ชิงอิงจะพาเป่าเป้ยออกเดินทางเองเจ้าค่ะ
ข้อมูลเบื้องต้น
สาวน้อยดอกเหมยรู้สึกตัวตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ในยุคจีนโบราณเสียแล้ว หลังจากที่ผู้มีพระคุณช่วยเหลือเหมย ก็ดันมาถูกฆ่าตายไปอีก มีเพียงคำขอสุดท้ายของนางให้เหมยสัญญาว่าจะช่วยเหลือพาเป่าเป้ยไปส่งให้บิดาของเขา เหมยคนนี้สัญญาจะพยายามเต็มที่เจ้าค่ะ เส้นทางนี้มีหนึ่งเด็กสาวที่จำได้เพียงชื่อของตัวเองชิงอิงและทารกน้อยเป่าเป้ย เจ้าหิวหรือ เจ้าหนาวหรือ เจ้าอย่าร้องไห้ ชิงอิงจะดูแลเป่าเป้ยเองเจ้าค่ะ หรือเป็นเป่าเป้ยที่ช่วยดูแลเธอกันนะ เด็กน้อยเรามาร่วมมือกันเถิดเจ้าค่ะ
ขอขอบคุณที่อุดหนุนหรือโดเนทนักเขียนตัวน้อยมา ณ ที่นี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขมากๆ นะคะ
***นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งจินตนาการเองไม่ได้อิงเรื่องจริงใด ๆ ขอฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะคะ
****ช่วยส่งกำลังใจ กดหัวใจ คอมเม็นต์ กดติดตาม นำเข้าชั้นให้ผู้แต่งด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าเลยค่า
*****ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลงรวมถึงนำส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายไปเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของก่อนน้า
นิยายเรื่องนี้มีจำนวน 3 เล่มจบนะคะ
ตอนที่ 1
แรงสั่นสะเทือนที่โยกไหวไปมา ทำให้สาวน้อยที่นอนหลับตารู้สึกวิงเวียนศีรษะยิ่ง
การสั่นสะเทือนที่ทำให้อวัยวะภายในดั่งถูกเขย่าให้มันมารวมตัวกัน บอกให้รู้ว่าร่างกายที่แสนเจ็บปวดนี้ยังมีความรู้สึกอยู่
นิ้วเรียวพยายามกระดิก ดวงตาที่ปิดสนิทมาหลายวัน ในที่สุดก็มีแรงลืมตาขึ้นมา
แสงแรกที่ส่องเข้ามาในดวงตาทำให้ดวงตากลมโต ต้องหยี่ตามองเพื่อให้รู้ว่ายามนี้เกิดสิ่งใดขึ้น พาหนะใดที่ร่างกายนี้กำลังใช้เดินทางอยู่กันแน่
ภาพผ้าใบสีเทาที่ถูกลมพัดโบกปลิวลอยไปในอากาศ ส่งเสียงพรึบพับตีลงบนโครงไม้ที่ทำเป็นหลังคาง่ายๆ ปรากฏสู่สายตา
เด็กสาวลืมตามองภาพตรงหน้าด้วยความสับสนมึนงง เธอกำลังเดินทางไปที่ใดกัน?
ดวงตากลมโตกลอกมองสภาพภายในเกวียนที่มีเพียงพื้นที่โล่งตรงกลางและมีหีบวางชิดผนังสองด้าน เว้นที่ตรงกลางที่เธอกำลังนอนเท่านั้น
“ที่นี่ที่ไหน?” เหมยพึมพำเสียงเบา ยกแขนขึ้นมาบังดวงตาจากแสงที่ส่องลงมา
ผ้าสีเทาผืนนี้บางเกินไปหรือแดดที่ส่องลงมาแรงเกินไปกันแน่ ความสว่างเจิดจ้าทำให้เหมยฝืนลืมตาสู้ไม่ไหว
“ฉันถูกลักพาตัวมาขายหรือเปล่า? แต่ทำไมไม่ถูกมัดมือกันนะ?” เหมยพึมพำอย่างสับสน
ไม่นานเกวียนก็วิ่งช้าลง จนหยุดลงนิ่งสนิทในที่สุด
เหมยถอนหายใจอย่างโล่งอกนอนนิ่งตั้งใจฟังเสียงภายนอกว่าเกิดสิ่งใดขึ้น รถจึงได้จอดลง หรือถึงจุดหมายที่เธอถูกจับมาขายแล้ว
“นายหญิงไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ พวกเราต้องหาที่พักเดี๋ยวนี้!” เสียงหญิงสาวด้านนอกตะโกนอย่างร้อนรน
“ยามนี้อยู่บนถนนกลางป่า จะไปหาที่พักที่ใดกันเล่าแม่นาง” เสียงชายอีกคนตอบอย่างร้อนใจไม่แพ้กัน
“พวกเจ้าส่งคนล่วงหน้าไปหาที่พักเตรียมเอาไว้ นายหญิงจะไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ!” หญิงสาวคนนั้นสั่งเสียงเฉียบขาด ไม่ให้ปฏิเสธความต้องการของนางอีก
เสียงชายคนนั้นรับคำสั่ง ก่อนที่เสียงชายหนุ่มตะโกนสั่งการจะดังห่างออกไปเรื่อยๆ เกวียนก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง ดูท่าคราวนี้จะวิ่งเร็วมากขึ้นอีกด้วย
เหมยไม่เข้าใจ ในหัวสมองว่างเปล่า ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจว่า เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นอกจากความเจ็บปวดทั่วร่างกายก็ไม่รับรู้สิ่งใดอื่นอีก
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งใช้หีบดันหลังช่วยประคองร่างกายเอาไว้ หญิงสาวมองออกไปด้านหลังของเกวียนได้เพียงเท่านั้น ส่วนด้านหน้ามีของกองสูงจนบังสายตาที่จะมองออกไปด้านนอกเอาไว้อยู่
เธอเห็นว่ามีชายหนุ่มในชุดสีดำขี่ม้าอยู่ด้านหลังสามคน ทุกคนถือดาบ ดวงตาดำมืด ท่าทางน่ากลัว ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ทหารธรรมดาทั่วไป
“นี่หลุดมาในกองถ่ายละครหรือป่าวเนี่ย แต่งชุดได้โบราณมาก หรือกำลังถ่ายซีรี่ส์อยู่กันนะ” เหมยพึมพำอย่างอ่อนแรง มองพิจารณาชายทั้งสาม ก่อนจะมองไปรอบๆ เกวียนและข้าวของมากมายรอบกาย
ในหัวของเหมยไร้ซึ่งความทรงจำ นอกจากเสียงตะโกนว่า ชิงอิงในหัว ก็ไม่มีสิ่งใดอีก
ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาอยู่ในเกวียน เหมยจำได้ว่าเธอพึ่งกลับมาจากไปช่วยรักษาทหารที่บาดเจ็บของค่ายกักกันใหญ่ สงครามนี้แลกมาด้วยเงินรางวัลก้อนใหญ่จากองค์กร
เหมยที่ไม่มีครอบครัว ตั้งแต่เด็กก็ถูกคนในองค์กรรับมาเลี้ยงดูและฝึกให้เป็นแพทย์สนาม ยามมีสงคราม องค์กรจะรับค่าจ้าง ก่อนจะส่งสมาชิกออกไปทำภารกิจ
เหมยคือมือหนึ่งในการรักษา เธอเป็นหมอที่มีความสามารถชั้นแนวหน้าขององค์กร หลังจากที่อุทิศชีวิตให้กับองค์กรมาจนครบ 35 ปี เหมยก็ทำเรื่องขอออกไปมีชีวิตอิสระเป็นรางวัลให้ตัวเอง
หัวหน้าให้สัญญาว่านี่คือภารกิจสุดท้าย เธอจะได้รับเงินเดือนที่สะสมมาตลอดชีวิต และสิ้นสุดสัญญาขายร่างกายและจิตวิญญาณให้องค์กรเสียที
เพื่อนสนิทของเธอต่างตายจากไปในภารกิจทั้งสิ้น ในองค์กรจึงไม่มีสิ่งใดที่เหมยจะต้องเสียดายอีกแล้ว เธอขอออกไปท่องเที่ยว ออกไปมีชีวิตของตัวเองสักครั้ง
ค่าเฉลี่ยอายุของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของคนในองค์กรไม่มีผู้ใดอยู่ได้เกิน 50 ปี ล้วนจะต้องตายก่อนทั้งสิ้น เนื่องจากการหักโหมร่างกายอย่างหนักในการทำภารกิจแทบจะทุกวันมาตลอดชีวิต ร่างกายจึงเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนทั่วไป
ซึ่งในการทำภารกิจแต่ละครั้ง จะมีทั้งความยากและความง่าย ส่วนใหญ่ภารกิจมักจะเกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างประเทศ ตามแต่เงินของผู้ว่าจ้างที่จะจ่ายองค์กรไหวที่ระดับใด
เหมยจำได้ว่าเธอได้รับการ์ดดำเป็นของขวัญของการส่งมอบภารกิจที่ประสบความสำเร็จครั้งล่าสุด ก่อนจะกลับมานอนพักที่คอนโดหรูใจกลางเมืองของเธอ ตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว
“นี้มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” เหมยสบถอย่างหัวเสียเพราะความสับสน
หัวหน้าให้เธอฉีดยารักษาก่อนจะออกไปจากองค์กร ไม่ว่าเครื่องมือติดตามหรืออุปกรณ์สื่อสาร เหมยก็คืนให้องค์กรจนหมดแล้ว หรือว่าจะเป็นยาหลอดนั้น!
เหมยรู้สึกอ่อนแรงไปทั้งร่าง คำที่เพื่อนของเธอกล่าวก่อนตายได้พยายามที่จะบอกคือเรื่องนี้สินะ
“อย่าอยู่ที่นี่ รีบหนีไป!” นี้คือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่เพื่อนสนิทของเธอจะตายจากไป
สิ่งนี้คือความลับที่เหมยได้ยินมาจากในห้องวิจัยลับ ที่อยู่ส่วนลึกขององค์กร แต่ไม่กล้าจะบอกใคร แม้แต่หัวหน้าที่เธอเห็นมาตั้งแต่อายุครบ 15 ปี ผู้ส่งเธอไปทำภารกิจแรกในชีวิตก็ตาม และเป็นคนส่งเธอในภารกิจสุดท้าย
หากเดาไม่ผิด คนผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ เขาเป็นคนทำร้ายเธอจริงๆ
เหมยเงยหน้าไม่ให้น้ำตาไหลลงมาด้วยความสมเพชตัวเอง เธอพยายามสุดชีวิตในการรักษาชีวิตและทำภารกิจขององค์กรมาตลอด นี่คือรางวัลของเธอที่องค์กรตอบแทนให้
ชีวิต และอิสระที่เหมยปรารถนามาทั้งชีวิต! พรากมันไปจากเธออย่างเลือดเย็น ไม่ให้โอกาสจะมีความสุขแม้แต่สักวัน!
“ขอให้ฐานระเบิด เพี้ยง!” เหมยยกมือไหว้เหนือหัว สาปแช่งหัวหน้าเลือดเย็นของเธอด้วยความเจ็บปวดใจ
“แล้วนี้ส่งฉันมาตายที่ไหนกัน จะรอดไปได้ไหมเนี่ย อาวุธก็ไม่มี ยาก็ไม่มี เหมยเอ๋ย!” เหมยกล่าวอย่างเศร้าสร้อย เงินหลายล้านหายวับไปต่อหน้า อาหารแสนอร่อยที่จะไปตะลุยกินก็หายไปแล้วเช่นกัน
เหมยสะอื้นเบาๆ มองไปรอบๆ พยายามหาคนที่พอจะพูดคุยกันได้
เธออยากรู้ว่าถูกส่งมาทวีปไหน และภารกิจครั้งนี้ให้ทำอะไร ต้องทำอย่างไรจึงจะกลับไปเมืองทีของเธอได้อีกครั้ง
เหมยฉลาดพอที่จะแอบซ่อนเงินและสมบัติไว้ในคอนโดหลายแห่งที่แอบซื้อเอาไว้ลับๆ หากกลับไปได้ เธอจะไปเอาของพวกนั้น แล้วจะหลบหนีไปซ่อนตัวในต่างจังหวัดไกลๆ ออกห่างไปจากผู้คนในองค์กรนี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ทันที
เหมยเช็ดน้ำตาลวกๆ ให้กำลังใจตัวเองเหมือนทุกครั้งก่อนจะทำภารกิจ
“เหมยสู้ๆ แกทำได้! แกทำได้! แกทำได้!” เหมยทำท่าสู้ๆให้กำลังใจตัวเอง จึงค่อยๆสงบใจลงช้าๆ
ตอนที่ 1.1
ด้านนอกมีเสียงฟ้าผ่าลงมาหนึ่งสาย จึงค่อยเริ่มมีพายุฝนตกลงมาทั้งที่ท้องฟ้ายังคงสว่างสดใส คนชุดดำทั้งสามยังคงขี่ม้าตามหลังขบวนต่อไป พวกเขาหยิบเพียงหมวกสานขึ้นมาสวมใส่กันฝนเท่านั้น
ด้านหน้าขบวนมีเสียงโวยวายของหญิงสาว และเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมาเป็นระยะ
เหมยขมวดคิ้วแน่น เธอได้ยินเสียงของคนร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เธอไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นอะไร เพราะได้ยินเพียงเสียงแว่วๆ ที่ลอยมาตามลมเท่านั้น
เธอรู้สึกว่าเสียงดูสมจริงไม่เหมือนแกล้งแสดงว่าเจ็บ เก่งจริงๆ นักแสดงสมัยนี้ เยี่ยมมาก!
ขบวนรถวิ่งฝ่าพายุฝนที่ตกอย่างหนักไปอีกระยะหนึ่ง จนเหมยเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ยามที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เกวียนก็หยุดวิ่งลงแล้ว
ด้านนอกมีเพียงความมืดสลัวๆ พร้อมเสียงร้องครางของหญิงสาวลอยมาตามลมอีกครั้ง
“ต้มน้ำ! เจ้าไปตามหมอ หาหมอมาให้นายหญิงของข้า!” เสียงหญิงสาวโวยวายเสียงดัง น้ำเสียงสั่งการด้วยความโมโห
เหมยไม่ได้ฟังเสียงโวยวายโต้ตอบพวกนั้น ว่ากำลังกล่าวสิ่งใดกันต่อ ก่อนจะเงียบไป
เธอปีนลงมาจากเกวียนด้วยตัวเองเพื่อที่จะไปดูว่าเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าสงสารเช่นนั้น นางเป็นอย่างไรบ้าง และไปหาคนถามเรื่องที่คาใจด้วย
เหมยมองบ้านร้างที่เก่าโทรมอยู่กลางป่าเขา ที่มีเพียงห้องที่สร้างจากดิน มีผ้ากางปิดด้านนอกห้องเอาไว้ พร้อมกับองครักษ์ที่ยืนล้อมปิดด้านหน้าของบ้านเอาไว้อีกชั้น
ทหารทั้งสิบกว่าคนมองไปรอบๆ ยืนหลบฝนใต้ชายคา หันหลังให้คนด้านใน
เหมยไม่สนใจผู้ใด เดินหลบเข้าไปในห้องด้านใน ไม่มีคนเข้ามาขวางสักคน ทุกสายตามองไปตามเส้นทางในความมืด มองเหม่อไปท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างหนัก
“นายหญิงท่านต้องทำใจดีๆ เอาไว้นะเจ้าคะ ซานจากำลังไปตามหมอมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงหญิงสาวสะอื้นเสียงสั่น กล่าวย้ำๆ อย่างร้อนใจ
แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงร้องครางอย่างเจ็บปวดเท่านั้น
“ข้าเจ็บ เจ็บ!” หญิงสาวครางปนสะอื้นอย่างน่าสงสาร
เหมยเปิดผ้าออกยื่นหน้าเข้าไปมองด้วยความเกรงใจ แอบกลอกตามองหากล้องหรือคนที่ถ่าย แต่ไม่มีสักอย่าง ใจที่อยากจะช่วยทำให้เธอก้าวเข้าไปในห้องที่มืดมิด มีเพียงแสงเทียนสามต้นเล็กๆ ที่ถูกจุดเอาไว้เท่านั้น
“เจ้าตื่นแล้วหรือ เข้ามาด้วยเหตุใด ออกไปรอนอกห้องก่อนเถิด” สาวใช้เห็นเงาจึงหันไปมองก็เห็นเหมยเดินเข้ามา จึงกล่าวอย่างอ่อนแรง มือก็ยกขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ
“ข้าช่วยได้นะ ข้าเป็นหมอ” เหมยกล่าวช้าๆ ชี้ไปทางหญิงสาวที่กำลังเจ็บปวด
“จริงหรือ เด็กเพียงนี้ เป็นหมอหรือ?” ซานซีถามด้วยความสงสัย มองนางด้วยสายตาระแวงไม่กล้าจะเชื่อ
“จริง” เหมยยืนยัน ในหัวยังสงสัยว่าเธออายุ 35 ปีแล้ว จะยังเด็กอีกหรือ หญิงคนนี้ปากหวานไม่เบา แต่คำพูดดูแปลกๆ คำดูโบราณมาก หรือนี้คือการถ่ายทำซีรี่ส์จริงๆ
ว่าแต่กล้องเล่า เหมยแอบกวาดสายตามองรอบห้องตามมุมตามหลืบ
ในองค์กรจะมีการสอนภาษาให้สมาชิกทุกระดับ เหมยเรียนมาถึง 5 ภาษา ทั้ง จีน ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น และเยอรมัน สามารถใช้ได้ในระดับภาษาแม่เลยทีเดียว
“นางใกล้จะคลอดแล้วหรือ?” เหมยถามอย่างระมัดระวัง ขณะมองลักษณะของหญิงสาวที่งดงามตรงหน้า นางดูเจ็บปวดไม่เหมือนกำลังแสดงละครอยู่เลยสักนิด
นางสวมใส่ปิ่นทองปิ่นหยกประดับอย่างงดงามหลายชิ้น ใบหน้าขาว ปากแดง แต่ยามนี้กำลังเจ็บปวดใบหน้าจึงบิดเบี้ยว ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปเล็กน้อย แต่ก็มองออกว่ายามปกตินางงดงามมากเพียงใด ดาราในทีวีก็สามารถเทียบชั้นกันได้อย่างสบายๆ
“นายหญิงเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดเพราะการเดินทางที่เร่งรีบเกินไป นางทนไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ” ซานซีร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน นางสงสารนายหญิงแต่ก็ช่วยอันใดไม่ได้เลย
“ข้าจะช่วยนางเองเจ้าค่ะ” เหมยตรงเข้าไปหาหญิงสาวผู้งดงาม จับมือของนางตรวจอาการอย่างเร่งด่วน
เหมยได้รับการสอนมาทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน มีการใช้ยาสมุนไพรร่วมกับยาเม็ดในการรักษา ตามแต่อาการของคนไข้และผู้ที่ร้องขอการรักษาจะจ่ายไหว
เหมยจึงตรวจชีพจรก่อน เพื่อดูว่าหญิงสาวอาการถึงขั้นไหนแล้ว
“นางต้องคลอดแล้ว เด็กกลับหัวแล้ว” เหมยจับท้องของหญิงสาวก็อุทานอย่างตกใจ
“เจ้าช่วยนายหญิงได้หรือไม่?” ซานซีถามอย่างร้อนใจ น้ำตาไหลอาบหน้า ความสิ้นหวังปรากฎในแววตาด้วยความทุกข์ใจ
“ได้” เหมยรับปากอย่างหนักแน่น อาการปกติเช่นนี้ เธอสามารถช่วยได้
เธอโยนผ้าขาวขึ้นไปบนคานมัดให้หญิงสาวผู้งดงามดึงเพื่อออกแรงในการเบ่งคลอด พร้อมรับผ้าเช็ดหน้าในมือของซานซีมาพับให้หญิงสาวกัดเอาไว้
“ท่านต้องเชื่อฟังข้า ทำตามที่บอก ท่านกับลูกจึงจะรอด” เหมยกล่าวพลางมองตาของหญิงสาวผู้งดงาม แววตามั่นใจ ให้นางเชื่อใจในตัวของเธอเช่นกัน
“ได้ ข้าเชื่อเจ้า” หญิงสาวผู้งดงามรับคำ
สองมือของนางจับผ้าสีขาวเอาไว้แน่น ในปากก็กัดผ้าที่เหมยส่งให้เอาไว้
ตอนที่ 2
สายฝนด้านนอกสาดกระทบผนังและหลังคาตลอดเวลา ทำให้เสียงด้านนอกกลบเสียงด้านในห้องไปได้หลายส่วน
แรงลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้เทียนสั่นไหวไปมา
ซานซีพยายามปิดหน้าต่างเพื่อบังลมให้นายหญิง แต่ผ้าที่กางเอาไว้ก็ไม่อาจสู้แรงลมไหว
“ลำบากนายหญิงแล้วเจ้าค่ะ” ซานซีกล่าวพลางร้องไห้สะอื้น สองมือก็ทำงานในห้องเท่าที่จะพอทำได้ ในขบวนมีสาวใช้ติดตามนายหญิงมาได้เพียงสองคนเท่านั้น
เหมยลูบท้องของหญิงสาว สัมผัสทารกในท้องและป้อนน้ำให้หญิงสาวดื่มไปด้วย
