โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทศกาลกินเจ 2568 ไม่ใช่แค่กินแล้วอิ่มบุญ แต่หนุนเศรษฐกิจหลายหมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ต.ค. 2568 เวลา 12.42 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 02.30 น.

เทศกาลกินเจปี 2568 กลับมาสร้างบรรยากาศคึกคักทั่วประเทศ ไม่เพียงสะท้อนความศรัทธาในวิถีบุญของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่ยังกลายเป็นฤดูกาลทองของผู้ประกอบการหลากเซ็กเตอร์ ตั้งแต่ตลาดสด ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงแบรนด์ Plant-based และบริการเดลิเวอรี่ ที่ต่างเร่งปรับตัวชิงส่วนแบ่งตลาดสุขภาพและยั่งยืน มูลค่าเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

เทศกาลกินเจ = เทศกาลทองของธุรกิจพืชผัก

เทศกาลกินเจปี 2568 ซึ่งตามปฏิทินจีนเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ยังคงเป็นหนึ่งใน “ฤดูกาลเศรษฐกิจพิเศษ” ของไทยที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงสุดช่วงหนึ่งของปี โดยข้อมูลจากหลายหน่วยงานเศรษฐกิจในปีก่อน ระบุว่าตลาดอาหารเจสร้างเม็ดเงินสะพัดราว 45,900 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามกระแสรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

โดยปีนี้บรรยากาศคาดว่าจะคึกคักยิ่งกว่าเดิม หลังพฤติกรรมผู้บริโภคไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับศาสนาหรือประเพณี แต่เลือกกินเจเพราะ “อยากดีต่อร่างกายและโลก”
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกผัก ไปจนถึงผู้ผลิตอาหารและบริการเดลิเวอรี่ ต่างได้รับอานิสงส์โดยตรง

เทศกาลกินเจปี‘68 คาดเงินสะพัด 4.6 หมื่นล้าน สูงสุดรอบ 5 ปี

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผย ผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ระบุว่าจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 1,272 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.0 ไม่ได้ถือศีลกินเจ ขณะที่ มีผู้ที่กินเจร้อยละ 34.0

โดยเหตุผลหลักของผู้ที่กินเจ ได้แก่

  • ตั้งใจทำบุญ (ร้อยละ 19.8)
  • กินเฉพาะช่วงเทศกาล (ร้อยละ 15.9)
  • มีกินฟรีที่โรงเจ (ร้อยละ 14.7)

ส่วนเหตุผลของผู้ที่ ไม่กินเจ พบว่า

  • ไม่มีเชื้อสายจีน (ร้อยละ 26.0)
  • อาหารเจมีราคาสูง (ร้อยละ 23.0)
  • สภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย (ร้อยละ 18.0)

ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงเทศกาลกินเจปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 45,900 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็น มูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากปี 2567 แม้จะเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ค้าปลีก–ซูเปอร์มาร์เก็ตชิงเปิดศึก ‘เจครบวงจร’

ในช่วงสัปดาห์ก่อนเทศกาลกินเจ บรรดาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วประเทศต่างทยอยเปิดแคมเปญ “เทศกาลอาหารเจครบวงจร” เพื่อชิงกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, Tops, CP Fresh Mart หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven ที่จัดมุม “อาหารเจพร้อมทาน” เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหลายเท่าตัว

สะท้อนภาพยืนยันว่า เทศกาลกินเจเป็นหนึ่งในช่วงยอดขายพุ่งสูงที่สุดของปี โดยเฉพาะสินค้าในหมวด ผักสด, เต้าหู้, เห็ด, เส้นหมี่, น้ำมันพืช และเครื่องปรุงเจ ที่ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงปกติ

นอกจากนี้ ร้านอาหารในศูนย์การค้าและฟู้ดคอร์ทยังปรับสูตรเมนู “เจเพื่อสุขภาพ” เช่น ลดโซเดียม ใช้น้ำมันรำข้าว และเพิ่มโปรตีนจากพืชแทนแป้งถั่วเหลือง เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคสายเฮลท์ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นทุกปี

