SEAFCOแบ็กล็อกแน่น2.6พันล. รัฐเร่งลงทุนเป้ารายได้พุ่ง25%
#SEAFCO #ทันหุ้น – SEAFCO เดินหน้ารับรู้รายได้ต่อเนื่องจากงานฐานราก-เสาเข็มเจาะในมือกว่า 2.6 พันล้านบาท หนุนรายได้ปี 2568 พุ่งแตะ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25% ผู้บริหารมั่นใจไตรมาส 4 โตต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเข้าชิงงานใหม่รับแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ
ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ผู้ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างฐานรากและเสาเข็มเจาะ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทคาดแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4/2568 น่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะธุรกิจมีงานในมือ (Backlog) ที่รอส่งมอบเป็นจำนวนมาก หลังช่วงที่ผ่านมาได้รับโครงการใหม่เข้ามาเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ในแง่ของแบ็กล็อกล่าสุดของ SEAFCO อยู่ที่ราว 2.6 พันล้านบาท จากโปรเจ็กต์ต่างๆ ของภาคเอกชนและหน่วยงานราชการ ซึ่งน่าจะทยอยส่งมอบงานและคงจะสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องเข้ามายังบริษัทได้ต่อเนื่องจนถึงช่วงปี 2569
*ย้ำรายได้ตามเป้า
สำหรับทิศทางผลประกอบการปี 2568 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ประมาณ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้ราว 1.28 พันล้านบาท ผลมาจากมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้เติบโตมากขึ้น นอกเหนือจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ในเรื่องที่ทางรัฐบาลใหม่ที่มีแนวทางเดินหน้าการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่ไปกับการวางรากฐานของประเทศ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน อาทิ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ, ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
*รัฐเร่งลงทุนหนุน
อย่างไรก็ดี ปัจจัยดังกล่าว บริษัทมองว่าถือเป็นประเด็นบวกต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นบริษัทคงจะมีการเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ในอนาคตเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนแบ็กล็อกและภาพรวมธุรกิจให้ดีขึ้นต่อไป
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้น SEAFCO หลังแบ็กล็อกของ SEAFCO ล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่ 2.66 พันล้านบาท จากเดิมที่ราว 2.4 พันล้านบาทในสิ้นไตรมาส 2/2568 ผลจากโครงการเอกชนที่ได้รับงานใหม่สองโครงการ 69% ของมูลค่างานในมือทั้งหมด มาจากภาครัฐ และ 80% เป็นงานจ้างเหมาค่าแรง โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ครอบคลุม 6 สถานี) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้จนถึงไตรมาส 2/2569
พร้อมกันนี้ ทางฝ่ายบริหารประเมินว่างานค้างใหม่ส่วนใหญ่จะมาจากโครงการภาครัฐเป็นหลัก เนื่องจากความต้องการภาคเอกชนยังคงซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และผลกระทบจากแผ่นดินไหว ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่ผ่อนคลายลง โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณามีมูลค่า 1.16 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงานภาครัฐ 68% และงานภาคเอกชน 32% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารยังคงใช้มาตรการอย่างระมัดระวังในการจัดซื้อโครงการใหม่ เพราะข้อจำกัดด้านแรงงาน โดยปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตได้เต็มกำลังการผลิตแล้ว
*งบแกร่งเป้า 3 บาท
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์คาดทิศทางผลงานไตรมาส 3/2568 จะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2/2568 เพื่อตอบรับการรับรู้แบ็กล็อกที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ทางฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรปี 2568 ไว้ที่ 148 ล้านบาท ฟื้นตัวจาก 1 ล้านบาท ในปี 2567 เพราะแรงหนุนจากโมเมนตัมกำไร ที่เร่งตัวขึ้นในไตรมาส 3/2568 นอกจากนี้ ราคาหุ้นยังซื้อขายอยู่ที่ 1.0 เท่าของอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชีปี 2568 ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์จึงให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SEAFCO ให้ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท