ธนาคารโลก หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.6% จี้ปฏิรูป 3 ด้านก่อนหลุดขบวนเพื่อนบ้าน
ธนาคารโลก หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.6% ชี้ปัญหาโครงสร้างกดดัน หนี้ครัวเรือนพุ่ง-การลงทุนไร้ประสิทธิภาพ พร้อมแนะทางรอด 3 ด้าน
11 ก.พ. 2569 ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยปี 2569 คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP ไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% และใน ปี 2570 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.2%
“แม้ไทยจะเคยประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-Middle Income) แต่ปัจจุบันวิถีการเติบโต (Trajectory) ของไทยช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อย่างเห็นได้ชัด”
ทั้งนี้สาเหตุมาจากการลงทุนของไทยที่ไม่สร้างประสิทธิภาพ ปริมาณทุน (Capital Stock) ของไทยอยู่ในระดับสูงเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการ ลงทุนเพื่อบำรุงรักษามากกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในภาคการผลิตเกือบจะเป็น 0%
“นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 87.8% ของ GDP ทำให้ครัวเรือนมีภาระต้องจ่ายหนี้จนเกือบไม่เหลือเงินไว้ใช้จ่ายหรือออม ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอลง”
ขณะเดียวกันไทยมีปัญหาแรงงานกึ่งว่างงานในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ย้ายกลับจากเมืองเนื่องจากค่าครองชีพสูง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น บริการดิจิทัล กลับขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก
“รายได้จากการท่องเที่ยวต่อหัวลดลงและไม่กลับไปจุดเดิม แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความปลอดภัย กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ”
ขณะที่นโยบายการเงินยังคงอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย (Accommodative) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.25% ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อประคองการบริโภคที่เปราะบาง แต่ประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินลดลงเนื่องจากภาคครัวเรือนอยู่ในภาวะเร่งชำระหนี้ (Deleveraging) และสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
“นโยบายการคลังถูกมองว่าเป็นพระเอกหรือกลไกหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในสภาวะปัจจุบัน และคาดว่าการขาดดุลการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 2.7% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 เนื่องจากรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุดหนุนพลังงาน”
โดยไทยมีแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF 2569-2573) ที่มุ่งขยายฐานภาษีและปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับสู่ระดับ 10% ภายในปี 2573 ที่สร้างความยั่งยืนทางการคลัง
ด้านสถานะหนี้สาธารณะของไทยยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่มีความตึงตัวมากขึ้น คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 67.6% ในปี 2569 และอาจแตะ 68.7% ในปี 2570 แม้จะขยับเข้าใกล้เพดานที่ 70% ของ GDP แต่ยังถือว่ามีความยั่งยืนเนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศและมีระยะเวลาชำระคืนยาว
“แนวโน้มในอนาคต หากไทยสามารถปฏิรูปการคลังและผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตได้ใกล้เคียง 3% ระดับหนี้สาธารณะจะค่อย ๆ ลดลงเองในระยะยาว”
ดร.เกียรติพงศ์ กล่าวอีกว่า ในรายงานของธนาคารโลกเสนอให้ไทยเปลี่ยนจากการกระตุ้นการบริโภคแบบทั่วไป (Broad stimulus) มาเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) และเน้นการลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจสูง
อย่างไรก็ดีธนาคารโลกมองว่าไทยยังมีโอกาสใน 3 เรื่อง เพื่อคว้าโอกาสจากกระแสโลกและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ไทยควรเน้น 3 ด้านหลัก คือ
- การแข่งขัน (Competition) ส่งเสริมการแข่งขันและลดอุปสรรคทางกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด
- ทักษะ (Skills) ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และนวัตกรรมสีเขียว เพื่อลดปัญหาความไม่สมดุลของทักษะ (Skills Mismatch)
- การปรับสมดุลการคลัง (Fiscal Rebalancing) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ขยายฐานรายได้ภาษี และเปลี่ยนงบประมาณจากการอุดหนุนมาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
รายงานฉบับเต็ม : documents1.worldbank.org