“ไทย” ดิ้นพล่าน หนีถูกตราหน้า “ถิ่นฐาน” ประเทศสแกมเมอร์
จากกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำที่ประเทศกัมพูชา โดยระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า ถูกแก๊งสแกมเมอร์ทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยมจนเสียชีวิต กลายเป็นคดีดังที่คนทั่วโลกจับตา ไม่เพียงเฉพาะคนเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังนับรวมถึงคนไทยที่มีกรณีพิพาทกับชายแดนกัมพูชาด้วย เนื่องจากมีภาพพาสปอร์ตในถังขยะของคนไทยและชาวเกาหลีใต้ ที่ถูกนำมาทิ้งเรี่ยราดเผยแพร่ออกมาในโลกโซเชียล จากจุดนี้เอง กลายเป็นที่วิพาควิจารณ์อย่างหนักว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อย ถูกหลอกเข้าร่วมเครือข่ายมิจฉาชีพเท่าไหร่กันแน่
การเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้ ถือเป็นชนวนเหตุที่ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่พอใจและเดือดดานกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทั่ง นายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เชิญทูตกัมพูชามาพบเพื่อขอคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การหาตัวผู้สูญหายเกาหลีใต้ในกัมพูชา จำนวน 1,000 – 2,000 คน (ข้อมูลจากหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติ)
เหตุการณ์ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ประเทศเพื่อนบ้านไทยเป็นฐานที่มั่นของสแกมเมอร์ เพระก่อนหน้านี้ เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับหวัง ซิง (Wang Xing) หรือ ซิง ซิง (Xing Xing) นักแสดงชาวจีนถูกหลอก และลักพาตัวไปทำงานให้กับกลุ่มมิจฉาชีพพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา ทำให้ประเทศไทยถูกทางการจีนกดดันอย่างหนักในฐานะที่เป็นประเทศต้นทางที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นทางผ่านของการเดินทางไปสู่ประเทศเมียนมา
เมื่อรวมสองเหตุการณ์นี้ เข้าด้วยกันแล้ว ในสายตาชาวโลก ทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของแก๊งสแกมเมอร์ในการหลอกหลวงและต้มตุ่นประชาชนในภูมิภาค และลามไปทั่วโลก
เนื่องจากประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการนี้ หากมองย้อนเหตุการณ์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คาดว่า มูลค่าความเสียหายของคนไทยมีมากกว่าแสนล้านบาทอย่างแน่นอน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2567-2568) กระทรวงดีอี ระบุว่า มีมากกว่า 44,899 ล้านบาท และหากประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว ตัวเลขความเสียหาย น่าจะทะลุเกินล้านล้านบาทอย่างแน่นอน
“ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” มีความเห็นว่า “แก๊งสแกมเมอร์” ได้สร้างความหายนะให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก เพราะการถูกตราหน้าว่า เป็นหนึ่งประเทศต้นทางของแก๊งมิจฉาชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางท่องเที่ยวไทยเหมือนในอดีต เศรษฐกิจในประเทศเกิดภาวะชะงักงัน… และนำไปสู่การตกงานครั้งใหญ่ หากรัฐยาลไม่เร่งแก้ไขสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดข้อครหาจากสังคมโลกว่า ไทยเป็นฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์เมมอร์ตัวใหม่ ที่ทำหลายทั้งเศรษฐกิจและสังคมโลก
หวั่นนักการเมืองไทยเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุปัญหาสแกมเมอร์ โดยกรณีที่มีการเปิดโปงเกี่ยวกับ “นักการเมืองไทย” อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และกรณีบริษัท Prince International จำกัด ที่ถูกตั้งข้อสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Prince Group ของนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจจีนสัญชาติกัมพูชา ที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์สินที่เป็นบริทคอยน์ มูลค่า 500,000 ล้านบาท และยังถูกขึ้นบัญชีดำอีกด้วย
บริษัทนี้เป็นธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานในไทย เรื่องนี้ ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ และอยู่ในสายตาของประชาชน ซึ่งการที่รัฐบาลทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะช่วยได้อย่างมาก คือ 1.ทำให้เงินที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายน้อยลง และ 2.สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในสายตานักลงทุนต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรแก้ปัญหา
“เรื่องการฟอกเงินสีเทาต่างๆ ที่ผ่านมา อาจได้ยินข่าวไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินสีเทาที่สำคัญ เพราะประเทศเพื่อนบ้านมีการทำสแกมเมอร์ เมื่อจะทำให้เงินเป็นสีขาว จะต้องผ่านการฟอกย้อม ซึ่งไทยอาจกลายเป็นแหล่งที่ทำแบบนั้นหรือไม่”
เรื่องเหล่านี้จะควบคุมอย่างไร ก็ต้องให้หลายหน่วยงานเชื่อมโยงกัน ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่ตรวจสอบปัญหาเหล่านี้จะทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เบื้องต้นยังอยู่ในระหว่างการรับทราบข้อมูลและหากลไกในการผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง
รัฐบาลไทยควรเป็นผู้นำ CLMV ฟื้นเชื่อมั่น
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ข่าวเรื่อง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scammer Centers)” ในกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และ เวียดนาม
ขณะนี้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ใช้ไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการ หรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน” แต่ยังอาจกระทบต่อรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก
ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเป็นผู้นำในภูมิภาคเพื่อเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV” ดังนี้
1.ประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทาง โดยไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทางเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือมาตรการเฝ้าระวังร่วมกัน ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยง และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
2.ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐานและได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป
3.ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานใน CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง
4. เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทาง ทั้งภาครัฐและเอกชน
“จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่านเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน และต้องประกาศมาตรการเชิงรุก ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือ การสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือประเทศศูนย์กลางที่ ปลอดภัย เชื่อถือได้และรับผิดชอบต่อภูมิภาคและในยุคที่ภัยไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยวโลกต้องการ ผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ ในการยกระดับบทบาทของตนเองจาก ประเทศท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน
คนไทยโดนหลอก 4.48 หมื่นล้าน
ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือศูนย์ AOC 1441 สรุปสถานการณ์แจ้งความออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 10 ตุลาคม 2568 พบอาชญากรรมบนโลกดิจิทัลยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยมีสายโทรเข้าระบบ 2,352,342 สาย จำนวนการระงับธุรกรรมฯ ทั้งหมด 952,541 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 44,899 ล้านบาท
กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ พบวัยทำงานอายุ 20–49 ปี โดนหลอกมากที่สุดถึง 344,963 เคส ความเสียหาย 19,294 ล้านบาท รองลงมาคืออายุ 50–64 ปี 81,431 เคส เสียหาย 12,916 ล้านบาทและอายุ 65 ปีขึ้นไป มี 20,811 เคส ความเสียหาย 6,754 ล้านบาท ส่วนกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี พบโดนหลอกลวง 27,137 เคส มีความเสียหาย 535 ล้านบาท สำหรับรูปแบบการหลอกลวง เช่น หลอกซื้อขายสินค้า/บริการ, หลอกโอนเงินหารายได้พิเศษ, แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำรวจข้อมูลเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2568 พบมีเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายด้านการพนันและสินค้าต้อง ห้ามเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 60,000 URLs ในปี 2567 เป็น 400,000 URLs ในปี 2568 โดยเป็นที่น่าสังเกตุว่าว่า เว็บไซต์การพนันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 62,213 URLs ในปี 2567 เป็น 307,538 URLs ในปี 2568
“ดีอี” อัด 3 มาตรการปราบภัยไซเบอร์
จากความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง “กระทรวงดีอี” เร่งดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน ตามแนว ทางหลัก 3 ด้านสำคัญ ดังนี้
1.มาตรการเชิงรุก ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต – โทรศัพท์มือถือ พร้อมลงโทษเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงดีอี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (โอเปอเรเตอร์) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ตามชายแดนอย่างเด็ดขาด พร้อมยกระดับการตรวจจับการลักลอบเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีสัญญาณการสื่อสารเล็ดรอดออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ หากรัฐบาลพบเบาะแส ข้อมูลการร่วมกระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ ของบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของรัฐ จะดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุดตามกฎหมายในทันที
2.การบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน
กระทรวงดีอี เร่งรัดบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างศูนย์ AOC 1441 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นแนวทางสากลมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล พยากรณ์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรมออนไลน์ และการติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด รวมถึงการเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย
3.การปรับปรุงกฎหมาย
ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น Cyber Fraud Agency เพื่อทำหน้าที่กำกับและบูรณาการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและเอกชน เพิ่มบทลงโทษการกระทำผิดทางกฎหมายให้รุนแรง และรัดกุมยิ่งขึ้น
สภาโลกเล็งถกวาระเร่งด่วน
ล่าสุดประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 ได้พิจารณาและลงมติให้บรรจุ ร่างข้อมติว่าด้วยอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เสนอโดย ผู้แทนรัฐสภาไทยและชาติพันธมิตร เป็น “วาระเร่งด่วน” ในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU
โดยมีสาระสำคัญมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองของรัฐสภาต่อภัยคุกคามสมัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมที่ซับซ้อนและข้ามพรมแดน ได้แก่ อาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ (Transnational organized crime), อาชญากรรมไซเบอร์ (Cybercrime) และภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid threats)
ผลการลงคะแนนของชาติสมาชิก สรุปว่า ร่างข้อมติเกี่ยวกับมาดากัสการ์ ได้คะแนนเห็นด้วย 743 เสียง ไม่เห็นด้วย 158 เสียง ขณะที่ร่างข้อมติของไทย เกี่ยวกับอาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์ ได้คะแนนเห็นด้วย 850 เสียง ไม่เห็นด้วย 200 หรือเสียงสนับสนุนท่วมท้นเกิน 2 ใน 3 ของที่ประชุม IPU
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดถึงกรณีที่มีสถาบันการเงินอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสแกมเมอร์ ว่า นโยบายของ ธปท. ไม่ได้ให้สถาบันการเงินยุ่งเกี่ยวกับเงินทุนสีเทาอยู่แล้ว แต่หากพบว่า มีกรณีที่เกิดเกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัย หรือทุนสีเทา สถาบันการเงินก็จะดำเนินการร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ธปท. จะดูแลไม่ให้มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น
โดยเรื่องของการหลอกลวง (สแกมเมอร์) เป็นเรื่องใหญ่ในระดับโลก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เนื่องจากในงานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (The IMF-World Bank Annual Meetings 2025) ได้ยกปัญหานี้ขึ้นมาด้วย เพราะเป็นปัญหาเกิดในหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐ ยุโรป และตะวันออกกลาง ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
“ธปท. ดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาด ไม่อยากให้มีเรื่องเทาเข้าไปในสถาบันการเงิน ซึ่งต้องดูควบคู่กับหน่วยงานอื่นด้วยในการแก้ปัญหานี้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เกินเลยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะดูแล ดังนั้น ต้องอาศัยการร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ”
แบงก์ชาติสกัดบัญชีม้า
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา “แบงก์ชาติ” ในฐานะเสาหลักด้านการเงิน และผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินในประเทศ ได้เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ จากที่ออกมาตรการสกัด “บัญชีม้า” หรือบัญชีที่ทำธุรกรรมต้องสงสัย หรือเป็นบัญชีที่บุคคลรับจ้างเปิดขึ้นเพื่อรับการโอนเงินจากเหยื่อที่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวง เพื่อหลีกหนีจากการตรวจสอบเส้นเงินของธนาคาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากปัญหาภัยออนไลน์ที่สร้างความเสียหายมากขึ้น ธปท.จึงดำเนินงานร่วมกับ กระทรวงดีอี ภายหลังจากราชกฤษฎีกา ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ระบุ “ธนาคารมีหน้าที่ในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว หรือมาตรการในการตรวจสอบและปิดกั้นบัญชีม้าของมิจฉาชีพที่โอนเงินผ่านบัญชีต้องสงสัย เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน และนำเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย”
ซึ่งหากธนาคารตรวจสอบเส้นทางเงินของธุรกรรมที่ได้ระงับไว้แล้วพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมผิดกฎหมายจะทำการระงับยอดเงินดังกล่าว อีกทั้งมีการปิดบัญชีธนาคารของเจ้าของบัญชีที่รับโอนเงินจากธุรกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่เป็นเจ้าของบัญชีที่เปิดบัญชีไว้ใช้เป็นบัญชีม้า
ดังนั้น ปัญหาสแกมดชเมอร์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ “รัฐบาล” ต้องขจัดความไม่เข้าใจ และความเคลือบแคลงสงสัยของประเทสไทยในสายตาชาวโลกให้หมดสิ้นโดนเร็ว ก่อนจะถูกมัดรวมเข้ากับประเทศเมียนมา และ กัมพูชา ในฐานะต้นทางของ “อาชญากรโลก” แม้กระทั้ง “วรภัค” อดีต รมช.คลัง แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งทันทีที่ถูกข้อครหาว่ามีส่วนพัวพันกับ “แก๊งสแกมเมอร์” เพื่อลดกระแส “นักการเมือง” มีเอี่ยวกับกลุ่ม “มิจฉาชีพ”