แสนสิริ Q2 บุก 7 โครงการใหม่ 1.59 หมื่นล้าน ชู Speed to Market ล็อกต้นทุนวัสดุรับมือราคาพลังงานผันผวน
บมจ.แสนสิริ ทำยอดขายไตรมาสแรกแตะ 28% ของเป้าทั้งปี ชูคอนโดมิเนียมและบ้านหรูนาราสิริดันผลงานโตแกร่ง จากกลุ่มลูกค้าระดับบนซื้อซ้ำในพอร์ตลักชัวรีพุ่งสูงถึง 70% กางแผนไตรมาส 2 เปิดตัวโครงการใหม่มูลค่า 1.59 หมื่นล้านบาท พร้อมบริหารจัดการต้นทุนวัสดุและขนส่งล่วงหน้า
3 เมษายน 2569 - บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI รายงานผลประกอบการด้านยอดขายประจำไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 โดยสามารถทำยอดขายรวมได้ทั้งสิ้น 13,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 ของเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีที่ตั้งไว้ 48,000 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด โดยผลงานในไตรมาสแรกนี้ถือว่าทะลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และกลุ่มนักลงทุน
ในเชิงโครงสร้างทางการเงิน แสนสิริระบุว่าปัจจุบันมีหนี้สินรอรับรู้รายได้ หรือ ยอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่าสูงกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้ได้ถึงประมาณร้อยละ 50 ของมูลค่าทั้งหมด นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่ผ่านมายังสร้างยอดขายส่วนเพิ่มได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ตัวเลขไตรมาสแรกเติบโตอย่างโดดเด่น
พลังซื้อ UHNWIs หนุนพอร์ต SLC แตะ 5.4 หมื่นล้าน พบยอด 'ซื้อซ้ำ' สะสมสินทรัพย์พุ่ง 70%
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของแสนสิริ คือ ความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอ Sansiri Luxury Collection (SLC) ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมสูงถึง 54,000 ล้านบาท จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า กลุ่มลูกค้ามั่งคั่งระดับสูง (UHNWIs) ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับแบรนด์ (High-Value Relationship) มีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่น่าสนใจ โดยกว่าร้อยละ 70 เป็นกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจ “ซื้อซ้ำ” (Repeat Purchaser) และมีการถือครองโครงการในระดับลักชัวรีหลากหลายโครงการในลักษณะสินทรัพย์สะสม (Collectible Asset)
นางสาวชลีรัตน์ ต่อจรัส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และพาร์ทเนอร์ SIRI ให้ข้อมูลถึงความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่มนี้ว่า “ลูกค้ากลุ่ม UHNWIs ที่มี High-Value Relationship กับแสนสิริ กว่า 70% ซื้อโครงการแสนสิริจำนวนหลายยูนิตและถือครองในหลากหลายโครงการ… โดยในปีนี้ มั่นใจว่า SLC Life Curator จะช่วยผลักดันยอดขายพอร์ต SLC ตามเป้าปีนี้กว่า 14,600 ล้านบาท”
ข้อมูลระบุเพิ่มเติมว่า มูลค่าการซื้อโครงการของแสนสิริมีอัตราเฉลี่ยเติบโตสูงขึ้นกว่าร้อยละ 42 จากปีที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อซ้ำเฉพาะในโครงการระดับ SLC มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท และบางรายมีการถือครองพอร์ตโฟลิโอสูงสุดถึง 5 โครงการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงการของแสนสิริไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่าในระยะยาว
'ภูเก็ต-เชียงใหม่-EEC' ขึ้นแท่น Top Destination ดึงดูดดีมานด์โลก
หากพิจารณาตามประเภทโครงการ พบว่ากลุ่มคอนโดมิเนียมได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ขณะที่กลุ่มแนวราบยังคงเผชิญกับการแข่งขันที่สูง แต่แสนสิริยังคงรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะแบรนด์ “นาราสิริ” อาทิ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา และ นาราสิริ บรมราชชนนี ที่สามารถปิดการขายเฟสแรกได้ทันทีในช่วงพรีเซล กวาดยอดขายรวมกว่า 1,500 ล้านบาท
นอกจากพื้นที่กรุงเทพฯ แล้วแสนสิริยังประสบความสำเร็จในหัวเมืองท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจสำคัญ :
- ภูเก็ต : เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกลุ่มนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทน (Yield) สูง โดยโครงการ "รีอา บาย แสนสิริ" (RHEA by Sansiri) มียอดขายต่อเนื่องกว่าร้อยละ 80 ขณะที่โครงการแนวราบอย่าง "อณาสิริ ป่าคลอก" ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวต่างชาติ ทั้งรัสเซีย จีน และนิวซีแลนด์
- เชียงใหม่ : ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของกลุ่ม Digital Nomad ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่มีราคาเติบโตต่อเนื่อง โครงการ "อณาสิริ พายัพ" ปิดการขายไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ขณะที่ "เศรษฐสิริ รวมโชค" รองรับกลุ่ม Expat และนักลงทุนในโซน CBD ใหม่ของเชียงใหม่
- โซนอื่นๆ : ตลาดฝั่ง EEC (พัทยา-บางแสน) และหัวเมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น ยังคงมียอดโอนที่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะแบรนด์ "อณาสิริ" ที่ผ่านการทำ Brand Refresh เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดีในทำเลพระราม 5 และศรีนครินทร์
ไตรมาส 2 : เปิด 7 โครงการใหม่ ล็อกต้นทุนล่วงหน้า
สำหรับการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 แสนสิริวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 15,900 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 3 โครงการ และคอนโดมิเนียม 4 โครงการ โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้ :
- แนวราบ : เปิดตัวแบรนด์ใหม่ "เมเบิล" (Mabel) ประชาอุทิศ 90 เริ่มต้น 5 ล้านบาท, เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ และ บูก้าน วอยย์ กรุงเทพกรีฑา
- คอนโดมิเนียม : เตรียมส่งโครงการระดับไอคอนิกอย่าง เอ็กซ์ที เทน เอกมัย (XT 10 Ekkamai), เวีย 34 (Via 34) รวมถึงแบรนด์ที่ตอบโจทย์วัยทำงานอย่าง เวย์ พระราม 9 (Vay Rama 9) และดีคอนโด วีเต (Dcondo Vite)
ในด้านการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวน นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน SIRI ระบุว่าบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ Speed to Market เพื่อรับมือกับราคาพลังงานและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น:
“แสนสิริใช้ความเชี่ยวชาญและกลยุทธ์ Speed to Market ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างที่สำคัญล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเปิดโครงการใหม่… เรามั่นใจว่าต้นทุนดำเนินงานรวมในช่วง 4-6 เดือนข้างหน้าจะยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้”
ปี 69 เปิด 33 โครงการใหม่ 5.1 หมื่นล้าน มุ่งเป้ายอดโอน 3.9 หมื่นล้าน ปั้น Dividend Yield สูง 10%
ตลอดทั้งปี 2569 แสนสิริยืนยันแผนการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 48,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนที่ 39,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีที่ดินรองรับการพัฒนาตามแผนงานดังกล่าวไว้ครบร้อยละ 100 แล้ว
นอกจากความโดดเด่นด้านการออกแบบและบริการหลังการขาย แสนสิริยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึงร้อยละ 9-10 ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด แสนสิริเชื่อมั่นว่าการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลและการรักษามาตรฐานคุณภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายส่วนแบ่งการตลาดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดทั้งปีนี้