โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือน ควรมีเท่าไรในปี 2569

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 10.00 น.
ทำความเข้าใจเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือน สูตรคำนวณตามค่าใช้จ่ายต่อเดือน พร้อมคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญรับมือเศรษฐกิจผันผวนในปี 2569

เงินสำรองฉุกเฉินในปี 2569 ทำไมหลายฝ่ายเริ่มพูดถึงมากขึ้น

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ประเด็นเรื่อง “เงินสำรองฉุกเฉิน” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในปี 2569 โดยเฉพาะคำแนะนำที่ให้ครัวเรือนมีเงินสำรองอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือนของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นมาตรการใหม่ในโลกการเงิน แต่ถูกนำมาใช้เป็นหลักพื้นฐานของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมาอย่างยาวนาน เพราะเมื่อรายได้หยุดลงกะทันหัน เช่น การตกงาน การเจ็บป่วย หรือวิกฤตเศรษฐกิจ เงินสำรองฉุกเฉินจะเป็นตัวช่วยให้ครัวเรือนสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ในช่วงเวลาที่รายได้หายไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจึงมักแนะนำให้ประชาชนตั้งเป้าสะสมเงินสำรองอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

สูตรพื้นฐานในการคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน

หลักการคำนวณเงินสำรองฉุกเฉินใช้สูตรที่เข้าใจได้ง่าย โดยนำค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือนมาคูณกับจำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง

ตัวอย่างเช่น หากครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20000 บาท การเตรียมเงินสำรอง 6 เดือนจะต้องมีเงินอย่างน้อยประมาณ 120000 บาท

สิ่งสำคัญคือการใช้ตัวเลขค่าใช้จ่ายเป็นฐานในการคำนวณ ไม่ใช่รายได้ เพราะจุดประสงค์ของเงินสำรองฉุกเฉินคือการประเมินว่าครัวเรือนจะสามารถใช้ชีวิตต่อได้กี่เดือน หากไม่มีรายได้เข้ามาในช่วงหนึ่ง

ค่าใช้จ่ายที่ควรถูกนำมาคิดรวมในการคำนวณมักประกอบด้วยค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต รวมถึงภาระดูแลสมาชิกในครอบครัว

เงินสำรองควรมีเท่าไรขึ้นอยู่กับอาชีพและความมั่นคงของรายได้

แม้ตัวเลขเงินสำรองฉุกเฉิน 3 ถึง 6 เดือนจะถูกใช้เป็นแนวทางพื้นฐานในการวางแผนการเงิน แต่ในทางปฏิบัติผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมักปรับคำแนะนำให้เหมาะกับลักษณะอาชีพและความมั่นคงของรายได้ของแต่ละคน เพราะความเสี่ยงด้านรายได้ของแต่ละอาชีพแตกต่างกัน

หากใช้ตัวอย่างค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 20000 บาท จำนวนเงินสำรองที่ควรมีจึงแตกต่างกันตามกลุ่มอาชีพ

กลุ่มอาชีพที่มีรายได้มั่นคง เช่น ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ มักได้รับคำแนะนำให้เตรียมเงินสำรองประมาณ 2 ถึง 4 เดือนของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 40000 ถึง 80000 บาท เนื่องจากโอกาสสูญเสียรายได้กะทันหันค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น

พนักงานบริษัทเอกชนซึ่งมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการเลิกจ้าง มักถูกแนะนำให้มีเงินสำรองประมาณ 3 ถึง 6 เดือนของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หากใช้ตัวเลขค่าใช้จ่าย 20000 บาทต่อเดือน จะต้องมีเงินสำรองประมาณ 60000 ถึง 120000 บาท

ในกรณีที่ครัวเรือนมีรายได้หลักเพียงคนเดียวและต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทั้งครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้มีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซึ่งเท่ากับประมาณ 120000 บาท หากค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 20000 บาทต่อเดือน

ขณะที่อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบธุรกิจซึ่งรายได้มีความผันผวนสูง มักต้องเตรียมเงินสำรองมากกว่าอาชีพอื่น โดยคำแนะนำทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 6 ถึง 12 เดือนของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หากใช้ตัวอย่างค่าใช้จ่ายเดือนละ 20000 บาท เงินสำรองควรอยู่ในช่วงประมาณ 120000 ถึง 240000 บาท เพื่อรองรับช่วงเวลาที่รายได้อาจลดลงหรือขาดหายไปชั่วคราว

เศรษฐกิจปี 2569 เพิ่มแรงกดดันต่อการวางแผนการเงิน

นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงจากหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ผันผวน และภาคการผลิตที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

การประเมินบางส่วนคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียงประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินบางส่วนเสนอว่าการมีเงินสำรองในระดับสูงกว่าเดิม เช่น 6 ถึง 10 เดือน อาจช่วยให้ครัวเรือนรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการปรับลดกำลังคน

เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บไว้ในรูปแบบใด

หลักการสำคัญของเงินสำรองฉุกเฉินคือการเข้าถึงเงินได้ทันทีเมื่อจำเป็น ดังนั้นแหล่งเก็บเงินควรเน้นสภาพคล่องสูงมากกว่าผลตอบแทน

ตัวเลือกที่มักถูกแนะนำ ได้แก่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เงินฝากระยะสั้น หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งสามารถถอนเงินได้รวดเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ

ในทางกลับกัน การนำเงินสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นหรือคริปโต อาจทำให้มูลค่าลดลงในช่วงที่ต้องการใช้เงิน จึงไม่เหมาะกับเงินสำรองฉุกเฉิน

การเริ่มต้นสะสมเงินสำรองสำหรับคนที่ยังไม่มี

สำหรับหลายครัวเรือน การมีเงินสำรองหลายเดือนอาจดูเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินไป ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจึงแนะนำให้เริ่มต้นจากเป้าหมายเล็กก่อน เช่น การสะสมเงินให้ได้เท่ากับค่าใช้จ่ายหนึ่งเดือน

หลังจากนั้นจึงค่อยเพิ่มจำนวนเดือนขึ้นทีละขั้น โดยอาจใช้วิธีโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนเข้าสู่บัญชีเงินออมในสัดส่วนประมาณ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้

แนวทางนี้ช่วยให้การสะสมเงินสำรองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และสร้างฐานความมั่นคงทางการเงินให้กับครัวเรือนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...