โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมอุทยานฯ แถลงข้อเท็จจริง ปมช้างป่า "สีดอหูพับ" ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย

PPTV HD 36

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 08.29 น.
กรมอุทยานฯ แถลงข้อเท็จจริง ปมช้างป่า

ที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กล่าวชี้แจงกรณีการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยระบุว่า ตามที่เกิดสถานการณ์ช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในอำเภอสีชมพู อำเภอเวียงเก่า และอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 นั้น

ช้างป่ากลุ่มดังกล่าวมีถิ่นอาศัยเดิมอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย โดยมีการติดตามและพบการกระจายตัวของช้างบางส่วน ออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์และก่อความเสียหายต่อชีวิตประชาชน และพืชผลทางการเกษตร

ปัจจุบันพบช้างป่า จำนวน 6 ตัว ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น แม้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการผลักดันให้กลับพื้นที่ป่าหลายครั้ง แต่ยังพบว่าช้างบางตัวย้อนกลับเข้ามาในพื้นที่ชุมชนอีก และต่อเนื่องเรื่อยมาตลอดช่วงปี 2567–2568 ได้เกิดเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายประชาชนเสียชีวิตหลายครั้ง

โดยเฉพาะช้างป่า “สีดอหูพับ” ทำร้ายประชาชนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ และฝ่ายปกครองมีหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอนแก่น เพื่อให้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุมกำกับ ดูแล มิให้ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ และก่ออันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าที่มีปัญหา จำนวน 4 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว คุถัง หูพับ และสีดอน้อย ไปไว้ในพื้นที่อื่นที่เหมาะสม และให้รายงานผลต่อศาลตามระยะเวลาที่กำหนด และมีหนังสือทวงถามความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่อยมา

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ขอขยายระยะเวลาการยื่นคำให้การ และขอสนันสนุนอัยการแก้ต่างในคดีเพื่อดำเนินการอุทธรณ์ต่อศาล แต่เนื่องจากศาลได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวแล้ว การยื่นอุทธรณ์คำสั่งหรืออุทธรณ์วิธีการคุ้มครองเพื่อบบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาล จึงไม่ถือเป็นเหตุให้ต้องระงับหรือชะลอการดำเนินการตามคำสั่งของศาล

ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการเตรียมการอย่างรอบคอบภายใต้หลักวิชาการและความปลอดภัยสูงสุด ทั้งด้านการสำรวจพื้นที่ การประเมินพฤติกรรมและสภาพร่างกายของช้าง การกำหนดจุดปฏิบัติการที่ปลอดภัย การซักซ้อมขั้นตอน การเตรียมอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ รวมถึงการกำหนดเส้นทาง และจุดพักรถเพื่อให้สัตวแพทย์ตรวจติดตามอาการระหว่างการเคลื่อนย้าย โดยช้างป่า “หูพับ” ได้กำหนดแนวทางนำไปปรับพฤติกรรมในพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเลย ในการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันดำเนินการภายใต้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์

มีการประชุมชี้แจงขั้นตอนและแบ่งหน้าที่ชัดเจน ก่อนเริ่มปฏิบัติการวางยาซึมในช่วงค่ำ เมื่อช้างอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นจึงเข้าควบคุมการเคลื่อนที่และดำเนินการผูกขา ตรวจสุขภาพเบื้องต้น และนำช้างขึ้นรถขนย้ายได้สำเร็จ ต่อมาเมื่อเริ่มออกเดินทาง ช้างมีอาการตื่นตัวและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทีมสัตวแพทย์ได้ดำเนินการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม และช่วยชีวิตฉุกเฉินอย่างเต็มกำลัง รวมถึงการจัดการสิ่งอุดตันในช่องปาก และการกระตุ้นการหายใจและหัวใจ อย่างไรก็ตาม เวลา 23.36 น. ของวันดังกล่าว ช้างป่า “หูพับ” ไม่มีสัญญาณชีพ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สัตวแพทย์ได้ดำเนินการชันสูตรซาก โดยไม่พบบาดแผลภายนอก พบหลักฐานสอดคล้องกับภาวะสำลักอาหาร และความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจและหัวใจ วินิจฉัยเบื้องต้นว่าเกิดจากทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหารอุดตันที่หลอดลม ร่วมกับภาวะช็อก และภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เลือด และซีรั่ม ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันสาเหตุการตาย และตรวจโรคที่เกี่ยวข้อง โดยบางรายการอยู่ระหว่างรอผล

ทั้งนี้ได้พิจารณาการทำลายซากด้วยวิธีฝังกลบ และโรยปูนขาวตามหลักวิชาการ และได้เก็บรักษางาไว้ตามระเบียบต่อไป กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันว่าการดำเนินงานจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ”ตามคำสั่งศาล เป็นไปตามหลักวิชาการ และไม่ได้ใช้ปริมาณยาสูงเกินมาตรฐาน แม้การดำเนินการใดๆ แก่สัตว์ป่าจะมีความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ในหลากหลายเหตุการณ์ แต่มีการเตรียมการเพื่อลดความเสี่ยง ที่อาจเกิดต่อชีวิตช้างป่าอย่างเต็มความสามารถโดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำข้อเท็จจริง เพื่อรายงานต่อศาลปกครองตามกระบวนการ รวมถึงดำเนินการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยยืนยันว่าหน่วยงานให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชน การคุ้มครองสัตว์ป่า และการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด

โดย อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์ แสดงความเสียใจและน้อมรับผิด ในกรณีการตายของสีดอหูพับ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจกับทีมงานผู้ปฏิบัติงานเช่นเดียวกันกับความเสียใจของประชาชนที่มีต่อช้าง หลังจากนี้จะต้องทบทวนมาตรการและถอดบทเรียน จากผลสรุปของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา เพื่อตรวจสอบการตายของสีดอหูพับ ก่อนจะนำมาปรับปรุงการทำงานด้านการเคลื่อนย้ายช้างต่อไปในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องของช้างป่า และประชาชนที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน และการทำงานก็มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือช้าง และคนไปพร้อมๆ กัน โดยใน 3 ปีที่ผ่านมา ที่กรมอุทยานฯ ได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเข้มเข้น สามารถช่วยลดการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนได้มากถึงร้อยละ 70 หรือ จากที่เสียชีวิตประมาณปีละ 40 เหลือไม่เกิน 10 คน

ขณะเดียวกันก็สามารถลดปริมาณการตายของช้างป่าจาก 10 กว่าตัว เหลือไม่ถึง 5 ตัว ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคตด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าภาคตะวันออก ที่มีปริมาณช้างป่าอยู่มาก พร้อมทั้งต้องดำเนินการคุมกำเนิดเพื่อลดอัตราการเพิ่มของช้างให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีปริมาณช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่เขตป่าไปสร้างความเสียหายต่อประชาชนมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณช้างป่าทั้งหมดในผืนป่าของประเทศไทย ประมาณ 4,200-4,400 ตัว ส่วนการดำเนินการตรวจสอบสาเหตุการตายที่แน่ชัดของ สีดอหูพับ ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบข้อผิดพลาดกับเจ้าหน้าที่จริง ก็ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

อีกทั้ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีบุคลากรที่เป็นสัตวแพทย์ เดิมมีจำนวน 10 คน ปัจจุบันได้มีการปรับตำแหน่งเพื่อเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์เป็น 40 คน และควาญช้าง 4 ควาญ เพื่อเข้ามาดูแลช้างป่าในประเทศไทย ที่มีปริมาณมากกว่าหลายเท่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็ส่งผลให้สัตวแพทย์หลายคนมีความรู้สึกท้อถอย จึงอยากให้ประชาชนให้กำลังใจกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย ส่วนประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็พร้อมจะเดินหน้าชี้แจงในทุกกรณี เพื่อยืนยันว่า กรมอุทยานฯ มีภารกิจหลักในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าทุกตัว และการตายของสีดอหูพับ ทีมปฏิบัติงานไม่ได้มีเจตนาทำร้ายช้างและดำเนินไปตามขั้นตอนที่ได้ประชุมวางแผนและซักซ้อมไว้แล้วล่วงหน้า ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ เคยดำเนินการย้ายช้างไปแล้ว 32 ครั้ง

