โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ผ่าทางรอดครึ่งปีหลังอสังหาฯ ได้โปรด ‘ลดดอกเบี้ย-ลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2568 เวลา 11.24 น.
ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

ใจดีสู้เสือ อาจเป็นคำเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงชีวิตจริงของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นี้

ล่าสุดในช่วงต้นไตรมาส 3/68 “ประชาชาติธุรกิจ” นั่งล้อมวงสัมภาษณ์ “ดร.ยุ้ย-เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในบรรยากาศแบบ Open Talk ไม่มีสคริปต์ แต่มีข้อเสนอเชิงนโยบายถึงภาครัฐเพื่อช่วยเหลือทั้งผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการ ให้สามารถอยู่ตลอดรอดฝั่งในปี 2568 นี้

ตำนานภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%

โดย “ดร.เกษรา” เปิดประเด็นเกี่ยวกับยอดโอนที่อยู่อาศัย ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. (REIC) บวกกับเอเจนซี่ ฟอร์เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) แสดงตัวเลขติดลบแทบทุกรายการ โดยเฉพาะเซ็กเมนต์คอนโดมิเนียมราคา 2-3 ล้านบาท ติดลบลึกถึง -23% ภาพรวมตลาดใหญ่สุด คือ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เคยเปิดตัวใหม่ปีละ 1 แสนกว่าหน่วย ครึ่งปีแรก 2568 เหลือ 1.5 หมื่นกว่าหน่วย นั่นคือฝั่งซัพพลายหดตัวลง

ในด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภค ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นผู้ซื้อ ผู้ขาย มีแอ็กชั่นที่เป็นผลลดน้อยลง ขณะที่ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ประชาชนล้น “…ก็คงเรียกว่าข่าวร้ายหรือเปล่าไม่รู้ แต่คือชีวิตจริง”

ผลกระทบในแง่มองไปข้างหน้า ปกติการขายที่อยู่อาศัยขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก คนซื้อจะเยอะหรือน้อยมีผลกระทบทางตรงกับทางอ้อม

เริ่มจาก“ผลกระทบทางตรง” และเป็นผลบวก เช่น ในอดีตเราไม่เคยได้รับมาตรการลดค่าโอน-จำนอง แต่ในช่วง 9-10 ปีที่แล้วมีการออกมาตรการนี้ให้ และมีอย่างต่อเนื่องจนคนเคยชินกับมาตรการนี้ ต้องบอกว่าช่วยได้จริงเพราะลดค่าโอน 2% (จากล้านละ 20,000 บาท เหลือล้านละ 200 บาท)

เปรียบเทียบวิกฤตเศรษฐกิจยุคต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ฟรีค่าโอน 2% แต่ไม่ได้ฟรีค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ในขณะที่ยุครัฐบาลทักษิณสมัยแรก (ปี 2544-2548) รัฐบาลออกมาตรการลดค่าโอน 2% บวกลดค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% รวม 5.3% แต่หลังจากนั้น มาตรการรัฐก็ไม่ได้มีการลดภาษี 3.3% อีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ถัดมา “ผลกระทบทางอ้อม” อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจภาพใหญ่ ถ้าตกต่ำ ภาคอสังหาฯก็ตกต่ำตาม ถ้ารุ่งเรือง ภาคอสังหาฯก็ฟูเฟื่องตามเช่นกัน แต่ชีวิตจริงในยุคนี้ สิ่งที่เจอมากขึ้นไม่ใช่ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (กู้ไม่ผ่าน) สูง ภาคอสังหาฯเจอเรื่องการยกเลิกซื้อและโอนเพราะคนไม่มั่นใจ เป็น Negative Impact ล่าสุดที่เกิดขึ้นแล้ว

“ถามว่าตอนนี้ใครจะกล้าพูดว่าเศรษฐกิจกำลังดี ดังนั้น ภาพรวมต้องยอมรับว่าไม่ได้มีปัจจัยบวกมากนักในภาวะปัจุบัน อสังหาฯต้องปรับตัว เป็นช่วงรีสตรักเจอร์องค์กร”