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่รายใหญ่ เช่น GrabFood, LINE MAN, Robinhood ต่างเปิดหน้า “เมนูเจประจำปี” พร้อมโปรโมชันส่วนลดและแคมเปญ “เจไม่จำกัดศาสนา” เพื่อดึงดูดกลุ่มวัยทำงานในเมืองที่นิยมสั่งอาหารเจเฉพาะบางมื้อ มากกว่าการถือศีลครบ 9 วันแบบดั้งเดิม

เห็นได้ว่า สงครามเจในตลาดค้าปลีก–เดลิเวอรี่ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องศรัทธา แต่คือการชิงใจผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ และความสะดวกในการบริโภค

Plant-based – อาหารเจนวัตกรรมขยายตลาด

อีกหนึ่งเซ็กเตอร์ที่ได้แรงหนุนเต็มๆ คือ ธุรกิจ Plant-based หรืออาหารโปรตีนทางเลือก ซึ่งกำลังเติบโตต่อเนื่องทั้งในไทยและตลาดโลก

ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ แบรนด์ผู้ผลิตอาหารโปรตีนจากพืชรายใหญ่ของไทย ต่างอาศัยช่วงเทศกาลเป็นเวทีเปิดตัวสินค้าใหม่ ทั้งเบอร์เกอร์เจ ลูกชิ้นเจ และน้ำซุปเจสูตรโปรตีนสูง

สะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลกินเจ เป็นหน้าต่างตลาดที่สำคัญ ในการทดสอบสินค้าใหม่และรับฟีดแบ็กจากผู้บริโภค ก่อนขยายสู่ตลาดสุขภาพตลอดปี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องถือศีล แต่เลือกกิน “เจบางมื้อ” หรือ “มังสวิรัติบางวัน”

นอกจากนี้ เทรนด์ ESG และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ Plant-based หลายราย ที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์จาก “อาหารเจทางเลือก” สู่ “อาหารยั่งยืนของอนาคต”

ดังนั้น Plant-based ปีนี้อาจไม่ใช่แค่เมนูชั่วคราวในช่วงกินเจ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดอาหารไทย ที่กำลังเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพ คนรุ่นใหม่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

บริการเดลิเวอรี่–โลจิสติกส์รับอานิสงส์

อีกหนึ่งธุรกิจที่ได้ผลเชิงบวกชัดเจนคือ บริการเดลิเวอรี่และโลจิสติกส์อาหาร ที่มีการขยายรอบการจัดส่งและเพิ่มพนักงานรับออเดอร์ในช่วงเทศกาลกินเจ

ข้อมูลจากผู้ให้บริการบางรายระบุว่า ยอดสั่งอาหารหมวด “เจ” เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และภูเก็ต ที่มีประชากรเชื้อสายจีนหนาแน่น

นอกจากนี้ บริการ Cold Chain หรือระบบขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย เนื่องจากความต้องการขนส่งผักสดและวัตถุดิบอาหารเจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ร้านอาหารเจออนไลน์และครัวกลางหลายแห่ง เช่น ครัวกลางเดลิเวอรี่ หรือแบรนด์เจดังในโซเชียล ต่างเพิ่มรอบการผลิต 2–3 เท่า พร้อมออกเมนูเจใหม่ๆ ที่ถ่ายรูปสวยและเหมาะกับการแชร์บน TikTok และ Instagram

แบรนด์ F&B แข่งโปรโมชั่นเทรนด์กินเจ

ขณะที่กลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ใหญ่ในไทย เช่น MK, Yayoi, S&P, Chester’s, Starbucks, Black Canyon และอีกหลายแบรนด์ในห้างสรรพสินค้า ต่างทยอยเปิดตัว “เมนูเจพิเศษ” พร้อมกิจกรรม CSR ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดรักษ์โลก

