โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ธนาคารกลางอินเดีย” คงดอกเบี้ยที่ 5.5% ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภาษีสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 06.30 น.

"ธนาคารกลางอินเดีย" คงดอกเบี้ยที่ 5.5% แม้อัตราเงินเฟ้อลดต่ำกว่ากรอบเป้า ขณะเศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากการค้าระหว่างประเทศและมาตรการภาษีของสหรัฐ

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 12.21 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.5% ในวันพุธ ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์สำรวจคาดการณ์ไว้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการประเมินผลของการปรับลดดอกเบี้ยก่อนหน้านี้

ซานเจย์ มาลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI กล่าวว่าตัวเลขเงินเฟ้อชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างประเทศ

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าผลของการปรับลดดอกเบี้ยขนาดใหญ่ 0.50% เมื่อเดือนมิถุนายน ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง การตัดสินใจคงดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็นเอกฉันท์

แม้อัตราเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมจะอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของ RBI ที่กำหนดกรอบไว้ 2–6% ซึ่งถือเป็นโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการเติบโต เศรษฐกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันหลังสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย

โซนัล วาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ รีเสิร์ช ให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า หากมีการลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะตรงกับฤดูกาลที่มีความต้องการสินเชื่อจากภาคธุรกิจและครัวเรือนสูงที่สุดช่วงหนึ่งของปี เนื่องจากเทศกาลสำคัญกำลังจะมาถึง

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐได้ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียอีก 25% โดยอ้างเหตุผลจากการที่นิวเดลีซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ส่งผลให้ภาษีรวมพุ่งสูงสุดถึง 50% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดาประเทศคู่ค้าของวอชิงตัน

สินค้าอินเดียที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงอาหารทะเล แม้ว่าการส่งออกไปสหรัฐจะคิดเป็นเพียงราว 2% ของ GDP อินเดีย แต่สินค้าเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ทำให้ธุรกิจที่ซบเซาอาจนำไปสู่การสูญเสียงานจำนวนมาก

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษีดังกล่าว รัฐบาลอินเดียได้ปรับลดภาษีสินค้าและบริการ (GST) หลายรายการเมื่อวันที่ 22 กันยายน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ก่อนเข้าสู่เทศกาลยาวนานหนึ่งเดือนซึ่งเริ่มจากงานนวราตรี 9 วัน และต่อเนื่องด้วยเทศกาลดิวาลี

การปรับลด GST ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเร็ว (FMCG) รถยนต์ และสินค้าเกษตรมีราคาถูกลง

อย่างไรก็ตามวาร์มาให้ความเห็นว่าการลดภาษีดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการให้การบริโภคฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเร่งสร้างงานมากขึ้น

ทั้งนี้การบริโภคภายในประเทศคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP อินเดีย ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ทำให้เศรษฐกิจอินเดียไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกมากนัก การลด GST จึงคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีของสหรัฐได้บางส่วน

ด้านโกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่แท้จริงของอินเดียขึ้น 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 7.1% ในปีปฏิทิน 2568 และ 6.7% ในปีงบประมาณ 2569 โดยการปรับเพิ่มดังกล่าวมีขึ้นหลังอินเดียรายงานตัวเลข GDP ไตรมาสเดือนมิถุนายนขยายตัว 7.8% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

อ้างอิง : cnbc.com

ข่าวที่น่าสนใจ :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...