โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐส่งนาวิกโยธิน เสริมกำลังตะวันออกกลาง ขณะสงครามยังรุนแรง

PostToday

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐอเมริกาตัดสินใจส่งกำลังนาวิกโยธินเพิ่มเติมหลายพันนาย พร้อมเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกเข้าสู่ภูมิภาค ท่ามกลางสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า การเคลื่อนกำลังครั้งนี้รวมถึงเรือ USS Boxer ซึ่งเป็นเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก พร้อมหน่วยนาวิกโยธินประมาณ 2,500 นาย และกองเรือสนับสนุน โดยยังไม่มีการระบุภารกิจที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่ากองกำลังดังกล่าวอาจถูกใช้เพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ หรือแม้กระทั่งรองรับปฏิบัติการทางทหารเชิงรุก หากสถานการณ์ลุกลาม

จุดศูนย์กลางของความขัดแย้งอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก ปัจจุบันช่องแคบดังกล่าวแทบไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หลังถูกปิดกั้นจากสถานการณ์สู้รบ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกหยุดชะงักอย่างรุนแรง

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจปรากฏอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นประมาณ 50% นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงถึงประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 12% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถทดแทนได้ในระยะสั้น

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคยังตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างต่อเนื่อง โรงกลั่นน้ำมันในคูเวตถูกโจมตีด้วยโดรนจนเกิดเพลิงไหม้บางส่วน ขณะที่แหล่งก๊าซสำคัญของกาตาร์ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน ส่วนอิรักได้ประกาศภาวะสุดวิสัยต่อแหล่งน้ำมันที่ดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติ

ด้านอิสราเอลเปิดเผยว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ 2 ระลอกต่อกรุงเตหะรานและพื้นที่ตอนกลางของอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังโรงงานผลิตอาวุธและคลังเก็บขีปนาวุธ รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธแบบบอลลิสติก ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธหลายระลอกเข้าสู่อิสราเอล ส่งผลให้เกิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศในหลายเมืองสำคัญ รวมถึงเทลอาวีฟและเยรูซาเล็ม

รายงานระบุว่า เศษชิ้นส่วนจากขีปนาวุธของอิหร่านตกใกล้พื้นที่เมืองเก่าของเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสามศาสนา แม้ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามไปยังพื้นที่อ่อนไหวทางศาสนาและการเมือง

ยอดผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้เพิ่มขึ้นเกิน 2,000 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่านและเลบานอน ขณะที่ความสูญเสียยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการโจมตีตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่าย

ในมิติทางการเมืองภายในสหรัฐ ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า ประชาชนเกือบสองในสามเชื่อว่าผู้นำสหรัฐอาจตัดสินใจส่งทหารเข้าสู่สงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 7% เท่านั้นที่สนับสนุนแนวทางดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐได้แสดงความไม่พอใจต่อพันธมิตรนาโต โดยกล่าวหาว่าหลายประเทศหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าประเทศสำคัญ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร จะออกแถลงการณ์สนับสนุนความพยายามในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางดังกล่าว แต่ยังไม่พร้อมเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรง

ด้านอิหร่าน ผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้ออกแถลงการณ์แสดงความท้าทาย โดยระบุว่าประเทศยังคงยืนหยัดและสามารถตอบโต้ศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญการโจมตีอย่างหนัก ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านอ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธหลายหัวรบโจมตีเมืองไฮฟาและเทลอาวีฟ รวมถึงใช้โดรนโจมตีคลังอาวุธของสหรัฐในภูมิภาค

สถานการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญของโลกมุสลิมอย่างอีดิลฟิตรี และเทศกาลปีใหม่เปอร์เซีย (Nowruz) ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางสังคมและจิตวิทยาให้กับประชาชนในภูมิภาค

นักวิเคราะห์มองว่า หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและขยายวงกว้าง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ทั้งในด้านพลังงาน การค้า และเสถียรภาพทางการเงิน ขณะที่ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมืองภายในสหรัฐ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งสภาคองเกรสที่กำลังจะมาถึง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...