“ธนาคารกลางอินเดีย” คงดอกเบี้ยที่ 5.5% ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภาษีสหรัฐ
"ธนาคารกลางอินเดีย" คงดอกเบี้ยที่ 5.5% แม้อัตราเงินเฟ้อลดต่ำกว่ากรอบเป้า ขณะเศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากการค้าระหว่างประเทศและมาตรการภาษีของสหรัฐ
วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 12.21 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.5% ในวันพุธ ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์สำรวจคาดการณ์ไว้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการประเมินผลของการปรับลดดอกเบี้ยก่อนหน้านี้
ซานเจย์ มาลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI กล่าวว่าตัวเลขเงินเฟ้อชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างประเทศ
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าผลของการปรับลดดอกเบี้ยขนาดใหญ่ 0.50% เมื่อเดือนมิถุนายน ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง การตัดสินใจคงดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็นเอกฉันท์
แม้อัตราเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมจะอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของ RBI ที่กำหนดกรอบไว้ 2–6% ซึ่งถือเป็นโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการเติบโต เศรษฐกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันหลังสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย
โซนัล วาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ รีเสิร์ช ให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า หากมีการลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะตรงกับฤดูกาลที่มีความต้องการสินเชื่อจากภาคธุรกิจและครัวเรือนสูงที่สุดช่วงหนึ่งของปี เนื่องจากเทศกาลสำคัญกำลังจะมาถึง
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐได้ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียอีก 25% โดยอ้างเหตุผลจากการที่นิวเดลีซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ส่งผลให้ภาษีรวมพุ่งสูงสุดถึง 50% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดาประเทศคู่ค้าของวอชิงตัน
สินค้าอินเดียที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงอาหารทะเล แม้ว่าการส่งออกไปสหรัฐจะคิดเป็นเพียงราว 2% ของ GDP อินเดีย แต่สินค้าเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ทำให้ธุรกิจที่ซบเซาอาจนำไปสู่การสูญเสียงานจำนวนมาก
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษีดังกล่าว รัฐบาลอินเดียได้ปรับลดภาษีสินค้าและบริการ (GST) หลายรายการเมื่อวันที่ 22 กันยายน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ก่อนเข้าสู่เทศกาลยาวนานหนึ่งเดือนซึ่งเริ่มจากงานนวราตรี 9 วัน และต่อเนื่องด้วยเทศกาลดิวาลี
การปรับลด GST ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเร็ว (FMCG) รถยนต์ และสินค้าเกษตรมีราคาถูกลง
อย่างไรก็ตามวาร์มาให้ความเห็นว่าการลดภาษีดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการให้การบริโภคฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเร่งสร้างงานมากขึ้น
ทั้งนี้การบริโภคภายในประเทศคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP อินเดีย ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ทำให้เศรษฐกิจอินเดียไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกมากนัก การลด GST จึงคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีของสหรัฐได้บางส่วน
ด้านโกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่แท้จริงของอินเดียขึ้น 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 7.1% ในปีปฏิทิน 2568 และ 6.7% ในปีงบประมาณ 2569 โดยการปรับเพิ่มดังกล่าวมีขึ้นหลังอินเดียรายงานตัวเลข GDP ไตรมาสเดือนมิถุนายนขยายตัว 7.8% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
อ้างอิง : cnbc.com
ข่าวที่น่าสนใจ :
- (30 ก.ย. 68) “ธนาคารกลางออสเตรเลีย” คงดอกเบี้ยที่ 3.6% หลังเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 1 ปี
- (25 ก.ย. 68) “ธนาคารกลางสวิส” คงดอกเบี้ยที่ 0% หลังลดต่อเนื่อง 6 ครั้ง แรงกดดันภาษีสหรัฐ
- (24 ก.ย. 68) “ธนาคารกลางศรีลังกา” คงดอกเบี้ยที่ 7.75% รอดูผลกระทบภาษีทรัมป์–หนุนเศรษฐกิจฟื้น
- (23 ก.ย. 68) ธนาคารกลางสวีเดน ลดดอกเบี้ยแตะต่ำสุดรอบ 3 ปี ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยถึงปี 2571