'นายกฯ หนู' ในวงล้อมทหาร กห.-ครม.-กอ.รมน.-ผบท. สู้ศึก เขมร กับบทบาท 'บิ๊กปูด้วง' และ 'แม่ทัพไก่' ผบ.ทบ.น้อย คอแดง สายตรง!!
รายงานพิเศษ
‘นายกฯ หนู’ ในวงล้อมทหาร
กห.-ครม.-กอ.รมน.-ผบท.
สู้ศึก เขมร
กับบทบาท ‘บิ๊กปูด้วง’
และ ‘แม่ทัพไก่’ ผบ.ทบ.น้อย
คอแดง สายตรง!!
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นนั่งบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 บนสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ทั้งทางการเมือง และความมั่นคง
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนายกฯ ที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มศักดินา อีลีต ชนชั้นนำ ของสังคมไทยมายาวนาน และประกาศตนเป็นผู้มีความจงรักภักดี และพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคสีน้ำเงินเข้มล้วนๆ แต่นายอนุทิน ก็ต้องอยู่ในวงล้อมของขั้วอนุรักษนิยม ที่เพิ่งสลัดมือจากนายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย พรรคสีแดง หลังไม่สามารถทำตาม “ดีล” ได้ แถมนายกฯ ลูกสาว พลาดพลั้ง จากปมคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา จนยากที่จะช่วยโอบอุ้ม
นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย จึงกลายเป็นตัวเลือก และความหวังของบรรดาชนชั้นนำ ที่เคยมองข้ามนายอนุทิน ประหนึ่งใกล้เกลือกินด่าง เพราะเป็นพรรคขนาดกลาง ไม่มีฐานเสียงใน กทม. จึงไม่คิดว่าจะสร้างคะแนนนิยม จนสามารถชนะเลือกตั้ง นำจัดตั้งรัฐบาลได้แบบพรรคเพื่อไทย เพื่อต่อสู้กับพรรคส้ม พรรคประชาชน
แต่ด้วยการโอบอุ้มจากขั้วอนุรักษนิยม ชนชั้นนำจึงทำให้นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคที่ถูกเลือก ซึ่งสัญญาณนี้ทำให้นักการเมืองแห่กันมาสนับสนุน ทั้งการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพรรค และการประกาศตัวเป็นพันธมิตร พร้อมร่วมรัฐบาล
ขนาด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ภักดีต่อนายทักษิณมายาวนาน เมื่อเจอพลังสีน้ำเงิน และได้รับโอกาสในการพบแกนนำสายศักดินา ชนชั้นนำ จนเปลี่ยนใจมาช่วยนายอนุทิน พร้อมรับประกันสัญญาว่าจะให้เป็นรัฐมนตรี แบบผ่านฉลุย ไม่ติดขัดเรื่องคุณสมบัติ ในแบบที่นายทักษิณทำให้ไม่ได้
อีกทั้งพลังอำนาจของแกนนำศักดินา ที่หนุนพรรคสีน้ำเงินอยู่นั้น เป็น “ของจริง” แถมยังเป็นคนละขั้วกับสายอีลีต ที่หนุนนายทักษิณ จนมีการวัดพลังกัน ซึ่งในที่สุดนายทักษิณพ่ายแพ้ ลูกสาว ต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ ส่วนตัวเองก็ต้องกลับเข้าเรือนจำ นับหนึ่งการรับพระราชทานอภัยโทษใหม่
ภาพที่ฉายออกมาเช่นนี้ จึงยิ่งชัดเจนถึงสถานภาพของนายอนุทิน และพรรคสีน้ำเงิน
แต่ทว่า ในสายศักดินา ชนชั้นนำ มีหลายกลุ่ม แถมคิดต่าง อีกทั้งคีย์แมนที่หนุนพรรคสีน้ำเงิน ไม่สามารถคุมทุกกลุ่มในขั้วอนุรักษนิยมได้ รัฐนาวาของนายอนุทินจึงใช่ว่าจะเจอแต่ทะเลราบเรียบ ทว่า มีคลื่นมาเป็นระลอก
ในทางการเมือง นายอนุทิน และนายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย อาจจะเดินเกมได้อย่างมีชัย และดูราบรื่น
แต่ปัญหาสำคัญคือ ด้านความมั่นคง ที่จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของนายอนุทิน และพรรคสีน้ำเงิน ที่นายอนุทินต้องบริหารจัดการ
แต่ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บีบบังคับให้นายอนุทินจะเดินในเส้นทางรอมชอมมิได้ แต่ต้องเลือกใช้ไม้แข็ง กับการแก้ปัญหากัมพูชา
จะเห็นได้ว่า ก่อนที่นายอนุทินจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กองทัพ โดย ผบ.เหล่าทัพชุดที่กำลังจะเกษียณในเวลานั้น และชุดใหม่ ที่กำลังจะขึ้นมาแทน ประกาศจุดยืน “ปิดด่าน-สร้างรั้ว-สู้ รักษาอธิปไตย” มัดมือชกนายอนุทินไว้แล้ว
