โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศช. เผยคนไทยจนเพิ่มขึ้น 3.43 ล้านคน พบจนมาก 8.7 แสนคน มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน 20%

อีจัน

อัพเดต 17 ก.ย 2568 เวลา 14.17 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2568 เวลา 05.18 น. • อีจัน

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 โดยพบจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่อยู่ที่ 3.41% โดยในปีนี้ได้ปรับเส้นความยากจนปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน

ทั้งนี้แม้สถานการณ์ความยากจนของไทยจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การเพิ่มขึ้นของคนจนในปี 2567 นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและในประเทศเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย

ขณะเดียวกันลักษณะพลวัตของความยากจนทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนสถานะระหว่าง “จน” และ “ไม่จน” ได้ตามปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม หรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจนมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง กลุ่ม “คนจนมาก” ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกินกว่า 20% มีจำนวน 879,000 คน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

ทั้งนี้รายงานชี้ให้เห็นว่าแรงงานในภาคเกษตรยังคงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อความยากจนสูงที่สุด โดยมีจำนวนคนจนคิดเป็นสัดส่วน 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิตซึ่งมีความผันผวนสูง ตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเกษตรกร ทำให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรเผชิญกับภาวะชะลอตัว

รวมถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยยังคงอยู่ในระดับทรงตัว โดยค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 0.335 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 0.333 ในปี 2567 ประชากรกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด 20% ใช้จ่ายเงินประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด 10% มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การครอบครองยานพหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพเอกชน

ขณะที่การศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการลดความยากจน โดยประชากรที่มีระดับการศึกษาต่ำมีปัญหาความยากจนมากที่สุด กลุ่มที่ไม่ได้เรียนหนังสือมีสัดส่วนคนจนสูงถึง 14.21% แต่เมื่อระดับการศึกษาสูงขึ้น สัดส่วนคนจนจะลดลง โดยกลุ่มที่มีการศึกษาตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปมีสัดส่วนคนจนต่ำกว่า 3%

อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาระหว่างกลุ่มเด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกันยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยครัวเรือนที่มีฐานะสูงสุดมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยสูงกว่าครัวเรือนฐานะต่ำสุดถึง 8.16 เท่า โดยประชากรนอกเขตเทศบาลเผชิญกับภาวะยากจนสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลอย่างชัดเจน และภาคใต้มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ประสบปัญหาความยากจนเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง

ด้านการเข้าถึงบริการของรัฐ รายงานพบว่าคนจนในประเทศไทยเกือบทั้งหมดสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล โดยมีสัดส่วน 97.49% ที่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สัดส่วนผู้สูงอายุยากจนที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 94.19% ในปี 2566 เป็น 97.01% ในปี 2567 ขณะที่สัดส่วนคนพิการยากจนที่ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 73.85% เป็น 87.45%

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

สศช.เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ 3 ประการหลัก

1. ประเมินผลโครงการงบประมาณสูงอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลโครงการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้าง “หลักฐานเชิงประจักษ์” ในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสม ปรับปรุงหรือยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า และโยกย้ายทรัพยากรไปยังโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนมากกว่า

2. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชน
เร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลประชาชนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อประเมินความต้องการได้ตรงจุด ลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และติดตามความเปลี่ยนแปลงของประชาชนในแต่ละช่วงชีวิต

3. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกษตรอย่างยั่งยืน
เน้นมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประกอบอาชีพเกษตรให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข ส่งเสริมช่องทางการตลาด สนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตร และปฏิรูปที่ดินพร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ

สศช. เน้นย้ำว่ารัฐบาลควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ลดขนาดการใช้งบประมาณในโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่เข้าเป้าหมาย และออกแบบนโยบายแก้ไขความยากจนให้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...