“จีน” จ่อใช้มาตรการเบรกตลาดหุ้น หลังพุ่ง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หวั่นซ้ำรอยฟองสบู่ปี 2015
"จีน" จ่อใช้มาตรการควบคุมความร้อนแรงตลาดหุ้น ยกเลิกข้อจำกัดขายชอร์ต-เข้มงวดการเก็งกำไร หลังพุ่ง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หวั่นซ้ำรอยฟองสบู่ปี 2015
วันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 11.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่าหน่วยงานกำกับดูแลการเงินของจีนกำลังพิจารณามาตรการหลายอย่างเพื่อชะลอความร้อนแรงของตลาดหุ้น หลังจากมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ท่ามกลางความกังวลว่าความเร็วในการปรับตัวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงรุนแรงต่อรายย่อย
มาตรการที่ถูกเสนอไปยังผู้กำหนดนโยบายระดับสูงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการขายชอร์ต และการเข้มงวดกับการเก็งกำไร เนื่องจากเจ้าหน้าที่กังวลว่าหากตลาดพลิกกลับอย่างรวดเร็วจะสร้างความเสียหายหนักต่อผู้ลงทุนรายย่อย
เจ้าหน้าที่จีนยังคงมีบทเรียนจากฟองสบู่หุ้นปี 2015 ที่พังทลายอย่างรุนแรง และพยายามสร้างเสถียรภาพให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อหนุนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ การหารือเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลจีนจัดพาเหรดทหารเมื่อวันที่ 3 กันยายน เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมักเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องการรักษาเสถียรภาพในตลาดการเงิน
อู่ ฉิง ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) แสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการรักษาเสถียรภาพตลาด โดยให้คำมั่นว่าจะสานต่อโมเมนตัมเชิงบวก และส่งเสริมการลงทุนที่มีเหตุผลและระยะยาว
อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการใดจะถูกอนุมัติหรือไม่
ตลาดหุ้นจีนพุ่งแรง แต่เริ่มมีสัญญาณฟองสบู่
ตั้งแต่เดือนเมษายน ตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวแรง โดยดัชนีหลักเพิ่มขึ้นกว่า 20% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ ส่วน CSI 300 เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากจุดต่ำสุดปีนี้
แต่ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนีทั้งสองร่วงราว 2% ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ค่าเงินหยวนในตลาดนอกประเทศอ่อนค่าลง หลังจากสัปดาห์ก่อนแข็งค่ามากที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
นักกลยุทธ์บางรายเตือนว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความคล้ายคลึงกับปี 2558 เมื่อหุ้นจีนเข้าสู่ช่วงบูม–บัสต์ครั้งใหญ่ ประกอบกับเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดและวิกฤติอสังหาฯ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่มีเหตุผลมากขึ้นที่จะระมัดระวัง
โฮมิน ลี นักกลยุทธ์อาวุโสจาก Lombard Odier ระบุว่า “ไม่แปลกหากทางการจะอนุญาตให้นักลงทุนสถาบันกลับมาขายชอร์ตในตลาด A-share อีกครั้ง และปราบปรามแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ส่งเสริมการเก็งกำไรของรายย่อย”
เข้มงวดกู้ยืม–การเก็งกำไร
ทางการได้สั่งให้ธนาคารตรวจสอบการนำเงินกู้ผิดวัตถุประสงค์มาใช้เล่นหุ้น หลังพบว่านักลงทุนบางรายนำเงินกู้จากแพลตฟอร์มออนไลน์มาซื้อหุ้น ขณะที่โบรกเกอร์ถูกห้ามไม่ให้โฆษณาบริการเปิดบัญชีหุ้นแบบ 24 ชั่วโมงอย่างดุดัน
สถิติแสดงให้เห็นว่าจำนวนบัญชีหุ้นใหม่ที่เปิดโดยรายย่อยในเดือนสิงหาคมพุ่งขึ้น 166% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ล่าสุดบริษัท Ningbo TIP Rubber Technology ซึ่งหุ้นปรับขึ้นชนเพดาน 10% ติดต่อกัน 9 วัน ถูกระงับการซื้อขายชั่วคราวเพื่อปกป้องผู้ลงทุน ส่วน Cambricon Technologies ผู้ผลิตชิป AI ออกคำเตือนถึงความเสี่ยงในการเก็งกำไรหุ้นของตน
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้รับการเตือนให้หลีกเลี่ยงการโปรโมตตลาดกระทิงหรือการทำมาร์จิ้นสูงเกินไป โดย Tencent ได้ประกาศจำกัดหรือแบนบัญชีที่ให้คำแนะนำหุ้นโดยมิชอบ
นอกจากนี้กองทุนรวมกว่า 400 กองทุนประกาศหยุดหรือจำกัดการรับเงินลงทุนใหม่ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ปริมาณซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แผ่นดินใหญ่พุ่งกว่า 3.1 ล้านล้านหยวน หรือราว 434,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ การซื้อขายด้วยมาร์จิ้นก็ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน สูงกว่าปี 2558
ตลาดยังมีแรงขับจาก “Smart Money”
บางบริษัทหลักทรัพย์ เช่น Citic Securities เชื่อว่าการพุ่งขึ้นรอบนี้ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายใหญ่และกองทุนเฮดจ์มากกว่ารายย่อย และการเก็งกำไรยังจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ เช่น ชิป ไม่ได้กระจายไปทั้งตลาด
นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดอาจพักฐาน 2–3 เดือน ก่อนกลับมาเดินหน้าต่อ หากยังมีเม็ดเงินออมภาคครัวเรือนไหลเข้าตลาดต่อเนื่อง
อ้างอิง : www.bloomberg.com