อีกทั้งบทเรียนจากกระแสความต้องการของประชาชน และกระแสโซเชียลจากการต่อต้านการเปิดด่าน จนทำให้ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม โดนทัวร์ลง ก่อนรับตำแหน่ง ส่งผลให้นายอนุทินก็โดนไปด้วย จนต้องประกาศย้ำหลายรอบในหลายวัน ว่าจะไม่เปิดด่าน โดยยึดตามที่กองทัพระบุว่า จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย
ตามมาด้วยการที่นายอนุทินประกาศให้อำนาจกองทัพในการตัดสินใจแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ต้องผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อน
จนเกิดปัญหากรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ที่ฝ่ายทหารโดยกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 แสดงท่าทีขึงขังมาตลอดในการใช้กำลังเข้าผลักดัน ตามเดดไลน์ 10 ตุลาคม 2568 ของผู้ว่าฯ สระแก้ว
อีกทั้งแม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ ก็ประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ส่งแผนอพยพชาวเขมรออกจากแผ่นดินไทยใน 3 หมู่บ้านภายใน 7 ตุลาคม 2568 ก็จะไม่ประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (RBC) ตามที่เขมรกำหนดมา
แต่เขมรก็ไม่กลัวน้ำร้อน ประกาศที่จะไม่อพยพชาวเขมรออกจากพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ พล.ท.วรยสประกาศว่าจะไม่มีการประชุม
อีกทั้งก่อนหน้านี้ในวันรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.วรยสได้ประกาศแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยด้วยชีวิต พร้อมแสดงท่าทีขึงขังในการขับไล่ชาวเขมรพ้นแผ่นดินไทย
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์,พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์,พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ
แต่การประชุม สมช.เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพล รมว.กลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ร่วมประชุมด้วย และเป็นครั้งสำคัญเพราะนายอนุทินเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมดร่วมประชุม จากเดิมที่ผ่านมามีแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และตัวแทนเหล่าทัพเท่านั้น
แม้จะเอาฝ่ายทหารมาเป็นตัวประกันรับรองมติ สมช. แต่ที่สุดนายอนุทินก็ถูกกระแสโซเชียลโจมตีอีกครั้ง เมื่อระบุว่ามติ สมช ให้ใช้การบังคับตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรม และไม่ได้กำหนดเดดไลน์ 10 ตุลาคม
ขณะที่ปฏิกิริยาที่ออกจากฝ่ายทหารโดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 ภายใต้การนำของ พล.ท.วรยส ต้องการแก้ปัญหาให้จบสิ้น
แต่มีรายงานข่าวว่าการที่นายอนุทินต้องให้สัมภาษณ์เช่นนั้นเพื่อต้องการลดกระแสการถูกจับตามองและเบี่ยงเบนความสนใจของฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมีแผนปฏิบัติการโดยต้องเลือกจังหวะที่ได้เปรียบ และในจังหวะที่กัมพูชาคาดไม่ถูก
แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนและกระแสโซเชียลไม่ได้ล่วงรู้กลยุทธ์นี้จึงโจมตีอย่างหนัก
จนนายอนุทินต้องออกมาแถลงด้วยท่าทีเข้มขึ้น โดยยืนยันว่า “ส่วนไหนที่เป็นพื้นที่ของราชอาณาจักรไทยก็ต้องออก ก็แค่นั้น”
พร้อมย้ำ 4 ข้อ คือ ถอนอาวุธ ถอนกำลัง ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และบริหารสถานการณ์ชายแดนให้เรียบร้อย
“ถ้าเข้ามาโดยการบุกรุกก็ต้องออกไปชัดเจน แค่นั้น ไม่ใช่ว่าจะตอบมาว่าเขาไม่ทำ คือถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีใครเจรจา” นายอนุทินกล่าว
ในขณะที่ พล.ท.วรยสลงพื้นที่บ้านหนองจาน ตรวจความพร้อม ทำตามแผนเผชิญเหตุและกฎการใช้กำลังอีกครั้ง
พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
