โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิหร่านขู่ถล่มกลับ 'เป้าหมายน้ำมัน' จุดชนวนวิกฤติอุปทานรอบใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เอ็บราฮิม โซลฟาการี โฆษกของคาตัม อัล-อันบิยา ภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกโรงเตือนวันนี้ว่า อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานในตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงกับสหรัฐ หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนเองถูกโจมตี ท่ามกลางการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าวิกฤติราคาพลังงานโลกจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกหรือไม่ หลังสงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

โซลฟาการี กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า อิหร่านจะโจมตี “โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน เศรษฐกิจ และพลังงานทั้งหมดของบริษัทน้ำมันในภูมิภาค ที่มีผู้ถือหุ้นชาวอเมริกัน หรือให้ความร่วมมือกับสหรัฐ” หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเศรษฐกิจของอิหร่านถูกโจมตี

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐได้โจมตีเป้าหมายทางทหารบน"เกาะคาร์ก" (Kharg) ซึ่งเป็นหัวใจหลักศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เป็นที่ตั้งของท่าเทียบเรือหลักที่รองรับน้ำมันส่งออกของประเทศ ซึ่งรอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศการโจมตีล่าสุดวันนี้

ทรัมป์ กล่าวในโพสต์บน Truth Social ว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหาร และไม่ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน แต่เขาจะทบทวนการตัดสินใจดังกล่าวทันทีและขู่จะโจมตีโครงสร้างพลังงานบนเกาะ หากอิหร่านยังคงขัดขวางการเดินเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ"

เกาะคาร์ก ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของ อุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน โดยเป็นแหล่งจัดการน้ำมันดิบประมาณ 9 ในทุกๆ 10 บาร์เรลของการส่งออกน้ำมันของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยัง "จีน"

แม้ยังไม่มีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันจากการโจมตีครั้งล่าสุด แต่สถานการณ์ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลก หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก แทบหยุดการเดินเรือมาเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้ว

ยกระดับวิกฤติพลังงานโลก

เรเชล เซียมบา นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมอง Center for a New American Security กล่าวว่า “นี่คือความพยายามของทรัมป์ในการยกระดับสถานการณ์ เพื่อกดดันให้เกิดการลดระดับความตึงเครียด” พร้อมระบุว่า “ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อตลาดน้ำมันและต่อสงคราม คืออิหร่านจะตอบโต้กลับหรือไม่”

ด้านทีมนักวิเคราะห์ของธนาคาร JPMorgan Chase & Co. รวมถึง นาตาชา คาเนวา ระบุในบันทึกล่าสุดว่า หากไม่มีการโจมตีเพิ่มเติม ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันอาจมีจำกัด โดยหากท่าเทียบเรือสำหรับขนถ่ายน้ำมัน ถังเก็บ และท่อส่งบนเกาะคาร์กยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะทำให้ศักยภาพการส่งออกของอิหร่านยังคงอยู่ที่ประมาณ 1.5–1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้ "เพิ่มเดิมพันของความขัดแย้ง" ซึ่งจนถึงขณะนี้ความรุนแรงในภูมิภาคยังพยายามหลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันกันอยู่

นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ระบุว่า ท่าเรือส่งออก Ras Tanura และโรงกลั่น Abqaiq ในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงศูนย์กลางน้ำมัน Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล้วนเป็น “โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญที่มีความเปราะบางสูง”

JPMorgan ระบุในบันทึกก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ว่า หากเกาะคาร์กไม่สามารถใช้งานได้ จะทำให้ต้องลดการผลิตน้ำมันต้นน้ำอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้การผลิตน้ำมันของอิหร่านมากถึงครึ่งตกอยู่ในความเสี่ยง โดยอิหร่านซึ่งก่อนหน้านี้ถูกคาดว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสุดท้ายในอ่าวเปอร์เซียที่ต้องหยุดการผลิต อาจต้องหยุดผลิตก่อน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

บ็อบ แมคนัลลี ประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานในวอชิงตัน Rapidan Energy Group กล่าวว่า “ผมคาดว่าเรือบรรทุกสินค้าจะลังเลที่จะเข้ามาบรรทุกน้ำมัน หากเกาะแห่งนี้ยังเผชิญภัยคุกคามจากการโจมตีทางทหารของสหรัฐโดยตรง” และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอิหร่านยังคงรบกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อมูลการติดตามเรือที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดนิ่งตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งในวันศุกร์ไม่มีการยืนยันการผ่านเข้าออกของเรือแม้แต่ลำเดียวในทั้งสองทิศทาง ท่ามกลางรายงานข่าวการโจมตีเรือสินค้าไปแล้วหลายลำก่อนหน้านี้ หนึ่งในนั้นคือเรือ "มยุรี นารี" สัญชาติไทย

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และราคาน้ำมันโลกยังปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ในระดับเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นวันที่สองติดต่อกัน

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...