ขณะที่ หลายแบรนด์เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดหอม และโปรตีนจากถั่วเหลืองไทย แทนการนำเข้าเนื้อเทียมราคาสูง เพื่อควบคุมต้นทุนและลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต และบางแบรนด์จับมือกับเกษตรกรท้องถิ่นภายใต้คอนเซฟต์ “From Farm to Table” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตพืชผักไทย

เจปีนี้ไม่ใช่แค่บุญ แต่คือ Branding

เพราะการทำเมนูเจสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารเชิง ESG จึงกลายเป็นจุดขายใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคหลังโควิด ซึ่งต้องการเห็น ‘แบรนด์มีจุดยืนที่ชัดเจน’ มากกว่าเพียงทำโปรโมชั่น

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ‘เจบางมื้อ’ คือเทรนด์หลัก

ภาพรวมตลาดปีนี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านชัดเจนจาก ‘เจแบบดั้งเดิม’ ไปสู่ ‘เจตามไลฟ์สไตล์’
คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y–Gen Z เลือกกินเจบางมื้อหรือบางวัน ตามแนวคิด ‘Flexitarian’ ที่ยืดหยุ่น ไม่เคร่งถือศีล แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

คอนเทนต์ในโซเชียลอย่าง TikTok และ YouTube มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นพฤติกรรมดังกล่าว โดยอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและรีวิวอาหารเจมีผู้ติดตามหลักแสนถึงล้านคน สร้างแรงกระเพื่อมทางการตลาดจนร้านอาหารต้องปรับเมนูให้ ‘ถ่ายรูปสวย กินง่าย ราคาเข้าถึงได้’

การบริโภคเจในยุคนี้จึงไม่ได้ผูกกับศาสนา แต่ผูกกับ ‘คุณค่าชีวิต’ และ ‘ประสบการณ์’
ผู้บริโภคต้องการอาหารที่อร่อย ดูดี มีคุณภาพ และสะท้อนจุดยืนเรื่องสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

แนวโน้มเศรษฐกิจ–มูลค่าตลาดอาหารเจ ปี 2568

เมื่อรวมภาพรวมตลาดอาหารเจ–Plant-based–ค้าปลีก–เดลิเวอรี่ และบริการที่เกี่ยวข้อง คาดว่าปี 2568 จะมีมูลค่ารวมถึง 49,500 ล้านบาท

สัญญาณเชิงบวกจากผู้ประกอบการรายใหญ่บ่งชี้ว่า “เทศกาลกินเจ” กลายเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย และเป็นโอกาสในการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ด้านสุขภาพที่จะต่อยอดได้ทั้งปี
ภาครัฐเองก็เริ่มจับเทรนด์นี้ โดยหน่วยงานด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารผลักดันให้ผู้ผลิตนำแนวคิด “อาหารปลอดเนื้อ” มาสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง

เจปีนี้ไม่ใช่แค่ศรัทธา แต่คือยุทธศาสตร์ธุรกิจ

เทศกาลกินเจปี 2568 จึงสะท้อนภาพเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมของไทยที่ยังเติบโตแข็งแรง ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเจยุคใหม่ และเชื่อมโยงกับแนวคิดสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–เทคโนโลยี จะเป็นผู้ชนะในตลาดนี้

จาก “อาหารเจเพื่อบุญ” อาจกำลังกลายเป็น “อาหารแห่งความยั่งยืน” ที่ตอบโจทย์ทั้งสังคมและเศรษฐกิจ
เทศกาลกินเจจึงไม่เพียงเป็นช่วงทำบุญของผู้คน แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ทำกำไรอย่างมีคุณค่า” ของธุรกิจและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทศกาลกินเจ 2568 ไม่ใช่แค่กินแล้วอิ่มบุญ แต่หนุนเศรษฐกิจหลายหมื่นล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...