โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝุ่นพิษภาคเหนือ วิกฤตซ้ำซากที่ยังไร้ทางออก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะ สภาพอากาศที่นิ่งในช่วงปลายฤดูหนาวก่อนฤดูร้อน การเผาในพื้นที่เกษตรและไฟป่า รวมถึงฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน แม้ภาครัฐจะประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่การควบคุมการเผา การจัดการไฟป่า และการบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด ทำให้ปัญหายังคงเกิดขึ้นซ้ำทุกปี การแก้ไขจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่จริงจัง ความร่วมมือจากประชาชน และความจริงใจของภาครัฐในการจัดการกับต้นตอของปัญหาอย่างยั่งยืน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องฝุ่นควันภาคเหนือ ปัญหาซ้ำซากจากหลายปัจจัยที่แก้ยาก

ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำซากแทบทุกปี โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูร้อน หลายจังหวัดในภาคเหนือมักเผชิญกับค่าฝุ่นที่พุ่งสูงจนกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว แม้รัฐบาลจะประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติและมีมาตรการแก้ไขออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลายอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือมีความซับซ้อนจากหลายปัจจัย และการแก้ไขจำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการที่จริงจังและความจริงใจของผู้บริหารภาครัฐในการจัดการกับรากเหง้าของปัญหา

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือสภาพภูมิประเทศของภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง และน่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบที่มีภูเขาล้อมรอบ ทำให้มีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ เมื่อเกิดแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 บนพื้นที่ดอยหรือภูเขา ลมจะพัดฝุ่นลงสู่พื้นที่ราบด้านล่างและถูกกักขังไว้ในเมืองหรือหุบเขา นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน ยังเป็นช่วงที่สภาพอุตุนิยมวิทยาไม่เอื้ออำนวยต่อการกระจายตัวของมลพิษ โดยเฉพาะภาวะการผกผันของอุณหภูมิ (Temperature Inversion) ที่ทำให้อากาศชั้นล่างไม่สามารถลอยตัวขึ้นไปได้ ส่งผลให้ฝุ่นละอองสะสมอยู่ใกล้พื้นดิน ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ลมมรสุมกำลังเปลี่ยนทิศ ลมจากทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดขึ้นมาแต่ยังไม่มีกำลังแรงพอ ทำให้สภาพอากาศโดยรวมค่อนข้างนิ่ง การฟุ้งกระจายของฝุ่นทั้งในแนวดิ่งและแนวราบจึงเกิดขึ้นได้ยาก ส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 ถูกกักขังอยู่ในพื้นที่เมืองเป็นเวลานาน

อีกปัจจัยสำคัญคือสภาพอากาศที่แห้งแล้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย ขณะเดียวกันประชาชนในหลายพื้นที่ยังคงมีการเผาตอซังฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกสำหรับฤดูกาลใหม่ให้เสร็จก่อนฝนจะตกในช่วงเดือนพฤษภาคม การเผาในลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่พร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการจุดไฟเผาป่าเพื่อการล่าสัตว์หรือเพื่อหาเห็ดเผาะ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควันและฝุ่นจำนวนมากในบรรยากาศ

นอกจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศแล้ว ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือยังได้รับอิทธิพลจากฝุ่นควันข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจุดความร้อนจำนวนมากในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาและสปป.ลาว ซึ่งเกิดจากการเผาป่าและการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เมื่อกระแสลมพัดผ่านก็สามารถนำฝุ่นควันเหล่านี้เข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้สถานการณ์ฝุ่นเลวร้ายยิ่งขึ้น และยากต่อการควบคุมด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

แม้รัฐบาลไทยจะประกาศให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันเป็นวาระแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อจำกัดหลายประการ เช่น การควบคุมการเผาของประชาชนที่ยังทำได้ไม่ทั่วถึง เนื่องจากมาตรการจูงใจหรือการชดเชยให้เกษตรกรลดการเผายังมีไม่เพียงพอ งบประมาณที่ใช้ในการจัดการปัญหายังจำกัด ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลพื้นที่ ก็ยังไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งการหรือกำหนดบทลงโทษหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การป้องกันไฟป่าบนภูเขาหลายแห่งยังทำได้ยาก เนื่องจากพื้นที่เข้าถึงลำบาก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามามีบทบาทเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวังและช่วยดับไฟป่าตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขณะเดียวกันการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเผาในที่โล่งก็จำเป็นต้องทำอย่างเข้มงวดกับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

ในระดับภูมิภาค รัฐบาลไทยยังจำเป็นต้องผลักดันให้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนกลายเป็นวาระสำคัญของอาเซียน โดยอาจพัฒนาเป็นกฎบัตรหรือข้อตกลงร่วมกันที่กำหนดมาตรการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมของแต่ละประเทศ พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้านห่วงโซ่อุปทาน เช่น การไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการเผา ซึ่งจะช่วยลดแรงจูงใจในการใช้ไฟในการจัดการพื้นที่เกษตร

อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง และน่าน มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นทุกปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ไม่เอื้ออำนวย ปริมาณฝุ่นจะสูงมากหรือน้อยจึงขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่สามารถลดการเผาได้มากเพียงใด รวมทั้งขึ้นอยู่กับแนวทางการจัดการของภาครัฐและความจริงใจในการลงลึกแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ หากมาตรการต่าง ๆ ถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็อาจช่วยลดความรุนแรงของวิกฤตฝุ่นควันได้ แต่หากยังขาดความเด็ดขาดในการดำเนินการ ปัญหานี้ก็มีแนวโน้มจะกลับมาเกิดซ้ำในทุกฤดูกาลเช่นที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...