โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพลักษณ์ตรง ฝีมือได้ เคมีใช่ ว่าด้วยความสำคัญของการคัดเลือกนักแสดงให้ตรงกับบทบาท

The MATTER

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 11.00 น. • Entertainment

หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของรางวัลออสการ์ประจำปี 2026 ที่ผ่านมา คือการเพิ่มรางวัลสาขาใหม่ อย่าง ‘Best Casting’ หรือ สาขาการกำกับคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม ซึ่งจะมอบให้รางวัลแก่ผู้กำกับนักแสดง (Casting Director) ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกและตามหานักแสดงมารับบทบาทเป็นตัวละครในสื่อบันเทิงต่างๆ อันถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลเบื้องหลังที่ควรค่าแก่การขึ้นมาสู่เวทีใหญ่ของวงการภาพยนตร์นี้

เมื่อพูดถึงการสร้างสรรค์สื่อบันเทิงสักเรื่อง ‘การแคสต์ (Casting)’ หรือการเฟ้นหานักแสดงเพื่อมารับบทตัวละครตามเนื้อเรื่อง นับเป็นหนึ่งในกระบวนการแรกๆ ที่จะเกิดขึ้น หลังจากทุกฝ่ายตกลงเดินหน้าผลิตภาพยนตร์หรือซีรีส์ร่วมกัน

แม้ฟังดูเหมือนแค่เป็นการตามหานักแสดงสักคนมารับบทบาที่เตรียมไว้ให้ แต่แท้จริงแล้ว กระบวนการการแคสต์นักแสดงกลับตามหาอะไรมากกว่านั้น วันนี้ The MATTER จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจความสำคัญของการแคสต์ ว่าทำไมขั้นตอนการเฟ้นหานักแสดงจึงมีบทบาทอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของสื่อบันเทิงแต่ละเรื่อง

ทำไมเราต้องแคสต์นักแสดง?

ถ้าถามว่าหนังหรือซีรีส์สักเรื่องจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? คำตอบก็อาจไม่ได้มีเพียงบทที่แข็งแรง งานภาพที่สวยงาม หรือโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘ตัวละคร’ ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องราวให้เดินหน้า และนั่นทำให้นักแสดงกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ในทุกครั้งที่มีการสร้างสรรค์สื่อบันเทิงขึ้นมาสักชิ้น

กระบวนการที่เรียกว่า ‘การแคสต์นักแสดง’ คือสิ่งที่เข้ามาช่วยเฟ้นหาบุคคลที่เหมาะสมจะมารับบทตัวละครนั้นๆ โดย จะมีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแคสต์ ตั้งแต่ ผู้กำกับนักแสดง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และผู้บริหาร ซึ่งแต่ละคนก็จะทำหน้าที่สอดประสานและส่งต่อกันไปทีละขั้น จนกว่าจะได้นักแสดงมารับบท

ขั้นตอนการแคสต์จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ผู้กำกับนักแสดงประกาศตามหานักแสดงตามคุณสมบัติต่างๆ ที่ถูกกำหนดมา เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ บุคลิก รวมถึงลักษณะอื่นๆ ซึ่งบ่อยครั้งจะระบุมาพร้อมกับข้อมูลของตัวละครและข้อมูลเกี่ยวกับหนังหรือซีรีส์เรื่องนั้นๆ เพื่อให้นักแสดงที่สนใจเข้าร่วมการคัดตัว ส่งข้อมูล ประวัติส่วนตัว ตลอดจนวิดีโอตัวอย่างผลงานมาให้ผู้กำกับนักแสดงคัดเลือก พร้อมเรียกเข้ามารับการคัดตัว

ในการคัดเลือกนักแสดงรอบแรก ผู้ที่จะมารับชมจะมีเพียง ผู้กำกับคัดเลือกนักแสดงและทีมงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำหน้าที่ประเมินทั้งทักษะการแสดง บุคลิก และความเหมาะสมกับบท ก่อนจะคัดเลือกผู้ที่โดดเด่นส่งต่อไปยังผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารในรอบถัดไป

หลังจากที่ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารตรวจสอบ ถ้าตัดสินใจเลือกได้แล้วก็จะส่งต่อให้ผู้กำกับนักแสดงเรียกตัวนักแสดงกลับมาคัดเลือกต่อหน้าผู้กำกับและคนอื่นๆ อีกครั้ง แต่หากคนที่เลือกมาไม่มีใครถูกใจ ผู้กำกับนักแสดงก็จะต้องกลับไปเริ่มคัดตัวใหม่ตั้งแต่แรก

แม้จะมีชื่อเรียกว่าเป็นผู้กำกับคัดเลือกนักแสดง และมีบทบาทสำคัญในการเฟ้นหาคนที่เหมาะสมเข้ามารับบท แต่ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะสิ้นสุดลงที่ตำแหน่งนี้ เพราะท้ายที่สุด ผู้ที่มีอำนาจชี้ขาดในการเลือกนักแสดง คือผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพกระบวนการคัดเลือกนักแสดงกันคร่าวๆ แล้วว่า มีหลายขั้นหลายตอน กว่าจะได้นักแสดงมารับบทบาทแต่ละคน ทั้งนี้ สงสัยกันไหม ทำไมพวกเขาถึงต้องจริงจังกับการเฟ้นหานักแสดงขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าทำการแสดงได้ก็พอแล้วหรือ

แท้จริงแล้ว การแสดงอาจไม่ใช่แค่การแสดงเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญของการคัดเลือกนักแสดงอยู่ที่ความเหมาะสมกับบทบาทของตัวละครมากกว่า นักแสดงที่เข้ามาแคสต์จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดบทของตัวเอง แต่ต้องสามารถทำให้ตัวละครบนหน้ากระดาษกลายเป็น ‘คนจริงๆ’ ขึ้นมาให้ได้

ทั้งนี้ ถ้าเลือกนักแสดงมาไม่ดี พวกเขาอาจเปลี่ยนอารมณ์และโทนในภาพรวมของเรื่องได้เลย เพราะนักแสดงไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นแค่คนพูดบทเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวกลางในการถ่ายอารมณ์ จังหวะ และพลังของเรื่องออกมาสู่ผู้ชมโดยตรง หากเลือกนักแสดงมาไม่เหมาะกับบท ทัั้งในแง่ของ บุคคลิก ลักษณะภายนอก หรือความสามารถในการแสดง สิ่งที่ถูกส่งออกมา ก็อาจผิดเพี้ยนไปเป็นแบบอื่นได้ทันที

ตัวอย่างเช่น บทดั้งเดิมต้องการให้พระเอก เป็นคนสุขุม พูดน้อย และน่าเกรงขาม แต่หากเลือกนักแสดงที่มีท่าทางขี้เล่นหรือมีความเฮฮาในตัวเองมา ก็อาจทำให้ภาพของตัวละครเปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็น พระเอกก็อาจจะไม่เป็นคนสุขุมมากพอ เพราะตัดกับบุคคลิกของนักแสดงที่มารับบท และจุดเล็กน้อยเหล่านี้ยังงสามารถส่งผลต่อจุดอื่นๆ จนกระทบต่อภาพรวมของทั้งเรื่องไปเลยก็ได้

อีกทั้ง การแคสต์นักแสดงยังสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายของเนื้อหาซึ่งถูกกำหนดมาไว้ตั้งแต่แรกด้วย อย่าง หนังเรื่องนี้ต้องการกลุ่มคนดูเป็นวัยรุ่น ก็อาจต้องมองหานักแสดงที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นมาเล่น มากกว่าจะเลือกนักแสดงที่เคยดังเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เพราะกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยกำหนดความนิยมของหนังและซีรีส์เรื่องนั้นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องเคมีของนักแสดง ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพ่วงมากับกระบวนการการตามหานักแสดงด้วย เคมีในที่นี้ไม่ใช่แค่พระเอกกับนางเอก แต่ยังรวมไปถึงทุกตัวละครที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ถึงแม้นักแสดงคนหนึ่งอาจแสดงได้ดีในบทบาทของเขา ทว่าเมื่อต้องไปแสดงหรือรับส่งบทร่วมกับคนอื่น อาจเล่นไม่เข้ากัน หรือทำให้ผู้ชมเชื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองคนนั้นได้จริงๆ ก็อาจจำเป็นต้องหานักแสดงคนใหม่ที่เล่นดี และมีเคมีเข้ากับนักแสดงคนอื่นๆ ได้ด้วย

และเหตุผลที่สำคัญที่สุดสำหรับการที่ผู้กำกับนักแสดงหรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องต้องจริงจังกับการแคสต์นักแสดง คือการเฟ้นหาคนที่มีความสามารถ เข้ามาเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดของหนัง ต่อหานักแสดงคนนี้หน้าตาและคุณสมบัติตรง แต่ถ้าไม่สามารถแสดงหรือสวมบทบาทของตัวละครในเรื่องออกมาได้ ก็อาจไปต่อไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่า หัวใจสำคัญของนักแสดง ก็คือการทำผู้ชมเชื่อว่าพวกเขาเป็นตัวละครเหล่านั้นจริงๆ

ถ้าจะพูดถึงนักแสดงผู้ที่สามารถแสดงออกมาจนเราเชื่อได้จริงๆ ก็อาจลองนึกถึง อิเมลดา สตอนตัน (Imelda Staunton) ผู้รับบท ‘โดโลเรส อัมบริดจ์’ ในภาพยนตร์ Harry Potter เธอสามารถแสดงเป็นตัวละครที่ทั้งโหดร้ายและทารุณ จนผู้ชมอย่างเรารู้สึกเกลียดและหมั่นไส้เธอ หากแต่เธอในบทบาทของพระราชินีนาถอลิซเบ็ธที่ 2 จากซีรีส์ The Crown เธอกลับสลัดภาพจำเดิมทิ้งอย่างหมดจด กลายเป็นประมุขผู้สุขุมและลุ่มลึก ซึ่งนี่คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเมื่อตัวละครที่ใช่มาเจอกับนักแสดงที่แสดงถึงจริงๆ

เช่นเดียวกับทางฝั่งไทย เราได้เห็นปรากฏการณ์นี้ผ่านตัวละครอย่าง ‘การะเกด’ จากละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส นำแสดงโดย เบลล่าราณี แคมเปน ซึ่งเธอต้องแบกรับความต่างสุดขั้วของตัวละคร ทั้งความร้ายกาจในตอนต้น และความสดใสอ่อนโยนในเวลาต่อมา เบลล่าสามารถถ่ายทอดความแตกต่างนี้ออกมาได้แนบเนียน จนทำให้ผู้ชมเชื่อสนิทใจว่านี่คือคนละจิตวิญญาณในร่างเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกนักแสดงที่มีศักยภาพในการตีความบทบาท คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ตัวละครในกระดาษมีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ

หรือแม้แต่ บิวกิ้นพุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ในบทบาทของ ‘เอ็ม’ จากภาพยนตร์เรื่องหลานม่า (2024) ก็สามารถตีบทแตกในฐานะหลานที่หวังเงินจากการเสียชีวิตของ ‘อาม่า’ (รับบทโดย อุษา เสมคำ) ได้เป็นอย่างดี แถมยังพาผู้ชมอย่างเราไปเห็นเคมีความเข้ากันระหว่างเอ็มกับอาม่า ผ่านทั้งภาษากายที่เอ็มแสดงออกมา หรือกระทั่งบทสนทนาของอาม่ากับเอ็ม ซึ่งต่างทำให้เราเชื่อถึงความสัมพันธ์ของตัวละครทั้ง 2 ตัวนี้ได้ แม้ทั้งคู่จะไม่ได้เป็นอาม่ากับหลานจริงๆ ก็ตาม

ฉะนั้นแล้ว ไม่ใช่ว่าการแคสต์นักแสดงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันคือองค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้เลยในกระบวนการผลิตหนังและซีรีส์สักเรื่อง เพราะท้ายสุดแล้ว ต่อให้บทจะดีแค่ไหน โปรดักชั่นจะยิ่งใหญ่อย่างไร ถ้านักแสดงไม่ส่งบทและไม่สามารถเป็นแสดงเป็นตัวละครนั้นๆ ได้ สิ่งที่มีอยู่ก็อาจสูญเปล่าไปได้ทันที

แล้วทุกคนล่ะ มีนักแสดงที่คิดว่าแคสต์มาได้โดนใจที่สุดกันบ้าง?

อ้างอิงจาก

swiff.org

theringer.com

backstage.com

creativelistening.co.uk

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...