคลื่อนไหวของประชาชนบนท้องถนนในวงกว้างแล้ว
อ้างอิง : www.theguardian.com
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่