ราคาบ้านคือราคาดอกเบี้ย

มองในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 เรื่องใหม่คือกำลังจะมีผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ (วิทัย รัตนากร) ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ แนวโน้มจึงอาจจะรอการลดดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ “ดร.เกษรา” อยากจะขยี้ให้เห็นภาพที่เข้าใจตรงกันว่า อัตราดอกเบี้ยที่จะลด ต้องลด MLR ภาพรวม

ซึ่งตอนนี้สินเชื่อบ้านเท่ากับมีงวดผ่อนล้านละ 6,000 บาท หรือดอกเบี้ยตลาดเฉลี่ย 6% ขณะที่ดอกเบี้ยของแบงก์รัฐอย่าง “ธอส.-ธนาคารอาคารสงเคราะห์” ให้ผ่อนปีแรกล้านละ 2,000 บาท หรือดอกเบี้ยล้านละ 2% แต่ชีวิตจริง ดอกเบี้ยกลาง หรือดอกเบี้ยตลาด ยังค้างอยู่ที่ 6% แต่มีดอกเบี้ยโปรโมชั่น (ดอกเบี้ยที่วงการแบงก์แข่งขันดึงลูกค้าสินเชื่อช่วง 3 ปีแรก) ปีแรก 1-2%

ในชีวิตจริง การผ่อนบ้านระยะยาว 20-30 ปี ต้องผ่อนบน “ดอกเบี้ยแท้จริง” ปีละ 6% โดยมีโอกาสได้ใช้ดอกเบี้ยโปรโมชั่นแค่ 1-3 ปีแรกเท่านั้น

“จุดตายระบบการเงินบ้านเรา คือ ดอกเบี้ย 6% เป็นดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณอัตราเงินผ่อนต่องวด ไม่ใช่คำนวณจากดอกเบี้ยโปรโมชั่น 2% เช่น ดอกเบี้ยที่แบงก์คำนวณ DSR-Debt Service Ratio สมมุติ บ้าน 1 ล้าน คำนวณดอกเบี้ย 6% ต้องจ่ายค่างวดเดือนละ 6,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยโปรโมชั่น 3 ปีแรกแค่ 1-2% นั่นคือชีวิตจริง แบงก์จะคำนวณดอกเบี้ยแท้จริงตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป”

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมภาคปฏิบัติของสถาบันการเงิน กรณีแบงก์ชาติประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 สตางค์ หรือ 1 สลึง แต่การส่งผ่านมาให้ลูกหนี้สินเชื่อลดให้ไม่ถึง 1 สลึง หรือลดให้น้อยมาก

“อสังหาฯเป็นสินค้าที่ใช้เงินกู้ โดยอัตโนมัติดอกเบี้ยจึงมีผลกระทบเยอะ เพราะราคาบ้านไม่ใช่ราคาบ้าน แต่เป็นราคาดอกเบี้ย เช่น เราสร้างบ้านเท่าเดิมเป๊ะ แต่กลายเป็นว่าดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดงวดผ่อน ว่าจะต้องผ่อนล้านละ 6,000 หรือ 4,000 บาท จึงกล้าพูดว่าเซ็กเตอร์อสังหาฯ ผู้กำหนดนโยบายแบงก์ชาติมีเรื่องต้องแมเนจ (บริหารจัดการ) ได้อีกเยอะ”

ตัวแบบเชิงนโยบายดอกเบี้ยบ้าน ยืมโมเดลประเทศญี่ปุ่นที่รัฐบาลซัพพอร์ตถึงขนาดจัดให้มีดอกเบี้ยฟิกซ์ระยะยาวถึง 20 ปี

รัฐเร่งฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค

สำหรับ Negative Impact จาก “ลูกค้าปฏิเสธการกู้ตัวเอง” เป็นเพราะมีความกังวลรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ภาษีทรัมป์ สงครามชายแดน และอะไรต่อมิอะไร ทำให้ลูกค้าบางคน และอาจจะหลายคนยังไม่ได้เดินเข้าไปขอกู้แบงก์ด้วยซ้ำ แต่ปฏิเสธตัวเองก่อน

“เราก็เข้าใจเขานะ ถ้าเป็นเราก็คงไม่อยากติดหนี้บ้านซึ่งเป็นหนี้ระยะยาว 30 ปี ในขณะที่ข้อมูลเรียลอินคัมคนกรุงเทพฯ รายได้แทบไม่ขึ้น หักเงินเฟ้อ หักโน่นนี่ ค่าก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้น ค่าไฟก็ไม่ถูกลง ลดทอนความสามารถเข้าถึงสินเชื่อบ้าน ลูกค้าเห็นรายได้ตัวเอง รายได้ไม่ขึ้น แต่รายจ่ายจำเป็นขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ทำให้คนอยากซื้อมีความกังวล ของเดิมรายจ่ายจำเป็นยังไม่พอจ่าย ต้องมาจ่ายหนี้ 30 ปีอีก เป็นความจริงในชีวิตประจำวัน”

ดังนั้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอสังหาฯ จึงเป็นผลกระทบทางอ้อมที่กำลังทวีผลกระทบมากขึ้นทุกวัน

จุดเน้นคือ เสนาฯเป็นบริษัทอสังหาฯ ที่เป็นผู้นำในเซ็กเมนต์คอนโดฯ 1-1.5 ล้านบาท แม้เป็นเซ็กเมนต์โดนปฏิเสธสินเชื่อมากที่สุด แต่ก็เป็นเซ็กเมนต์ที่มีความต้องการซื้อสูงสุดตลอดกาล

ดิสรัปต์ตัวเอง โลกไม่เกี่ยว

วกกลับเข้ามาตรวจสุขภาพธุรกิจของเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ วิธีคิดในยุคเศรษฐกิจผันผวนหนักอย่างนี้ เลือกที่จะมีมุมมองแบบให้กำลังใจตัวเอง มองให้เป็นบวก มีเรื่องที่ชื่นชอบในตัวเอง 3-4 อย่าง ดังนี้

1.เสนาฯมีการกระจายความเสี่ยงลงทุน ด้วยโมเดลให้น้ำหนักโครงการบ้านแนวราบ 40% คอนโดมิเนียม 60% และมีอินเวนทอรี่รอขายอยู่ใกล้ ๆ กัน กระจายเต็มกรุงเทพฯ โฟกัสกลุ่มลูกค้าเป้าหมายลูกค้าเรียลดีมานด์ ซื้อเพราะต้องการอยู่อาศัยจริง ๆ และซื้อเพราะอยากซื้อ สินค้าหลักราคา 1 ล้านบวกลบ

“คนกรุงเทพฯ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท สัดส่วน 50% ซื้อบ้านได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท เสนาฯก็ทำสินค้าขายราคาแถว ๆ นี้แหละ เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่เราชอบตัวเองคือเรากระจายความเสี่ยงลงทุน”

2.สินค้าของเสนาฯเป็นสินค้าจำเป็น สินค้าปัจจัยสี่ ลูกค้ายังไม่มี ทำยังไงให้เขาสามารถมีบ้านได้

3.สินค้าที่อยู่อาศัยแปลงจากโอนเป็นเช่าได้ง่ายมาก เพราะลูกค้าก็ยังเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์อยู่ดี กลุ่มคนที่ยังไม่มีบ้าน จึงเป็นที่มาของคอนโดฯ เสนาฯรื้อโมเดลแปลงสินทรัพย์เป็นรายได้ โดย 1 ห้องชุด ทำได้ 3 โมเดลคือ “ขายโอนกรรมสิทธิ์-เช่าออมบ้านผ่านโปรแกรม LivNex-ปล่อยเช่าผ่านโปรแกรม RentNex”

“เราชอบโฟกัสที่เราเป็นอยู่ ถ้าวันนี้ขายแต่บ้านหรู แล้วจะให้ใครเช่า นั่นคือเราชอบตัวเองใน (วิกฤต) รอบนี้ อาจเป็นเพราะยุ้ยขายของลักเซอรี่ไม่เก่ง เวลาเศรษฐกิจไม่ดี คนต้องเลือกสิ่งจำเป็น ซึ่งบ้านจำเป็นต่อชีวิต เซ็กเมนต์จำเป็นยังไงก็เช่าได้”

สูตรคิดคือ เสนาฯดิสรัปต์ตัวเอง เปลี่ยนคำพูดว่า นักพัฒนาอสังหาฯเพื่อขาย เป็นนักพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์คนทุกประเภท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผ่าทางรอดครึ่งปีหลังอสังหาฯ ได้โปรด ‘ลดดอกเบี้ย-ลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...