จากนั้น ผบ.เหล่าทัพก็เคลื่อนไหว ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประเดิมอำนาจหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทางทหาร (ผบท.) เรียกประชุมเร่งด่วน มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาชาวกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตย
โดย ผบ.เหล่าทัพมากันพร้อมหน้า ทั้ง ผบ.ปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. เสธ.จุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร และ เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงศ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ร่วมประชุม ที่กองบัญชาการกองทัพไทย
กำหนดแนวทางการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทย โดยใช้กำลังสามส่วน คือ ฝ่ายทหาร กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ใช้อำนาจพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก 2457 ตาม “กฎการใช้กำลัง” ให้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และกฎหมายของไทย โดยจะใช้ขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก
ฝ่ายกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานตามกฎหมายต่างๆ กำลังประจำถิ่น สนับสนุนกำลังเพื่อเข้าร่วมการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ เสริมสร้างความมั่นคง และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดน
แต่ฝ่ายความมั่นคงพยายามที่จะปกปิดวันดีเดย์ว่า จะลงมือวันใดเพื่อชิงความได้เปรียบต่อฝ่ายกัมพูชาโดยอาจจะปฏิบัติการก่อน หรือหลัง 10 ตุลาคม 2568
กล่าวได้ว่า ท่าทีของกองทัพมีผลต่อทิศทางของนายอนุทินและรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหากัมพูชา ยิ่งในยามที่กระแสความนิยมในกองทัพพุ่งสูงหลังการสู้รบกับกัมพูชายิ่งส่งผลให้นายอนุทินต้องโอนอ่อนผ่อนตามฝ่ายทหาร
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์,พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน,พล.ท.บุญสิน พาดกลาง
จะเห็นได้ว่า ย่างก้าวของนายอนุทินในด้านความมั่นคง ต้องอิงกองทัพเป็นหลัก ทั้งการเชิญปลัดกระทรวงกลาโหมเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง รวมทั้งเลขาธิการ สมช. และปลัดกระทรวงมหาดไทย แตกต่างจากในยุคที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ประการหนึ่งเป็นเพราะนายอนุทินคุมความมั่นคงเอง และต้องการให้ประเด็นเรื่องความมั่นคงมีความรอบคอบและสามารถให้เหตุผลได้ว่ามีฝ่ายความมั่นคงร่วมประชุม ครม.อยู่ด้วย ส่งผลให้ ครม.อนุทิน มีทั้ง พล.อ.ณัฐพล พล.ท.อดุลย์ และยังมีปลัดหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกลาโหมร่วมประชุมด้วย
นอกจากนั้น การประชุม สมช. นายอนุทินยังเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมดร่วมประชุมด้วย จากเดิมที่มีแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
รวมทั้งให้ เสธ. “ปูด้วง” พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งควบเก้าอี้เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เข้าประชุมด้วย เนื่องจากนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรียังเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. (ผอ.รมน.) อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย จึงเสมือนมี พล.อ.ชัยพฤกษ์เป็นเลขาฯ ส่วนตัวในด้าน กอ.รมน.
นอกจากนั้น พล.อ.ชัยพฤกษ์ยังเป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ของ พล.อ.พนาและมีบทบาทสำคัญในกองทัพบกอย่างยิ่งด้วย ทั้งในงานด้านยุทธการ และงานความมั่นคงในสาย กอ.รมน. ที่ต้องคอยกลั่นกรองเรื่องสำคัญให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. ด้วย
จึงกลายเป็นนายทหารอีกคนที่จะต้องสายตรงกับนายกฯ อนุทินบ่อยๆ ในฐานะแม่บ้าน กอ.รมน.
พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ
นอกจากนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังรับหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้แทนของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในการหารือกับนายอนุทินในบางโอกาสที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ทั้งหมด รวมถึงการลงพื้นที่ชายแดนกัมพูชา จ.สุรินทร์ ในห้วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยข้างกายนายอนุทินยังมี ผบ.หมู พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) หน่วยข่าวกรองของกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทสนมมายาวนาน ร่วมคณะด้วย
อีกทั้งในทีมรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี นอกจากใช้กำลังตำรวจเป็นหลักตามความเคยชินของนายอนุทินแล้ว ยังมีทหาร ศรภ.มาเสริมเป็นส่วนล่วงหน้าอีกด้วย
นอกจากนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ยังมอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพงศ์ รอง เสธ.ทหาร ซึ่งเป็น ตท. 26 และเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหารมาก่อน รับผิดชอบเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชามาตั้งแต่ต้น เป็นผู้ประสานการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งด้วย
นอกจากผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยเฉพาะ พล.อ.พนา ผบ.ทบ. ที่นายอนุทินต้องให้ความสำคัญ และรับฟังความเห็นรวมทั้งเช็กท่าทีแล้ว ยังมี พล.ท.วรยส แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ อีกคนหนึ่งด้วย
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การที่ พล.ท.วรยสได้มาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ท่ามกลางการแข่งขันสูงจากแคนดิเดตหลายคน ย่อมสะท้อนถึงความไม่ธรรมดาของ พล.ท.วรยส
เพราะแม่ทัพภาคที่ 1 ต้องควบตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ. 904) คุมทหารคอแดงในส่วนของกองทัพบกและประสานเรื่องการถวายงาน และการบริหารจัดการเรื่องการถวายความปลอดภัยร่วมกับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
พล.ท.วรยสจึงเป็นเสมือน “ผบ.ทบ.น้อย” ในส่วนของทหารคอแดงของ ทบ. เพราะเป็นกองทัพภาคเดียวของกองทัพบก ที่ยังคงเป็นทหารคอแดง และอยู่ใน ฉก.ทม.รอ.904
ประการที่สอง พล.ท.วรยสเป็นแกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในกองทัพบกว่าเป็นรุ่นที่มีพลัง และเป็นรุ่นที่กำลังจะขึ้นมาคุมอำนาจในกองทัพบกและกองทัพอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
โดยที่หากไม่มีการเปลี่ยนแผน พล.ท.วรยสจะถือเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนา ที่จะเกษียณตุลาคม 2570 ด้วย เพราะการขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก็จ่อขึ้น 5 เสือกองทัพบกและชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้ทัน และมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 พร้อมกับแคนดิเดตอีกสองคน บิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ที่ขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และบิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ที่ขยับขึ้นจากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.อีกคน
ประการที่สาม โดยบทบาทของแม่ทัพภาคที่ 1 และบารมีของ พล.ท.วรยส ซึ่งเป็นสายตรงของเพื่อนร่วมรุ่น ตท.28 ที่เป็นแกนนำคอแดงนอกกองทัพบก จึงทำให้ พล.ท.วรยสยิ่งน่าจับตามอง
โดยเฉพาะบทบาทในการแก้ไขปัญหากัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทยในพื้นที่ จ.สระแก้ว ได้เห็นความขึงขังและเอาจริงของ พล.ท.วรยส ที่เป็นตัวสะท้อนถึงทิศทางของขั้วอนุรักษนิยมในด้านต่างๆ ได้ด้วย
ดังนั้น สำหรับนายอนุทิน การเลือกหนทางเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ และอิงกองทัพในด้านความมั่นคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการแก้ปัญหากัมพูชา ดูจะเป็นหนทางที่จะทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นตามฝ่ายทหารไปด้วย เพราะถึงอย่างไรกองทัพก็คือส่วนหนึ่งและเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญของขั้วอนุรักษนิยม ทั้งสายศักดินา ชนชั้นสูง อีลีต ทุกกลุ่ม
แม้ว่าปัญหาจะรออยู่เบื้องหน้า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งและอยู่ถึง 4 ปีข้างหน้า แรงกระเพื่อมในขั้วอนุรักษนิยมที่แตกขั้วในการสนับสนุนแคนดิเดต 3 คน ชิง ผบ.ทบ.คนใหม่ ในปี 2570 รออยู่
รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในกองทัพภาคที่ 1 และ ฉก.ทม.รอ.904 ในอนาคตด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นายกฯ หนู’ ในวงล้อมทหาร กห.-ครม.-กอ.รมน.-ผบท. สู้ศึก เขมร กับบทบาท ‘บิ๊กปูด้วง’ และ ‘แม่ทัพไก่’ ผบ.ทบ.น้อย คอแดง สายตรง!!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly