SACITอัปเกรดหัตถกรรมไทยสร้างมูลค่าเพิ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
SACIT เดินหน้ายกระดับวงการงานคราฟต์ โชว์ความสำเร็จ SACIT Craft Collection 2026 พร้อมลุยเครื่องเดินหน้ารับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมอย่าง มั่นใจสร้างมูลค่าเพิ่ม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน และดันยอดส่งออกปี 2569 ให้พุ่งทะลุเป้า
23 มี.ค. 2569 -นาย อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (สศท.) หรือ SACIT เปิดเผยว่า การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection 2026 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปหัตถกรรมไทยในทุกสาขา เพื่อจัดทำการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีรูปแบบการสร้างสรรค์ที่เป็นสากล และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่มองหาสินค้าหัตถกรรมที่มีความสวยงาม โดดเด่น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
สำหรับปี 2569 SACIT ได้สานต่อความสำเร็จ เดินหน้าจัดทำการรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection 2026 มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ ยอมรับ และเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่ได้รับการรับรอง ภายใต้ SACIT Craft Collection เป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และใช้ประโยชน์ได้จริงในปัจจุบันอย่างร่วมสมัย รวมทั้งส่งเสริมให้การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection เป็นที่ยอมรับ และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตามการรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วยคือ 1. Master Craft หรือหัตถศิลป์ระดับประเทศ 2. Trendy Craft : นวัตศิลป์เพื่อตอบสนองความต้องการของปัจจุบันและอนาคต ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ต่อยอดองค์ความรู้ และ 3. Conscious Craft : หัตถกรรมรักษ์โลก ส่วนหลักเกณฑ์ในการคดเลือกนั้น ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นเลิศเชิงช่าง , ด้านความสามารถทางการตลาด 3. ด้านความดั้งเดิม หรือ การอนุรักษ์สืบสานองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น , 4. ด้านนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ 5. ความยั่งยืน
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยที่ได้รับการรับรอง ภายใต้ SACIT Craft Collection จะได้รับสิทธิประโยชน์ในหลายด้าน เช่น ได้รับประกาศนียบัตรรับรองผลิตภัณฑ์ภายใต้ SACIT Craft Collection 2026 รวมถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ และยังได้รับการสนับสนุนด้านการตลาด การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในระดับนานาชาติ ส่งเสริมและขยายตลาดผ่านช่องทางการขายในรูปแบบ Offline และ Online การจับคู่ทางธุรกิจ ขยายช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ การประชาสัมพันธ์ในเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน
นอกจากนี้ จะได้รับ Guarantee Card และ QR Code Tracking ซึ่งเป็นระบบ Digital Product Passport (DPP) หรือ "พาสปอร์ตดิจิทัล" ที่ใช้เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยในระดับสากล โดยระบบนี้ทำงานผ่าน QR Code ที่ติดอยู่กับผลิตภัณฑ์ ที่แสดงถึงการรับรองผลิตภัณฑ์เมื่อสแกน QR Code ผู้ซื้อจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ได้ทันที บอกเล่าเรื่องราวที่มา องค์ความรู้ ภูมิปัญญา เทคนิคเชิงช่าง แนวคิด แรงบันดาลใจ วิธีการใช้งาน และแสดงข้อมูลผู้ผลิต แหล่งที่มาของวัสดุ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลก
รวมทั้ง SACIT ยังมีแผนขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการจัดงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ เช่น Crafts Bangkok เป็นเวทีให้ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมพบกับผู้ซื้อโดยตรง และสนับสนุนการขายผ่านช่องทาง Offline และ Online เช่น การวางจำหน่ายผ่าน SACIT Shop, SACIT Shop Appication, Website : sacitshop.com, รวมถึงการร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ห้างสรรพสินค้าและกลุ่มโรงแรมชั้นนำ และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เวทีเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าในต่างประเทศ และนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง ภายใต้ SACIT Craft Collection จัดเผยแพร่และจัดแสดง ณ งานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เช่น กรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา
นายอนุชา ยังได้กล่าวเสริมว่า ผลจากการดำเนินการจัดการรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection 2026 คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับผู้ผลิตศิลปหัตถกรรมไทยได้ เกิดการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมกว่า 100 ราย และช่วยให้ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยในปีนี้ และยังเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้โดดเด่น มีดีไซน์ล้ำสมัย ตอบโจทย์เทรนด์โลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน.