โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปล่อย ‘การบินไทย’ อิสระ ชงคลังเทขายหุ้นสู่มหาชน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ก.ย 2568 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2568 เวลา 01.25 น.

ต้องยอมรับว่าการกลับมาเทกออฟได้อีกครั้งของ “การบินไทย” ในวันนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างที่หลายฝ่ายจับตามอง นับตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 และการกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา รวมถึงผลประกอบการที่ดีต่อเนื่อง มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมาถึง 12,143 ล้านบาท และ 21,973 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

มีกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 2 มูลค่ากว่า 82,000 ล้านบาท และมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน หรือ EBITDA margin ถึงกว่า 22% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจการบินโลกที่อยู่ในระดับประมาณ 8-10% และมีกระแสเงินสดตุนอยู่อีกถึงกว่า 120,000 ล้านบาท

สำเร็จวันนี้ไม่ได้การันตีอนาคต

แต่ “ความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคต เพราะแม้ว่าจะหลุดจากความเป็น “รัฐวิสาหกิจ” สู่ “เอกชน” เต็มรูปแบบ ตามระเบียบของแผนฟื้นฟูฯ แต่ด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ยังมี “กระทรวงการคลัง” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 38.90% เมื่อรวมกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น ธนาคารออมสิน ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 48%

สัดส่วนนี้นับว่าสูงมาก

หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่า “การบินไทย” จะรักษาความสำเร็จที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้อีกนานแค่ไหน และเป็นห่วงว่าการบินไทยจะกลับไปอยู่ในวังวนเดิม คือถูก “การเมือง” เข้าครอบงำ และจะกลับไป “ขาดทุน” ไม่ต่างอะไรจากในอดีต

ฟื้นการบินไทยกรณีศึกษาระดับโลก

“บรรยง พงษ์พานิช” อดีตกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แสดงความคิดเห็นบนเวทีราชดำเนินเสวนา โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) ภายใต้หัวข้อ โจทย์ใหม่ “การบินไทย” เดินต่ออย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย ว่ากรณีการฟื้นฟูของการบินไทยนี้ถือเป็น “World Case” หรือกรณีศึกษาระดับโลก เพราะเป็นการพลิกฟื้นกลับมาในช่วงที่ทุกคนยากลำบาก

และโจทย์สำคัญคือ จากนี้ต่อไปจะทำอย่างไรไม่ให้องค์กรวนกลับไปสู่รูปแบบเดิม

“บรรยง” อธิบายว่า แม้ว่าวันนี้การบินไทยจะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่คำถามคือจะยังมีโอกาสเป็นแบบรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะปัจจุบันกระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีอำนาจเลือกกรรมการได้ 100% เปลี่ยนใหม่ได้หมด เอาออกทั้งชุดก็ได้ หรือเอาคนของตัวเองมาบริหารทั้งชุดก็ได้อีกเช่นกัน

ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่า “กังวล” ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ และเป็นจุด “ชี้เป็น-ชี้ตาย” ว่าการบินไทยจะสามารถรักษา Merit Based (ธรรมาภิบาล) ต่อไปแบบนี้ได้หรือไม่

และมองว่าเรื่องนี้ “สื่อ” มีบทบาทสำคัญ เพราะสุดท้ายคนที่จะปกป้อง “การบินไทย” ได้ดีที่สุดก็คือ “ประชาชน”

แนะรัฐเทขายหุ้นทั้งหมด

สำหรับกรณีของโครงสร้างที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ และยังเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของ “การบินไทย” ในอนาคตนั้น “บรรยง” เสนอว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรลดบทบาทในการบินไทยลงไปอีก ด้วยการขายหุ้นในการบินไทยออกสู่มหาชนให้หมด เหมือนรัฐบาลอังกฤษที่ไม่ถือหุ้นในบริติชแอร์เวย์สเลย แล้วให้ระบบธรรมาภิบาลของตลาดดูแล

“ประเด็นผมไม่ได้มองแค่การบินไทยเท่านั้น ยังอยากแนะนำให้รัฐขายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอื่น ๆ ที่ถืออยู่ออกด้วย เช่น ปตท. ธนาคารกรุงไทย บริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ฯลฯ”

ทั้งนี้ เพื่อทำเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่า รัฐวิสาหกิจถ้าเตรียมตัวให้พร้อมเขาจะไปได้ ขณะเดียวกัน ยังจะช่วยแก้ปัญหาเสถียรภาพด้านการเงินการคลังให้รัฐบาล ได้เงินไปช่วยลดหนี้สาธารณะ รวมถึงยังส่งสัญญาณที่ดีมากให้กลไกของระบบด้วย

“วันนี้มูลค่าของรัฐวิสาหกิจรวมกันกว่า 20 ล้านล้านบาท มีรายจ่ายรวมกว่า 6 ล้านล้าน เกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน แต่มีการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ”

หากรัฐบาลขายหุ้นออกให้หมด ประเด็นปัญหาที่คนเป็นห่วงก็จะหมดไป

และอธิบายว่า ที่ผ่านมาประเด็นสำคัญที่ทำให้การบินไทยฟื้นฟูได้ คือความไม่เป็น “รัฐวิสาหกิจ” รัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบมากมาย ยกตัวอย่างเช่น หากจะซื้อเครื่องบินสักลำหนึ่งต้องส่งไปที่กระทรวงคมนาคม ส่งต่อไปสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีสิทธิท้วงติง จากนั้นก็ต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

ใช้เวลายาวนานถึง 4 ปีกว่าจะอนุมัติให้จัดซื้อได้ บางครั้งขอซื้อรุ่นหนึ่ง แต่อนุมัติให้ซื้ออีกรุ่นก็มีให้เห็น

ดังนั้น การไม่เป็นรัฐวิสาหกิจสำคัญมาก เพราะนอกจากเรื่องกฎระเบียบแล้ว ยังมีเรื่องของ “คน” ที่ถูกส่งมาเป็นกรรมการในสัดส่วนนักการเมือง ข้าราชการ ซึ่งข้าราชการไม่เหมาะ เพราะไม่มีเวลา และขาดทักษะการบริหารธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจการบินแข่งขันสูง

“ในส่วนของคนหรือผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารไม่ได้เลือกมาจากความรู้ ความสามารถ ผลงาน แต่มาจากพวกพ้อง อยู่ที่ไหนก็พัง”

พร้อมย้ำว่า เรื่องของ “การบินไทย” นั้นนอกจากจะเป็น “World Case” แล้วยังพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารแบบไหนที่ทำให้องค์กรเดินต่อไปได้

รับองค์กรย่ำแย่เพราะถูกล้วงลูกตกลง

สอดรับกับ “ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และอดีตประธานคณะกรรมการผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่บอกว่า วันนี้ประเด็นที่การบินไทยไม่กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ เพราะไม่กลับไปอีกแล้ว

ประเด็นที่น่าห่วงมาก ๆ คือ อย่ากลับไปเป็นองค์กรที่ทำงานเหมือนรัฐวิสาหกิจ

แต่หากต่อไปมี “กรรมการ” ที่ไม่มีความเหมาะสมเข้ามา ก็อาจทำให้รูปแบบการทำงานกลับไปคล้ายกับมีรัฐวิสาหกิจได้

โดยย้ำว่าในอดีตที่การบินไทยแย่และทรุด เพราะมีการแทรกแซงจากข้างนอก แต่งตั้งเอาคนที่ไม่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง คนพวกนี้สุดท้ายแล้วก็มารับใช้คนที่เป็นหนี้บุญคุณ เวลามีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างก็จะไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีแต่ผู้บริหารการบินไทยที่โดน

“นักการเมือง” ไม่โดน เพราะสั่งการด้วยวาจา ไม่มีหลักฐาน

“การโกงกินคอร์รัปชั่นมาจากเอาคนของตัวเองขึ้นมา และบริหารโดยคนไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กรอ่อนแอ ตอนที่ผมเป็นประธานบอร์ดก็มีแรงกดดันจากข้างนอกมากพอสมควรในการแต่งตั้งคน และไม่ใช่แค่ระดับข้างบน เขาล้วงไปถึงข้างล่าง ระดับล่างก็โดดขึ้นมาอยู่ระดับบน ซึ่งวงจรนี้กลับคืนมาได้ถ้าไม่ได้ระวัง”

รัฐต้องใจกว้าง-เลือกบอร์ดที่ใช่

“ดร.ปิยสวัสดิ์” บอกว่า ส่วนตัวมองว่าวันนี้การบินไทยมีผู้บริหารที่แข็งมาก เป็นกลุ่มที่รักและหวงแหนการบินไทย เพราะร่วมกันสร้างกันมา แม้จะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่โครงสร้างก็คล้ายรัฐวิสาหกิจ จึงมองว่าหากรัฐไม่ขายหุ้นออกตามที่ อ.บรรยง (พงษ์พานิช) เสนอ รัฐบาลก็ต้อง “ใจกว้าง” ให้มาก ๆ

คือใจกว้างในการสรรหาคนเข้ามาเป็นกรรมการ เอาคนที่มีความรู้ ความสามารถ และเหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อให้องค์กรเติบโตต่อไปได้ในอนาคต

“การสรรหากรรมการคือหัวใจ ถ้าเราต้องการเห็นการบินไทยมีความแข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” กับการทำธุรกิจที่แข่งขันสูงเข้ามา

และคนที่จะมาเป็นกรรมการก็ควรจะถามตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเข้ามาแล้วเพิ่มมูลค่าให้บริษัทได้อย่างไร ถ้าไม่รู้แล้วเข้ามาเอาตำแหน่งเฉย ๆ อย่าเอามา การสรรหากรรมการเป็นเรื่องสำคัญ และไม่แค่การบินไทย ยังรวมถึงรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ด้วย หากต้องการให้องค์กรนั้นเติบโตอย่างยั่งยืน

ยัน “แข่งขันได้-ไม่เป็นรองใคร”

ด้าน “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอการบินไทย เสริมว่า วันนี้การบินไทยมียุทธศาสตร์ที่โดดเด่น สามารถแข่งขันในตลาดได้ หากเทียบกับเมื่อก่อนวันนี้ดีขึ้นมาก ซึ่งทุกอย่างมาจากการบริหารจัดการที่ดี มีแผนยุทธศาสตร์ และเดินตามแผนฟื้นฟู

“วันนี้เราแทบไม่มีจุดอ่อน ขณะที่จุดแข็งของเราคือภูมิศาสตร์ที่ดี ตั้งอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบผู้อื่น มีคนมีจิตใจการบริการที่ดี มียุทธศาตร์ที่ชัดเจน มีการพัฒนาโปรดักต์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ มีต้นทุนต่อพนักงานต่ำกว่าสายการบินอื่น และมีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 20%”

สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านผลประกอบการ จากปกติไตรมาส 2-3 ทำอย่างไรก็ขาดทุน แต่ใน 2 ปีที่ผ่านมาในช่วงนี้เราไม่ขาดทุน และยังมีกำไรต่อเนื่องด้วย

พร้อมย้ำว่า ในเวทีโลกวันนี้ “การบินไทย” ไม่เป็นรองใคร เพียงแต่ขนาดยังเล็กเกินไป มีฝูงบินแค่ 78 ลำ มีมาร์เก็ตแชร์ที่สนามบินสุวรรณ 26% และมีมาร์เก็ตแชร์ทั่วประเทศเพียงแค่ 15% ยังห่างสายการบินอื่นที่ส่วนใหญ่จะมีส่วนแบ่งการตลาดที่เป็น Home Base มากกว่า 40%

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของการบินไทยคือ การเพิ่ม Capacity (เครื่องบิน) ตามแผนให้ได้ เพราะแค่ Margin ไม่พอ ต้องมี “กำไรต่อหน่วย” ที่ดีด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปล่อย ‘การบินไทย’ อิสระ ชงคลังเทขายหุ้นสู่มหาชน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...