โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘โฆษณาดิจิทัล’ ถึงจุดเปลี่ยน เตือน ‘กลยุทธ์ปักตะกร้า’ ใกล้จุดอิ่มตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2568 เวลา 05.46 น. • เผยแพร่ 17 ส.ค. 2568 เวลา 05.46 น.
ภารุจ ดาวราย

สมาคมโฆษณาดิจิทัล คาดเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลปี’68 โต 5% 33,105 ล้านบาท ชี้กลยุทธ์ติดตะกร้าที่เสี่ยงถึงจุดอิ่มตัว แนะธุรกิจ-นักการตลาด เสริมแบรนดิ้งขยายฐานลูกค้า ชิงท็อปออฟไมนด์ในวันตลาดฟื้น พร้อมเตรียมรับมือสงคราม First Party Data หลังแบรนด์แห่สะสมข้อมูลอินไซต์ลูกค้าต่อยอดธุรกิจ

นายภารุจ ดาวราย นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (DAAT) กล่าวในงาน DAAT Day 2025 ว่า มูลค่าเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในประเทศไทย ในปี 2568 มูลค่ารวมสูงถึง 33,105 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากปีที่ผ่านมา โดยเป็นข้อมูลจากความร่วมมือระหว่าง DAAT, คันทาร์ (ประเทศไทย) และ 33 เอเยนซี่สมาชิก ทำการสำรวจเม็ดเงินโฆษณาใน 70 ประเภทอุตสาหกรรมและ 18 ประเภทสื่อดิจิทัล

โดยกลุ่มธุรกิจที่ลงทุนบนสื่อดิจิทัลสูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2568 นี้ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยเม็ดเงิน 5,249 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของตลาด และเติบโตถึง 4% รองลงมาเป็นกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ใช้งบฯ 3,062 ล้านบาท หรือ 9% ของตลาด และเติบโต 22% ขณะที่กลุ่มยานยนต์ใช้งบฯ 2,515 ล้านบาท ลดลง 17% ตามด้วยกลุ่มโทรคมนาคม ใช้งบฯ 2,381 ล้านบาท โต 17% สุดท้ายคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากนม ที่ใช้งบฯ 2,227 ล้านบาท และเติบโต 11%

ทั้งนี้ การเติบโตของสกินแคร์มาจากการทุ่มทำตลาดของเคาน์เตอร์แบรนด์และแบรนด์ไทยที่โหมสร้างการรับรู้ และโปรโมตสินค้านวัตกรรม รวมถึงผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ออกจากบ้านมากขึ้น และผลิตภัณฑ์นมเติบโตจาก

ส่วนการลดลงของการใช้งบฯในธุรกิจรถยนต์ คาดว่ามาจากความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้การจำหน่ายรถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าราคาสูงท้าทายยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการจึงลดการโฆษณาลง

ในส่วนของช่องทางสื่อดิจิทัลที่นักการตลาดเลือกใช้นั้น 3 อันดับแรกจะเป็น Meta หรือ Facebook และ Instagram งบประมาณ 8,451 ล้านบาท ตามด้วย TikTok Ads ที่มีมูลค่าสูงถึง 6,776 ล้านบาท และเติบโตอย่างน่าจับตาถึง 63% และ YouTube Ads ที่ 4,397 ล้านบาท

การเติบโตโดดเด่นของ TikTok Ads นั้น เนื่องจากจุดเด่นของแพลตฟอร์มที่สามารถปิดการขายได้ในตัว รวมถึงสามารถปิดการขายได้รวดเร็ว เช่นเดียวกับกระแสนิยมสร้างรายได้เสริมของผู้บริโภคที่ต่างหันมาทำแอฟฟิลิเอต หรือติดตะกร้า รับคอมมิชชั่นจากการขายสินค้า จึงตอบโจทย์ของภาคธุรกิจที่ปัจจุบันหันมาโฟกัสสร้างยอดขาย มากกว่าสร้างการรับรู้ เพื่อสร้างความคุ้มค่าจากเม็ดเงินโฆษณารับมือความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจ

“แม้สมาคมจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเม็ดเงินลงจากเมื่อต้นปีที่คาดว่าจะโต 10% เป็นโต 5% เพราะผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและการเมือง แต่การเติบโตทั้งในภาพรวม และรายธุรกิจที่ต่างใช้เม็ดเงินมากขึ้นระดับเลขสองหลักนี้ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันเชื่อว่าผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังมีกำลังซื้อเพียงแต่ขาดความเชื่อมั่น โดยเชื่อว่าหากรัฐบาลมีแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา จะช่วยให้เม็ดเงินเติบโตได้อีกมาก”

กลยุทธ์ติดตะกร้าจ่ออิ่มตัว

นายภารุจกล่าวต่อไปว่า แม้กลยุทธ์แอฟฟิลิเอต หรือการติดตะกร้า จะได้รับความนิยมทั้งจากแบรนด์และผู้บริโภค เพราะสามารถสร้างยอดขาย-รายได้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ชัดเจนและรวดเร็ว แต่การทุ่มใช้กลยุทธ์นี้เพียงอย่างเดียว มีแนวโน้มที่จะด้อยประสิทธิภาพลงในระยะยาว เนื่องจากการถึงจุดอิ่มตัว

หลังผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ได้ซื้อและมีสินค้านั้น ๆ ในครอบครองแล้ว ตัวอย่าง เช่น ในตลาดมือถือที่อัตราการครอบครองสูงมาก เพราะเกือบทุกคนต่างมีมือถือใช้และอาจมีมากกว่า 1 เครื่อง

สภาวะอิ่มตัวนี้ จะส่งผลให้แบรนด์ต้องทุ่มเม็ดเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจูงใจและปิดการขายแต่ละรายจนอาจเลยจุดคุ้มทุน

แนะทำแบรนดิ้งชิง Top of Mind

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์และนักการตลาดจึงควรหันมาสร้างการรับรู้แบรนด์ควบคู่ไปกับการทำแอฟฟิลิเอตด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจในระยะยาว เพราะการผลักดันแบรนด์ให้เป็นท็อปออฟไมนด์ หรือแบรนด์ในดวงใจของผู้บริโภคนั้น จะช่วยขยายฐานลูกค้าออกไปยังกลุ่มใหม่ ๆ อาทิ ผู้ที่ปัจจุบันอาจยังไม่พร้อมซื้อสินค้าของแบรนด์เนื่องจากสภาพกำลังซื้อ ให้มาเป็นลูกค้าของแบรนด์เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับผู้เล่นในธุรกิจเดียวกันอีกด้วย

เข้ายุคสงคราม First Party Data

ขณะเดียวกัน นอกจากการสร้างแบรนด์แล้ว คาดว่าหลังจากนี้การแข่งขันของแบรนด์จะก้าวไปสู่ยุคสงคราม First Party Data ซึ่งเป็นการแข่งขันเก็บข้อมูลอินไซต์ของผู้บริโภคในเชิงลึก ด้วยช่องทางของแบรนด์เอง หรือ First Party Data ที่ลงลึกมากกว่าเพียงชื่อ เบอร์โทรศัพท์ แต่ไปถึงความชอบ ความสนใจ การใช้สินค้า ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อนำมาต่อยอดทางธุรกิจ เช่น โมเดลสมาชิกรายเดือน หรือซับสคริปชั่น สำหรับสินค้าที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องซื้อซ้ำเป็นประจำอย่าง ผ้าอนามัย เป็นต้น

โดยปัจจัยแข่งขันจะอยู่ การจูงใจให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าและมั่นใจที่จะให้ข้อมูลเหล่านี้กับแบรนด์ ซึ่งอาจใช้ปัจจัยความคุ้มค่าอย่าง ส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีให้อย่างต่อเนื่องเป็นเครื่องจูงใจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘โฆษณาดิจิทัล’ ถึงจุดเปลี่ยน เตือน ‘กลยุทธ์ปักตะกร้า’ ใกล้จุดอิ่มตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...