โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กระแสรถไฟฟ้าพาดีลเลอร์จีนโต สวนทางค่ายญี่ปุ่นและตะวันตกหดตัว

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การเติบโตของรถไฟฟ้าในไทยเพิ่มสูงขึ้น และแทบทั้งหมดถูกขับเคลื่อนโดยค่ายรถจากจีน ขณะค่ายรถญี่ปุ่นและตะวันตกกำลังถูกแย่งมาาณ์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในสภาวะกำลังเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ แถมประชาชนกำลังตื่นตระหนกกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แถมน้ำมันหน้าปั๊มหมด อาจยิ่งเพิ่มกระแสความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหากวิกฤตพลังงานรุนแรงในระยะต่อไปอาจส่งผลกระทบทั้งรถน้ำมันและรถไฟฟ้าไปด้วย

แต่แม้ว่าไม่เกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ แม้ว่ายอดขายรวมของทั้งตลาดจะไม่ได้เติบโตมากนัก แต่โครงสร้างของตลาดกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ค่ายรถจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นและตะวันตกกลับเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัว

ข้อมูลล่าสุดประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 620,000 คัน ลดลงเล็กน้อยราว 0.2% จากปีก่อนซึ่งสะท้อนว่าตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ทั้งจากรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว รายได้เกษตรกรที่ลดลง รวมถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขยอดขายรวม คือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดรถยนต์ ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ตลาดรถยังซบ แต่รถไฟฟ้ากำลังโตแรง

หากดูภาพรวม ตลาดรถยนต์ไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางชะลอตัว จากยอดขายประมาณ 849,000 คันในปี 2565 ลดลงมาเหลือเพียง ประมาณ 620,000 คันในปี 2569

สัดส่วนยอดขายรถยนต์แบ่งตามประเภท ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงคาดการณ์ปี 2569

  • ปี 2565: ยอดขายรวม 849,388 คัน (รถนั่ง BEV & PHEV 3%, รถนั่ง ICE & HEV 38%, รถเพื่อการพาณิชย์ 59%)
  • ปี 2566: ยอดขายรวม 775,780 คัน (รถนั่ง BEV & PHEV 11%, รถนั่ง ICE & HEV 41%, รถเพื่อการพาณิชย์ 48%)
  • ปี 2567: ยอดขายรวม 572,675 คัน (รถนั่ง BEV & PHEV 13%, รถนั่ง ICE & HEV 46%, รถเพื่อการพาณิชย์ 40%)
  • ปี 2568 (คาดการณ์): ยอดขายรวม 621,166 คัน (รถนั่ง BEV & PHEV 23%, รถนั่ง ICE & HEV 43%, รถเพื่อการพาณิชย์ 35%)
  • ปี 2569 (คาดการณ์): ยอดขายรวม ประมาณ 620,000 คัน (รถนั่ง BEV & PHEV เพิ่มเป็น 29%, รถนั่ง ICE & HEV ลดลงเหลือ 38%, รถเพื่อการพาณิชย์ ลดลงเหลือ 33%)

สาเหตุสำคัญมาจาก รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถปิกอัพ ซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยกำลังหดตัว โดยในปี 2569 คาดว่าจะลดลงถึง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดรถยนต์นั่งยังพอขยายตัวได้ราว 2% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์กลุ่ม BEV และ PHEV ถูกคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 28% ต่อปี ทำให้ยอดขายแตะระดับประมาณ 181,000 คัน และทำให้ส่วนแบ่งตลาดของรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 29% ของตลาดรถยนต์นั่ง

ในทางกลับกัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และไฮบริด (HEV) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยส่วนแบ่งตลาดคาดว่าจะลดเหลือประมาณ 38%

กล่าวง่าย ๆ คือ แม้ตลาดรถจะไม่ได้โต แต่รถไฟฟ้ากำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดจากรถเครื่องยนต์เดิมอย่างรวดเร็ว

รถไฟฟ้าจีน ครองตลาดเกือบทั้งหมด

อีกหนึ่งภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย คือ สัญชาติของรถที่ขายได้

ในตลาดรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถปิกอัพ

  • รถญี่ปุ่นและตะวันตกครองส่วนแบ่งถึง 97% ที่เหลือราว 3 % เป็นค่ายจีน

แต่เมื่อมองเฉพาะตลาดรถไฟฟ้า ภาพกลับตรงกันข้าม

  • รถจีนครองส่วนแบ่งถึง 88%
  • ขณะที่รถญี่ปุ่นและตะวันตกมีเพียง 12%

นั่นหมายความว่า การเติบโตของรถไฟฟ้าแทบทั้งหมดในตลาดไทยกำลังถูกขับเคลื่อนโดยค่ายรถจีน

ดีลเลอร์รถจีนขยายตัวเร็ว

เมื่อรถไฟฟ้าเติบโตเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ การขยายเครือข่ายดีลเลอร์ ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าจำนวนดีลเลอร์รถสัญชาติจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็วหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ภายในปีเดียว

  • ปี 2566 : 332 แห่ง
  • ปี 2567 : 505 แห่ง
  • ปี 2568 : 665 แห่ง
  • ปี 2569 (คาดการณ์) : 730 แห่ง

ในขณะที่ดีลเลอร์ของค่ายรถญี่ปุ่นและตะวันตกกำลังลดลง หดตัวประมาณ 4%

  • ปี 2566 : 1,768 แห่ง
  • ปี 2567 : 1,660 แห่ง
  • ปี 2568 : 1,587 แห่ง
  • ปี 2569 (คาดการณ์) : เหลือประมาณ 1,520 แห่ง

นอกจากจำนวนดีลเลอร์แล้ว ยอดขายเฉลี่ยต่อดีลเลอร์ ก็เริ่มสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน

  • ดีลเลอร์รถจีน : ยอดขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11%
  • ดีลเลอร์ญี่ปุ่นและตะวันตก : ลดลง 3%

กลุ่มเสี่ยงที่สุดคือดีลเลอร์แบรนด์เล็ก

แม้ว่าดีลเลอร์รถญี่ปุ่นและตะวันตกจะลดลงทั้งตลาด แต่ไม่ได้กระทบทุกกลุ่มเท่ากัน

แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง (มากกว่า 10%) ยังสามารถประคองธุรกิจได้ เพราะยอดขายต่อดีลเลอร์ยังอยู่ในระดับสูง จำนวนดีลเลอร์คาดว่าจะลดลงเพียง 0.3%

แต่แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ (1% – 4%) กลับเผชิญความเสี่ยงสูงจำนวนดีลเลอร์ในกลุ่มนี้คาดว่าจะลดลงถึง 10.8%

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่

  • ดีลเลอร์ที่พึ่งพาการขาย รถปิกอัพเป็นหลัก
  • ดีลเลอร์ของแบรนด์ที่ ไม่มีฐานการผลิตในไทยแล้ว
  • ดีลเลอร์ที่ยอดขายต่ำและมี สภาพคล่องทางการเงินจำกัด

บางส่วนอาจต้อง ปิดกิจการ หรือปรับตัวไปเป็นดีลเลอร์รถจีนแทน

การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของตลาดรถไทย

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ไทยจึงไม่ใช่แค่ยอดขายขึ้นหรือลง แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม ที่ในอดีตตลาดรถไทยถูกขับเคลื่อนโดยรถปิกอัพและค่ายรถญี่ปุ่น แต่ในอนาคตแรงขับเคลื่อนใหม่กำลังมาจากรถยนต์ไฟฟ้าโดยผู้ผลิตรถจากจีน

และเมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเร็ว โครงสร้างธุรกิจก็ต้องปรับตัวตามตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ไปจนถึงเครือข่ายดีลเลอร์เพราะในเกมใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์คนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด อาจกลายเป็นผู้ชนะของตลาดยุคใหม่

ที่มาข้อมูล: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...