โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ต.ค. 2568 เวลา 09.32 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2568 เวลา 09.32 น.

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon

นักสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?

ในที่สุดคำพูดว่า “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?” ก็ดังจากคุณกันและคนกลุ่มที่เชียร์ปฏิบัติการปล่อยเสียงผีและเสียงระเบิดขู่คนเขมรตามชายแดน และเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นในอดีต ความหมายจริงๆ ของคนที่พูดแบบนี้คือประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเลย

แน่นอนว่าคนปั่นประเด็น “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม” อ้างว่าไม่พอใจที่ ส.ว.อังคณา นีละไพจิตร พูดเรื่องกัมพูชาร้องเรียน UN ว่าไทยคุกคามโดยเปิดเสียงระเบิดหรือซาวด์ผีขู่พลเรือน แต่ในเมื่อการร้องเรียนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง คิดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีคนไม่พอใจข้อมูลของ ส.ว.อังคณา

คนไทยได้ประโยชน์อะไรไหมจากคำพูดคุณอังคณา?

คำตอบคือได้แน่ๆ เพราะเมื่อ ส.ว.บอกคนไทยว่ากัมพูชาร้องเรียน UN ก็เท่ากับ ส.ว.ทำให้คนไทยรู้ข้อสอบล่วงหน้าว่า UN จะตรวจสอบไทยเรื่องอะไรบ้าง และการเตรียมคำชี้แจงล่วงหน้าเป็นประโยชน์กับชาติแน่ เมื่อเทียบกับไม่เตรียมตัวเลย

ไม่มีอะไรให้โกรธ ส.ว.อังคณาแม้แต่นิดเดียว ถ้าใจเย็นกันขึ้นและเอาผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นศูนย์กลาง

ปัญหาเดียวของคำพูด ส.ว.อังคณาคือทำให้เกิดความเสียอารมณ์ว่าชาติไม่เท่ากับชาตินิยม ความรักชาติที่ไม่รอบคอบมีผลลบกับชาติได้ ชาตินิยมทำให้ชาติมีโอกาสทั้งได้หรือเสียประโยชน์ และในเรื่องที่สลับซับซ้อนอย่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น หลายหัวที่คิดจากหลายมุมดีกว่าหัวเดียว

ต้นเหตุของความไม่พอใจต่อ ส.ว.อังคณาคือความอึดอัดว่าทำไมไทยไม่สามารถไล่กัมพูชาจากพื้นที่รุกล้ำไทย คนที่คนไทยควรโกรธได้แก่คนที่ปล่อยกัมพูชาตั้งรกรากโดยไม่ทำอะไรอย่างรัฐบาล, ข้าราชการทหารและพลเรือน, ผู้ว่าฯ ,กำนันผู้ใหญ่บ้าน, นักการเมืองท้องถิ่น ฯลฯ ไม่ใช่นักสิทธิมนุษยชน

น่าแปลกว่าขณะที่คนรักชาติมีเยอะ เช่นเดียวกับคนที่แสดงออกว่ารักชาติโดยโจมตีคุณอังคณา แต่ไม่มีใครที่รักชาติมากพอจะพูดเรื่องเอาผิดทหาร, รัฐบาลทหาร และข้าราชการที่สมรู้ร่วมคิดให้กัมพูชารุกล้ำไทยมานับสิบปี

ทั้งที่ทั้งหมดนี้คือหน้าที่พื้นฐานของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง

เพื่อให้เห็นความซับซ้อนของปัญหากัมพูชายิ่งขึ้น คุณ “สันติวิธี พรหมบุตร” ผู้สื่อข่าวทีมไทยรัฐซีทรูให้ข้อมูลใหม่ว่าข้าราชการไทยไม่ต่ำกว่า 9 คน รับส่วยกว่า 100 ล้านบาทจาก “ออกญาสัมพันนะฤทธิ์” เพื่อเปิดจุดผ่อนปรนและจ่ายให้ชาวนาไทย 72 รายออกจากพื้นที่กัมพูชา 1,039 ไร่ ซึ่งคนกลุ่มนี้รุกล้ำทำนามาหลายสิบปี

ชายแดนไทยกัมพูชาเต็มไปด้วยเรื่องสีเทาที่ข้าราชการสมรู้ร่วมคิดให้เกิดการรุกล้ำโดยไม่ทำอะไร

คนเหล่านี้พูดคำว่ารักชาติได้พร้อมกับทำลายผลประโยชน์ชาติ ซ้ำคนไทยที่รักชาติก็ไม่แตะต้องคนที่ทำลายชาติแบบนี้ แต่กลับโจมตีนักสิทธิมนุษยชนราวกับคนเหล่านี้ผิดที่ทำให้ไทย “เสียดินแดน”

คุณกัน จอมพลัง และนักการเมืองที่โหนกระแสคุณกันโจมตี “นักสิทธิมนุษยชน” ว่าคิดถึงสิทธิของคนเขมรไปทำไม

แต่ประเด็นที่คุณอังคณาพูดไม่ใช่เรื่องการปกป้องสิทธิของคนเขมร หากคือการพูดเรื่องไทยถูกเขมรร้องเรียนไปยัง UN จึงเป็นการพูดที่นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม

กลับไปสู่คำถามเรื่องมีสิทธิมนุษยชนไปทำไมอีกที

สิทธิมนุษยชนคือสิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวตั้งแต่กำเนิดโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีกฎหมายรับรองหรือไม่มี ถ้ามีได้ก็ดี แต่ถ้าสังคมไหนไม่มี ก็แปลว่ากฎหมายในสังคมนั้นผิด จนจำเป็นต้องแก้ไขให้กฎหมายปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่ใช่อ้างว่าเมื่อไม่มีกฎหมายรองรับก็ช่างหัวมัน

ด้วยเหตุที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิมนุษยชนติดตัวโดยกำเนิด คำพูดว่า “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม” จึงเป็นคำพูดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนทันทีที่ถูกพูดขึ้น เพราะไม่มีใครมีอำนาจบอกให้ใครสูญสิ้นสิทธิมนุษยชนของคนนั้นได้ ต่อให้คนพูดจะคิดว่าสิทธิมนุษยชนไม่ควรมีในโลกนี้มาหกแค่ไหนก็ตาม

สำหรับคนที่ตั้งคำถามว่า “สิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม” สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือนั่งเฉยๆ เวลาตัวเองถูกกระทืบ, โดนดูถูกด้านเชื้อชาติ, ถูกขังลืม, ตัดสิทธิเลือกตั้ง, สั่งอดข้าวอดน้ำ, ห้ามไม่ให้หมอรักษาตอนป่วย, โดนยึดทรัพย์, ไม่ให้มีทนายในศาล ฯลฯ แต่ไม่ใช่บอกให้คนอื่นสูญสิ้นสิทธิมนุษยชน

แก่นของหลักสิทธิมนุษยชนคือความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิโดยกำเนิดไม่ว่าเชื้อชาติหรือศาสนาอะไร

พูดง่ายๆ คือมนุษย์ทุกคนเหมือนกันหมดเรื่องสิทธิ ต่อให้จะต่างกันเรื่องอื่น

วิธีคิดของนักสิทธิมนุษยชนจึงมุ่งทำให้การละเมิดสิทธิลดลงโดยชี้เป้าไปยังตัวผู้ละเมิดสิทธิ (Perpetrator) เอง

ต้องย้ำด้วยว่าสิทธิมนุษยชนพูดถึงเรื่อง “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติในสังคม ไม่ใช่แก้ปัญหาระดับปัจเจกประเภทเด็กตีกัน การทำงานของนักสิทธิมนุษยชนจึงเน้นไปที่วิจารณ์รัฐ, ทุน, บรรษัทข้ามชาติ หรือองค์กรขนาดใหญ่ และวิจารณ์หมดต่อให้ผู้ละเมิดจะเป็นคนในชาติเดียวกัน

ถ้าคิดว่าชาตินิยมคือการเข้าข้างคนชาติเดียวกัน การวิจารณ์ความงี่เง่าของรัฐก็อาจทำให้บางคนโจมตีว่านักสิทธิมนุษยชนเป็นพวก “ไม่รักชาติ” ได้ แต่ถ้าชาตินิยมคือการพูดเรื่องที่ชาติทำถูกและตำหนิเรื่องที่ผิด นักสิทธิมนุษยชนก็คือคนที่รักชาติมากจนสร้างมาตรฐานไม่ให้ชาติต่ำกว่ามาตรฐานสากล

การวิจารณ์คนร่วมชาติว่าทำเรื่องซึ่งผิดมาตรฐานสากลจะถือว่า “ไม่รักชาติ” หรือว่าจะถือว่า “รักชาติให้ถูกทาง” เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องวินิจฉัยเอง

โจทย์ของนักสิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา คือทำอย่างไรไม่ให้ไทยถูกโจมตีในเวทีโลก

นักสิทธิมนุษยชนไม่ได้เข้าข้างกัมพูชาให้รังแกคนไทย ไม่มีใครบอกว่าฮุน เซน ทำดีหรือเขมรทำถูก แต่สิ่งที่คนเหล่านี้เตือนคือการแก้ปัญหากัมพูชาต้องทำตามกระบวนการสากล

ด้วยความจงใจสร้างกระแสว่าคนที่ทักท้วงเรื่องเวทีโลกคือคนที่ “ไม่รักชาติ” ความรักชาติกลายเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นให้คนไทยไม่สนใจเรื่องความเป็นมนุษย์อันเป็นสากล แต่ในที่สุดวิธีนี้จะทำให้ชาติเป็นเรื่องเดียวกับความคลั่งชาติจนถึงขั้นไล่ล่าคนในชาติที่พูดไม่เข้าหูอย่าง ส.ว.อังคณา

สำหรับคนที่บอกว่าสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม คำตอบง่ายๆ คือสิทธิมนุษยชนมีไว้เพื่อขึ้นศาลต้องสู้กันด้วยพยานหลักฐาน เด็กไม่ต้องทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีสวัสดิการรักษาทุกโรค ไพร่มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้หญิงมีสิทธิเลือกสามีของตัวเองได้ ใครวิจารณ์รัฐบาลไม่โดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ฯลฯ

ไม่มีอะไรเหลวไหลกว่าการอ้างความเป็นชาติเพื่อไล่ล่าคนในชาติหรือทำลายความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน เพราะในที่สุดทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำเพื่อชาติ แต่เป็นการทำเพื่ออคติและอวิชชาของคนที่คิดว่าชาติคือทรัพย์สินของคนที่คิดแบบเดียวกันเพียงกลุ่มเดียว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักสิทธิมนุษยชนมีไว้ทำไม?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...