ขณะที่ทีมสัตวแพทย์ กรมอุทยานฯ ที่เป็นทีมปฏิบัติหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายสีดอหูพับ อธิบายว่า ในการปฏิบัติงานเคลื่อนย้ายช้าง มีการวางแผนรายละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งปริมาณยาซึมที่ใช้ให้เหมาะสมกับน้ำหนักช้าง และสถานที่ในการเคลื่อนย้ายช้าง พร้อมยืนยันว่า การใช้ยาซึมในการเคลื่อนย้ายสีดอหูพับ ใช้ทั้งหมด 4 ครั้ง และยาแก้ฤทธิ์ยาซึม 1 ครั้ง ตั้งแต่การยิงยาซึมครั้งแรก ซึ่งขณะนั้นสีดอหูพับไม่ได้อยู่ระหว่างกินอาหาร แต่ได้วิ่งเข้าไปในป่าอ้อย จากนั้นก็จะใช้ยาซึมยิงเข้าไปเพื่อทำให้ช้างมีอาการสงบลง และการใช้ยาซึมแต่ละครั้งจะทิ้งระยะเวลายาวนานประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน สีดอหูพับ อยู่อาการตื่นตัว การใช้ยาซึมเพื่อต้องการให้เกิดความปลอดภัยต่อช้างและทีมสัตวแพทย์ที่เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งช่วงที่ช้างเกิดภาวะทรุดลงจนกระทั่งล้ม ทีมสัตวแพทย์ได้เร่งให้การช่วยเหลือเพื่อช่วยชีวิตอย่างเต็มกำลัง และช่วยจัดการสิ่งที่อุดตันในช่องปากช้างเพื่อกระตุ้นการหายใจ จนกระทั่งไม่พบสัญญาณชีพ ผลชันสูตรเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหารอุดตันที่หลอดลม ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากความเครียดสะสม

ทีมสัตวแพทย์ ย้ำอีกว่า การควบคุมการกินอาหารสัตว์ป่า ก่อนใช้ยาซึมเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก เบื้องต้นอยู่ระหว่างการพูดคุยเพื่อปรับช่วงเวลาการใช้ยาซึม ต้องศึกษาพฤติกรรมการกินของช้างใหม่ และใช้การทำงานช่วงที่ช้างกำลังพักผ่อนและอาหารกำลังย่อยแทนเพื่อลดความเสี่ยง

ด้าน นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ย้ำด้วยว่า ช้างป่ากลุ่มนี้สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มาตั้งแต่ปี 2566 โดยทำร้ายราษฎรจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย จนนำไปสู่คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างดุร้ายทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน ซึ่งศาลมองว่ามาตรการบรรเทาทุกข์ราษฎรไม่สามารถรอได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งปฏิบัติการกับสีดอหูพับเป็นรายแรก และยืนยันว่า สีดอหูพับ เป็นช้างที่มีอายุ 15-20 ปี เพราะเคยมีประวัติตกมัน ซึ่งภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นกับช้างที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป สอดคล้องกับการวัดขนาดเส้นรอบวงรอยเท้า น้ำหนัก และส่วนสูงด้วย

ท้ายที่สุด อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยืนยันว่า เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด ได้ประสานพนักงานสอบสวนเข้าร่วมตรวจสอบร่าง และบันทึกภาพหลักฐานทุกขั้นตอนก่อนการชันสูตรและฝังกลบ สำหรับช้างที่เหลืออีก 3 ตัว คือ พลายงาจิ๋ว พลายคุถัง และสีดอน้อย ได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายไว้ชั่วคราว เพื่อรายงานอุปสรรคหน้างานให้อัยการทราบ และนำเสนอต่อศาลปกครองถึงข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงปัญหาการยอมรับของคนในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งจะรอจนกว่าการประเมินจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ จึงจะพิจารณาก้าวต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้ จะมีความปลอดภัยสูงสุดต่อทั้งเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดผลชันสูตร ช้างป่า “สีดอหูพับ” ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย

กรมอุทยานฯ แจงเหตุ "สีดอหูพับ" ล้ม ยันทำตามคำสั่งศาล พร้อมเดินหน้าหาสาเหตุ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรมอุทยานฯ แถลงข้อเท็จจริง ปมช้างป่า "สีดอหูพับ" ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...