น้ำร้อนได้มาจากซานซีที่ให้องครักษ์ด้านนอกต้มเตรียมเอาไว้ เพื่อใช้ในการคลอดนายน้อย เหมยเองก็ดื่มไปหลายถ้วย ลำคอที่แห้งจนเจ็บจึงได้รู้สึกดีขึ้นมาก
เหมยช่วยหญิงสาวผู้งดงามทำคลอดทารก โชคดีที่เด็กปกติสามารถคลอดได้ในสภาวะที่ไม่มีความเสี่ยงอื่นใด หากให้ผ่าตัดในยามนี้ เหมยเองก็จนใจแล้ว เพราะเธอไม่มีอุปกรณ์อันใดสักอย่างในมือเลย
เปรี้ยง! ฟ้าผ่าลงมาเสียงดังอีกสาย
ไม่นานหญิงสาวก็คลอดเด็กทารกเพศชายออกมาหนึ่งคน ในมือของเหมยกำลังอุ้มเด็กชายส่งให้มารดาของเขา ที่นอนอ่อนแรงร้องไห้ออกมาเงียบๆ ด้วยความดีใจ
อุแว้! อุแว้! ทารกน้อยส่งเสียงร้องเพียงสองครั้งเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเงียบไป
เหมยมองว่าเขาหายใจได้ปกติ เช่นนั้นเขาก็ปลอดภัยแล้ว
“ขอบใจเจ้านัก นี่รางวัลของเจ้า” หญิงสาวผู้งดงาม ดึงปิ่นผมบนศีรษะออกมายัดใส่มือของเหมย ไม่สนใจว่าเป็นชิ้นใด นางต้องการให้รางวัลด้วยความซาบซึ้งใจเท่านั้น
เหมยตกใจ มือกำปิ่นในมือแน่น ทำสิ่งใดไม่ถูก เธอกำลังงุนงงสับสนในใจเช่นกัน
“ส่งน้ำเข้ามา” ซานซีไปรับน้ำร้อนจากองครักษ์ด้านนอก เข้ามาใช้ทำความสะอาดให้ทารกตัวน้อย เด็กน้อยไม่ส่งเสียงร้องไห้ นอนนิ่งๆในอ้อมแขนมารดาอย่างว่าง่ายยิ่ง
ซานซีร้องไห้ด้วยความดีใจ ยิ้มกว้างให้เหมยด้วยความขอบคุณ มือก็ช่วยเปลี่ยนชุดให้นายหญิงไปด้วย ต้องทำความสะอาดร่างกายให้เจ้านาย จะได้นอนพักผ่อนได้สบายมากขึ้น
เจ้านายและทารกตัวน้อยที่ร่างกายสะอาดแล้ว ยามนี้จึงได้นอนหลับสนิทไปแล้ว
“พวกท่านพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อ” ซานซีเดินออกไปบอกองครักษ์ด้านนอก ก่อนจะกลับมาเฝ้าที่ข้างเตียงของนายหญิงอีกครั้ง
“ขอถามเจ้า ข้าชื่อว่าอะไร ที่นี่ที่ไหน แล้วจะไปทำสิ่งใดกันหรือ?” เหมยเตรียมใจ เดินไปนั่งข้างซานซี ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ ด้วยความสงสัย
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าชื่ออะไร พวกเราเจอเจ้านอนสลบอยู่ที่ข้างทาง ร่างกายมีแต่บาดแผลคงจะถูกทำร้ายมากระมัง นายหญิงสงสารจึงให้เก็บเจ้าร่วมเดินทางมาด้วย” ซานซีกล่าวตอบเสียงเบา
“พวกข้ากำลังจะเดินทางไปที่ชายแดนทางเหนือ เพื่อไปหานายท่านของเราเจ้าค่ะ” ซานซีเงียบไป ก่อนจะตัดสินใจเล่าออกมา
“หากเจ้าไม่มีที่ไป ก็ไปด้วยกันเถิด เจ้ามีวิชาแพทย์ คงสามารถช่วยรักษานายหญิงระหว่างทางได้ ข้าจะเล่าเหตุผลที่ต้องเดินทางให้เจ้าฟัง” ซานซีมองหน้าเหมย ก่อนจะสบดวงตาใสกระจ่าง จึงได้ตัดสินใจเล่าเรื่องราวออกมา
