นักสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
นักสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?
ในที่สุดคำพูดว่า “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?” ก็ดังจากคุณกันและคนกลุ่มที่เชียร์ปฏิบัติการปล่อยเสียงผีและเสียงระเบิดขู่คนเขมรตามชายแดน และเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นในอดีต ความหมายจริงๆ ของคนที่พูดแบบนี้คือประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเลย
แน่นอนว่าคนปั่นประเด็น “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม” อ้างว่าไม่พอใจที่ ส.ว.อังคณา นีละไพจิตร พูดเรื่องกัมพูชาร้องเรียน UN ว่าไทยคุกคามโดยเปิดเสียงระเบิดหรือซาวด์ผีขู่พลเรือน แต่ในเมื่อการร้องเรียนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง คิดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีคนไม่พอใจข้อมูลของ ส.ว.อังคณา
คนไทยได้ประโยชน์อะไรไหมจากคำพูดคุณอังคณา?
คำตอบคือได้แน่ๆ เพราะเมื่อ ส.ว.บอกคนไทยว่ากัมพูชาร้องเรียน UN ก็เท่ากับ ส.ว.ทำให้คนไทยรู้ข้อสอบล่วงหน้าว่า UN จะตรวจสอบไทยเรื่องอะไรบ้าง และการเตรียมคำชี้แจงล่วงหน้าเป็นประโยชน์กับชาติแน่ เมื่อเทียบกับไม่เตรียมตัวเลย
ไม่มีอะไรให้โกรธ ส.ว.อังคณาแม้แต่นิดเดียว ถ้าใจเย็นกันขึ้นและเอาผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นศูนย์กลาง
ปัญหาเดียวของคำพูด ส.ว.อังคณาคือทำให้เกิดความเสียอารมณ์ว่าชาติไม่เท่ากับชาตินิยม ความรักชาติที่ไม่รอบคอบมีผลลบกับชาติได้ ชาตินิยมทำให้ชาติมีโอกาสทั้งได้หรือเสียประโยชน์ และในเรื่องที่สลับซับซ้อนอย่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น หลายหัวที่คิดจากหลายมุมดีกว่าหัวเดียว
ต้นเหตุของความไม่พอใจต่อ ส.ว.อังคณาคือความอึดอัดว่าทำไมไทยไม่สามารถไล่กัมพูชาจากพื้นที่รุกล้ำไทย คนที่คนไทยควรโกรธได้แก่คนที่ปล่อยกัมพูชาตั้งรกรากโดยไม่ทำอะไรอย่างรัฐบาล, ข้าราชการทหารและพลเรือน, ผู้ว่าฯ ,กำนันผู้ใหญ่บ้าน, นักการเมืองท้องถิ่น ฯลฯ ไม่ใช่นักสิทธิมนุษยชน
น่าแปลกว่าขณะที่คนรักชาติมีเยอะ เช่นเดียวกับคนที่แสดงออกว่ารักชาติโดยโจมตีคุณอังคณา แต่ไม่มีใครที่รักชาติมากพอจะพูดเรื่องเอาผิดทหาร, รัฐบาลทหาร และข้าราชการที่สมรู้ร่วมคิดให้กัมพูชารุกล้ำไทยมานับสิบปี
ทั้งที่ทั้งหมดนี้คือหน้าที่พื้นฐานของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง
เพื่อให้เห็นความซับซ้อนของปัญหากัมพูชายิ่งขึ้น คุณ “สันติวิธี พรหมบุตร” ผู้สื่อข่าวทีมไทยรัฐซีทรูให้ข้อมูลใหม่ว่าข้าราชการไทยไม่ต่ำกว่า 9 คน รับส่วยกว่า 100 ล้านบาทจาก “ออกญาสัมพันนะฤทธิ์” เพื่อเปิดจุดผ่อนปรนและจ่ายให้ชาวนาไทย 72 รายออกจากพื้นที่กัมพูชา 1,039 ไร่ ซึ่งคนกลุ่มนี้รุกล้ำทำนามาหลายสิบปี
ชายแดนไทยกัมพูชาเต็มไปด้วยเรื่องสีเทาที่ข้าราชการสมรู้ร่วมคิดให้เกิดการรุกล้ำโดยไม่ทำอะไร
คนเหล่านี้พูดคำว่ารักชาติได้พร้อมกับทำลายผลประโยชน์ชาติ ซ้ำคนไทยที่รักชาติก็ไม่แตะต้องคนที่ทำลายชาติแบบนี้ แต่กลับโจมตีนักสิทธิมนุษยชนราวกับคนเหล่านี้ผิดที่ทำให้ไทย “เสียดินแดน”
คุณกัน จอมพลัง และนักการเมืองที่โหนกระแสคุณกันโจมตี “นักสิทธิมนุษยชน” ว่าคิดถึงสิทธิของคนเขมรไปทำไม
แต่ประเด็นที่คุณอังคณาพูดไม่ใช่เรื่องการปกป้องสิทธิของคนเขมร หากคือการพูดเรื่องไทยถูกเขมรร้องเรียนไปยัง UN จึงเป็นการพูดที่นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม
กลับไปสู่คำถามเรื่องมีสิทธิมนุษยชนไปทำไมอีกที
สิทธิมนุษยชนคือสิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวตั้งแต่กำเนิดโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีกฎหมายรับรองหรือไม่มี ถ้ามีได้ก็ดี แต่ถ้าสังคมไหนไม่มี ก็แปลว่ากฎหมายในสังคมนั้นผิด จนจำเป็นต้องแก้ไขให้กฎหมายปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่ใช่อ้างว่าเมื่อไม่มีกฎหมายรองรับก็ช่างหัวมัน
ด้วยเหตุที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิมนุษยชนติดตัวโดยกำเนิด คำพูดว่า “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม” จึงเป็นคำพูดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนทันทีที่ถูกพูดขึ้น เพราะไม่มีใครมีอำนาจบอกให้ใครสูญสิ้นสิทธิมนุษยชนของคนนั้นได้ ต่อให้คนพูดจะคิดว่าสิทธิมนุษยชนไม่ควรมีในโลกนี้มาหกแค่ไหนก็ตาม
สำหรับคนที่ตั้งคำถามว่า “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม” สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือนั่งเฉยๆ เวลาตัวเองถูกกระทืบ, โดนดูถูกด้านเชื้อชาติ, ถูกขังลืม, ตัดสิทธิเลือกตั้ง, สั่งอดข้าวอดน้ำ, ห้ามไม่ให้หมอรักษาตอนป่วย, โดนยึดทรัพย์, ไม่ให้มีทนายในศาล ฯลฯ แต่ไม่ใช่บอกให้คนอื่นสูญสิ้นสิทธิมนุษยชน
แก่นของหลักสิทธิมนุษยชนคือความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิโดยกำเนิดไม่ว่าเชื้อชาติหรือศาสนาอะไร
พูดง่ายๆ คือมนุษย์ทุกคนเหมือนกันหมดเรื่องสิทธิ ต่อให้จะต่างกันเรื่องอื่น
วิธีคิดของนักสิทธิมนุษยชนจึงมุ่งทำให้การละเมิดสิทธิลดลงโดยชี้เป้าไปยังตัวผู้ละเมิดสิทธิ (Perpetrator) เอง
ต้องย้ำด้วยว่าสิทธิมนุษยชนพูดถึงเรื่อง “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติในสังคม ไม่ใช่แก้ปัญหาระดับปัจเจกประเภทเด็กตีกัน การทำงานของนักสิทธิมนุษยชนจึงเน้นไปที่วิจารณ์รัฐ, ทุน, บรรษัทข้ามชาติ หรือองค์กรขนาดใหญ่ และวิจารณ์หมดต่อให้ผู้ละเมิดจะเป็นคนในชาติเดียวกัน
ถ้าคิดว่าชาตินิยมคือการเข้าข้างคนชาติเดียวกัน การวิจารณ์ความงี่เง่าของรัฐก็อาจทำให้บางคนโจมตีว่านักสิทธิมนุษยชนเป็นพวก “ไม่รักชาติ” ได้ แต่ถ้าชาตินิยมคือการพูดเรื่องที่ชาติทำถูกและตำหนิเรื่องที่ผิด นักสิทธิมนุษยชนก็คือคนที่รักชาติมากจนสร้างมาตรฐานไม่ให้ชาติต่ำกว่ามาตรฐานสากล
การวิจารณ์คนร่วมชาติว่าทำเรื่องซึ่งผิดมาตรฐานสากลจะถือว่า “ไม่รักชาติ” หรือว่าจะถือว่า “รักชาติให้ถูกทาง” เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องวินิจฉัยเอง
โจทย์ของนักสิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา คือทำอย่างไรไม่ให้ไทยถูกโจมตีในเวทีโลก
นักสิทธิมนุษยชนไม่ได้เข้าข้างกัมพูชาให้รังแกคนไทย ไม่มีใครบอกว่าฮุน เซน ทำดีหรือเขมรทำถูก แต่สิ่งที่คนเหล่านี้เตือนคือการแก้ปัญหากัมพูชาต้องทำตามกระบวนการสากล
ด้วยความจงใจสร้างกระแสว่าคนที่ทักท้วงเรื่องเวทีโลกคือคนที่ “ไม่รักชาติ” ความรักชาติกลายเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นให้คนไทยไม่สนใจเรื่องความเป็นมนุษย์อันเป็นสากล แต่ในที่สุดวิธีนี้จะทำให้ชาติเป็นเรื่องเดียวกับความคลั่งชาติจนถึงขั้นไล่ล่าคนในชาติที่พูดไม่เข้าหูอย่าง ส.ว.อังคณา
สำหรับคนที่บอกว่าสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม คำตอบง่ายๆ คือสิทธิมนุษยชนมีไว้เพื่อขึ้นศาลต้องสู้กันด้วยพยานหลักฐาน เด็กไม่ต้องทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีสวัสดิการรักษาทุกโรค ไพร่มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้หญิงมีสิทธิเลือกสามีของตัวเองได้ ใครวิจารณ์รัฐบาลไม่โดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ฯลฯ
ไม่มีอะไรเหลวไหลกว่าการอ้างความเป็นชาติเพื่อไล่ล่าคนในชาติหรือทำลายความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน เพราะในที่สุดทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำเพื่อชาติ แต่เป็นการทำเพื่ออคติและอวิชชาของคนที่คิดว่าชาติคือทรัพย์สินของคนที่คิดแบบเดียวกันเพียงกลุ่มเดียว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly