“NIA ปั้นผู้นำ ‘CIA’ สู้ศึกเศรษฐกิจผันผวน ชูนวัตกรรมบริหารความเสี่ยงเมือง-สกัดภัยไซเบอร์ ยกระดับเชื่อมั่นนักลงทุน”
NIA Academy ปั้นผู้นำนวัตกรรมรับมือความเสี่ยงเมืองอัจฉริยะและอาชญากรรมไซเบอร์ เร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ยกระดับดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนผ่านระบบบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ชูนวัตกรรมเป็นกลไกเปลี่ยนวิกฤตความปลอดภัยเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด Innovative & Resilient City วางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมเมือง 4 มิติ รับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน
20 มีนาคม 2569—ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ระบุถึงความสำคัญของการพัฒนาเมืองในมิติเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันเมืองต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ทั้งจากวิกฤตการณ์รูปแบบใหม่และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในประเด็น "ความเสี่ยงของเมือง" (Urban Risk) ที่หากไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและการเติบโตของอุตสาหกรรม New S-Curve
"ท่ามกลางความท้าทายของการพัฒนาเมืองในยุคความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เมืองต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์รูปแบบใหม่ การพัฒนาเมืองจึงจำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่สามารถคิดเชิงอนาคต บริหารความเสี่ยง และใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ" — ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง กล่าว
การเปลี่ยน "ความเสี่ยง" เป็น "โอกาสทางธุรกิจ" ผ่านนวัตกรรม
ในมิติของการแข่งขันระดับโลก ความเสี่ยงของเมืองถือเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) NIA จึงขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเมืองของประเทศไทยผ่านการเปิดตัวหลักสูตร "City Innovation Alliance (CIA)" รุ่นที่ 1 เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างผู้นำองค์กรจากหลากหลายภาคส่วน มุ่งเน้นการใช้ชุดองค์ความรู้และนวัตกรรมเชิงนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการเมืองท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก
โดยออกแบบภายใต้แกนสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management), การมองภาพอนาคต (Foresight) และการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience Readiness) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเมืองที่มีความเปราะบางไปสู่การเป็น "Innovative & Resilient City"
กลยุทธ์สำคัญคือการนำนวัตกรรมเข้ามาปิดช่องโหว่ของปัญหาเมือง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสร้างโอกาสในการเกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ (New Business Model) เช่น ธุรกิจด้านการจัดการฐานข้อมูลเมือง ธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย และระบบบริหารจัดการทรัพยากรอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนจีดีพีของเขตเมืองในระยะยาว
รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค Smart City
เมื่อเมืองเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลหรือ Smart City ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เชิงกายภาพ แต่ยังครอบคลุมไปถึง "อาชญากรรมไซเบอร์" (Cybercrime) ที่มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเมือง หลักสูตร CIA จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ บุคลากร (Talent), ระบบนิเวศ (Ecosystem), เงินทุน (Finance) และนวัตกรรม (Innovation)
แนวทางการรับมือเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจในระบบนิเวศนวัตกรรมเมืองเพื่อให้ผู้บริหารสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง (SafetyTech) และระบบตรวจจับภัยคุกคามอัจฉริยะ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการสร้างมาตรฐานนโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเมืองอัจฉริยะของไทยจะมีเสถียรภาพและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและการประกอบธุรกิจ
"นวัตกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนโยบายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาเมืองที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้" — ดร.กริชผกา ย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการบริหารนโยบายสาธารณะ
โครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ผ่านการสร้าง "นักนวัตกรรมเมือง" (City Innovators) ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้าและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของเมืองจะเป็นไปอย่างยั่งยืนและยืดหยุ่นต่อทุกสภาวะการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต