โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารโลก หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.6% จี้ปฏิรูป 3 ด้านก่อนหลุดขบวนเพื่อนบ้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 17.25 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 10.25 น.

ธนาคารโลก หั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.6% ชี้ปัญหาโครงสร้างกดดัน หนี้ครัวเรือนพุ่ง-การลงทุนไร้ประสิทธิภาพ พร้อมแนะทางรอด 3 ด้าน

11 ก.พ. 2569 ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยปี 2569 คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP ไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% และใน ปี 2570 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.2%

“แม้ไทยจะเคยประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-Middle Income) แต่ปัจจุบันวิถีการเติบโต (Trajectory) ของไทยช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อย่างเห็นได้ชัด”

ทั้งนี้สาเหตุมาจากการลงทุนของไทยที่ไม่สร้างประสิทธิภาพ ปริมาณทุน (Capital Stock) ของไทยอยู่ในระดับสูงเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการ ลงทุนเพื่อบำรุงรักษามากกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในภาคการผลิตเกือบจะเป็น 0%

“นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 87.8% ของ GDP ทำให้ครัวเรือนมีภาระต้องจ่ายหนี้จนเกือบไม่เหลือเงินไว้ใช้จ่ายหรือออม ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอลง”

ขณะเดียวกันไทยมีปัญหาแรงงานกึ่งว่างงานในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ย้ายกลับจากเมืองเนื่องจากค่าครองชีพสูง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น บริการดิจิทัล กลับขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก

“รายได้จากการท่องเที่ยวต่อหัวลดลงและไม่กลับไปจุดเดิม แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความปลอดภัย กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ”

ขณะที่นโยบายการเงินยังคงอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย (Accommodative) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.25% ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อประคองการบริโภคที่เปราะบาง แต่ประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินลดลงเนื่องจากภาคครัวเรือนอยู่ในภาวะเร่งชำระหนี้ (Deleveraging) และสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

“นโยบายการคลังถูกมองว่าเป็นพระเอกหรือกลไกหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในสภาวะปัจจุบัน และคาดว่าการขาดดุลการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 2.7% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 เนื่องจากรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุดหนุนพลังงาน”

โดยไทยมีแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF 2569-2573) ที่มุ่งขยายฐานภาษีและปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับสู่ระดับ 10% ภายในปี 2573 ที่สร้างความยั่งยืนทางการคลัง

ด้านสถานะหนี้สาธารณะของไทยยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่มีความตึงตัวมากขึ้น คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 67.6% ในปี 2569 และอาจแตะ 68.7% ในปี 2570 แม้จะขยับเข้าใกล้เพดานที่ 70% ของ GDP แต่ยังถือว่ามีความยั่งยืนเนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศและมีระยะเวลาชำระคืนยาว

“แนวโน้มในอนาคต หากไทยสามารถปฏิรูปการคลังและผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตได้ใกล้เคียง 3% ระดับหนี้สาธารณะจะค่อย ๆ ลดลงเองในระยะยาว”

ดร.เกียรติพงศ์ กล่าวอีกว่า ในรายงานของธนาคารโลกเสนอให้ไทยเปลี่ยนจากการกระตุ้นการบริโภคแบบทั่วไป (Broad stimulus) มาเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) และเน้นการลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจสูง

อย่างไรก็ดีธนาคารโลกมองว่าไทยยังมีโอกาสใน 3 เรื่อง เพื่อคว้าโอกาสจากกระแสโลกและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ไทยควรเน้น 3 ด้านหลัก คือ

  • การแข่งขัน (Competition) ส่งเสริมการแข่งขันและลดอุปสรรคทางกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด
  • ทักษะ (Skills) ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และนวัตกรรมสีเขียว เพื่อลดปัญหาความไม่สมดุลของทักษะ (Skills Mismatch)
  • การปรับสมดุลการคลัง (Fiscal Rebalancing) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ขยายฐานรายได้ภาษี และเปลี่ยนงบประมาณจากการอุดหนุนมาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

รายงานฉบับเต็ม : documents1.worldbank.org

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...