“นายหญิงชื่อว่าถงเฟยอินเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพจ้านลู่คง ประจำการอยู่ที่เมืองชายแดนเหนือ ท่านจ้านคือบิดาของคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” ซานซีเล่าพลางยิ้มน้อยๆ ยามมองไปที่ทารกในห่อผ้าตรงหน้า
“นายหญิงผู้เฒ่าให้นายหญิงถงเร่งเดินทางไปหานายท่านที่ชายแดนเหนือ เพื่อที่จะไปช่วยดูแลจวนที่นั่น แต่ขบวนเร่งเดินทางเกินไป นายหญิงจึงได้คลอดระหว่างทางเช่นนี้เจ้าค่ะ” ซานซีก้มหน้าเล่าเสียงเศร้า
“ทำไมไม่เดินทางให้ช้าลง?” เหมยถามอย่างสงสัย อดจะถามแทรกไม่ได้
“นายหญิงผู้เฒ่าต้องการให้นายหญิงเดินทางไปให้ถึงไวๆ และเส้นทางนี้องครักษ์ก็บอกว่าจะถึงเร็วขึ้น จึงได้เลือกมาทางลัดเช่นนี้ ไม่ได้ผ่านเมืองใหญ่ๆ เดินทางผ่านแต่ในป่าลึกเจ้าค่ะ” ซานซีเล่าต่อ น้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก แต่ทำอันใดไม่ได้
องครักษ์ชุดนี้นายหญิงผู้เฒ่าส่งมาเอง พวกเขาทำตามคำสั่งของนางเท่านั้น
“พี่สาวของข้าชื่อซานจากำลังไปตามท่านหมอ องครักษ์บอกว่าเดินทางไปข้างหน้าไม่ไกลจะถึงเมืองแล้ว จึงพานางไปรับหมอด้วยกัน” ซานซีเล่าต่อ พลางมองไปที่ประตูด้วยความสงสัย นานเพียงนี้แต่พี่สาวของนางก็ยังไม่กลับมาเสียที
เหมยที่ผ่านประสบการณ์ออกสนามรบมามาก มองว่าเรื่องนี้แปลกเกินไป
“แล้วทำไม องครักษ์ไม่พานายหญิงไปคลอดในเมือง หากเมืองอยู่อีกไม่ไกลเช่นนี้” เหมยถามต่อ ด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดในใจ
“หากไม่มีข้า นายหญิงของเจ้าคงตายไปแล้ว นานเพียงนี้ คงรอคลอดไม่ไหว” เหมยตอบเสียงเบา สายตามองไปรอบๆ เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ
ซานซีลุกขึ้นยืนทันที มองไปที่นายหญิงบนเตียงก่อนจะมองไปข้างนอก
“ข้าว่าเรื่องนี้แปลกเกินไป เจ้าลองออกไปสืบข่าวเถิด” เหมยพยายามใช้ภาษาจีนโบราณ ในการสื่อสาร ในใจก็มั่นใจแล้วว่า เธอคงทะลุมิติมาแล้ว
สมัยทำวิจัย คนอื่นจะเปิดเพลงฟังแต่เหมยจะเปิดนิยายเสียงฟัง เธอชอบฟังเรื่องราวในนิยาย เพื่อเติมเต็มความฝันในการเดินทางไปท่องเที่ยวของตัวเธอเอง
ทุกวันการใช้ชีวิตอยู่แต่ในสนามรบ โรงพยาบาล และห้องวิจัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้เหมยชอบฟังนิยายเพื่อเติมเต็มเรื่องราวของโลกภายนอกให้ตัวเอง และเรื่องทะลุมิติแบบนี้ เธอชอบฟังมาก ฟังมาจนนับไม่ถ้วนแล้ว
เพียงแต่ไม่คิดว่าในวันหนึ่ง เหมยจะเป็นคนที่ทะลุมิติมาแบบนี้เช่นกัน
เหมยหมดคำจะพูด สายตามองไปที่หญิงสาวบนเตียงอย่างเหม่อลอย ในหัวคิดไปมากมายถึงชีวิตในภายภาคหน้าของตัวเอง ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้