โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘วีระยุทธ’ แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน

The Reporters

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 11.17 น.

‘วีระยุทธ’ แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ทำงานโปร่งใส อุดหนุนขั้นบันได แจกคูปองช่วยเกษตรกร ชี้ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้าง เรียกความเชื่อมั่นประชาชน

วันนี้ (25 มี.ค. 69) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายวีระยุทธ ชี้ว่าน้ำมันเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง

การพาประเทศไทยฝ่า “วิกฤตโลกป่วน” ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดยวีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้

1.เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด

การทำงานของรัฐบาลภายใต้ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก. ที่มีคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว. คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มีคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว. คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก

อย่างวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ คุณพิพัฒน์กับคุณเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่น ๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค.

อย่างไรก็ดี นอกจากกลุ่มใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ ศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง

อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัด ๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ “สำนักงานพลังงานจังหวัด” จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เองและพิมพ์ค้นหา “สำนักงานพลังงานจังหวัด” ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 8.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบในเพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา

เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ

2.เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง

เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนเรื่องที่สองคือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน ความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่น ๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง

นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ

ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่น ๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลด “ภาษีสรรพสามิต” เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร

3.เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึงภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด

โครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “ธงเขียวพลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมาก ๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต

อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้

นายวีระยุทธ เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...