โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

อังกฤษลุยถอดรหัส “ใบชา 200 ปี” กุญแจลับสร้าง “ยอดชาทรหด” สู้ภัยโลกร้อน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 11.05 น.
ทีมวิจัยในอังกฤษเร่งมือศึกษาใบชาอายุกว่า 200 ปี เพื่อที่จะหาวิธีสร้างใบยาที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น หลังเริ่มกลายเป็นปัญหาของเกษตรกรใบชาทั่วโลก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) ในประเทศอังกฤษ กำลังย้อนเวลากลับไปศึกษาใบชาอายุกว่า 200 ปีที่เก็บรักษาไว้ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพื่อค้นหาวิธีปกป้อง ชา หนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของโลก ให้รอดพ้นจากวิกฤตโลกร้อน ที่กำลังคุกคามไร่ชาทั่วโลก

โครงการนี้ทำงานร่วมกับ ทามาลี คาริยาวาซัม (Thamali Kariyawasam) นักวิทยาศาสตร์ชาวศรีลังกา ผู้เข้าสำรวจตัวอย่างชาประวัติศาสตร์ ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวง เมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) เพื่อเปรียบเทียบกับชาสายพันธุ์ปัจจุบัน เป้าหมายคือการทำความเข้าใจว่าต้นชาสายพันธุ์ใดที่มีความทนทานและสามารถปรับตัวได้ดีที่สุดในสภาวะขาดแคลนน้ำ

เธออธิบายว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ คือการสร้างชุดข้อมูลเชิงเวลา (Time Series) โดยการวิเคราะห์ตัวอย่างจากหอพรรณไม้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 จนถึงปัจจุบัน เพื่อดูว่าโครงสร้างทางกายภาพ เคมี และพันธุกรรมของต้นชาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อติดตามการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม

ทั้งนี้หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของแบรนด์ อาเหม็ด ที (Ahmad Tea) ผู้สนับสนุนงานวิจัยนี้ ระบุว่าเกษตรกรกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาปริมาณฝนและอุณหภูมิได้เหมือนแต่ก่อน

รวมถึงต้นชา ยังเป็นพืชอายุยืนที่ต้องใช้เวลาดูแลในเรือนเพาะชำถึง 2 ปีก่อนลงหลุมปลูก และสามารถเก็บเกี่ยวได้นานหลายทศวรรษ หากเกิดภัยแล้งหรือความร้อนจัดจนต้นชาตาย เกษตรกรจะสูญเสียเงินลงทุนมหาศาลนอกจากนี้ ฝนที่ตกหนักผิดปกติ ยังชะล้างหน้าดินและเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีในใบชา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรสชาติและราคาในตลาดโลก

ทีมนักวิจัยจึงหวังว่าหากทีมวิจัย สามารถเชื่อมโยงพันธุกรรมของชาเข้ากับข้อมูลสภาพอากาศในอดีตได้ ก็จะทำให้พบกับยีนที่เกี่ยวข้องกับความทนทาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงพันธุ์ชาในอนาคต

โดยผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้ อาจจะถูกเปลี่ยนเป็นคู่มือปฏิบัติ สำหรับผู้ปลูกชา ที่ไม่ใช่แค่ในศรีลังกา แต่จะส่งต่อความรู้ไปยังผู้ผลิตรายใหญ่ในอินเดียและแอฟริกาตะวันออก เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ชาที่ใช้น้ำน้อยแต่ให้ผลผลิตสูง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมชาท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...