โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุชาติ ชมกลิ่น มีเรื่องอะไรที่ต้องเคลียร์ ก่อนจะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่

The Momentum

อัพเดต 03 มี.ค. เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 11.43 น. • THE MOMENTUM

จากข้อสังเกตความผิดปกติในการนับคะแนนการเลือกตั้ง 2569 ที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 ลุกลามไปถึง สุชาติ ชมกลิ่น รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ผู้ยิ่งใหญ่ในพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณี ‘คะแนนเขย่ง’ กรณีปรากฏใบนับคะแนนเลือกตั้งของเขตดังกล่าวที่พบอยู่ในถังขยะ หรือการปิดหีบลงคะแนนที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของ กกต.หรือไม่

แต่แท้จริงแล้วสุชาติไม่ใช่คนหน้าใหม่ ตัวเขายังถูกพูดถึงในประเด็นอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะต้อง ‘เคลียร์’ แต่ละประเด็นให้สิ้น เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากข้อครหา เพื่อแต่งตัวรอรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกรดเอในรัฐบาลชุดใหม่อย่างสง่างาม และไม่ต้องมีชนักติดหลัง

ท่ามกลางการพูดถึงสุชาติในกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในจังหวัดชลบุรี The Momentum จะขอพูดถึงประเด็นปัญหาที่เป็นสิ่งที่ยังคงค้างคา ทั้งคดีที่ถูกกล่าวหา ข้อสงสัยจากประชาชนและนักการเมืองด้วยกัน ที่หากเขาจัดการด้วยดีประชาชนก็จะไร้คำถาม แต่หากเขาไม่จัดการกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาต่อไป

1. ซื้อตึก SKYY9 Centre 3,000 กว่าล้าน ในราคา 7,000 ล้านบาท

ในปี 2565 สำนักงานประกันสังคมนำเงินจากกองทุนออกมาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดตั้ง ‘กองทรัสต์’ สำหรับการลงทุน และนำเงินจากกองนี้ไปซื้อหุ้นในบริษัท ไพรม์ เซเว่น จำกัด ซึ่งมีบริษัทลูกที่เป็นเจ้าของตึก CAS Centre ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น SKYY9 Centre ในเวลาต่อมา

นอกจากทำเลมีปัญหาฮวงจุ้ยไม่ดีและไม่น่าสนใจ เพราะอดีตเคยเป็นตึกร้างมาก่อน ยังมีข้อสังเกตคือ ราคาซื้อขาย ประกันสังคมซื้อ SKYY9 Centre ในราคา 6,995 ล้านบาท แต่ข้อมูลในตลาดระบุว่า ราคาจริงอยู่ที่ประมาณ 3,000-3,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่ารีโนเวตและค่าที่ดินแล้ว นอกจากนี้การเข้าซื้อหุ้นไม่ได้มีเพียงตึก SKYY9 Centre ที่สำนักงานประกันสังคมได้มา แต่ยังมี ‘หนี้สิน’ ของบริษัทเจ้าของตึกที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ติดมาเป็นภาระของกองทุนประกันสังคมด้วย

ในปีที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไพรม์ เซเว่น จำกัด สุชาติดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งถือเป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคม จึงถูกตั้งคำถามว่า ทำไมกองทุนประกันสังคมซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงอนุมัติซื้อตึกในราคาเกือบ 7,000 ล้านบาท ทั้งที่ในตลาดประเมินราคาราว 3,000 ล้านบาท ส่วนต่าง 3,000-4,000 ล้านบาท หายไปไหน ทำไมจึงต้องนำเงินผู้ประกันตนไปซื้อตึกร้างที่ทำเลไม่ดี และต้องใช้เวลาคืนทุนนานถึง 30 ปี ซึ่งอาจเสี่ยงต่อสถานะของกองทุนฯ

ในทางการเมือง ดีลการซื้อตึก SKYY9 Centre ยังถูกโยงว่าเกี่ยวข้องกับลูกชายนักการเมืองใหญ่ที่ต้องการหาเงินทุนไปใช้ในการเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็น ‘เงินทอน’ จากการซื้อตึก SKYY9 Centre

สุชาติโต้แย้งข้อกล่าวหาว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวกับการลงทุนในตึก SKYY9 Centre ในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ระบุว่า การลงทุนเป็นอำนาจของบอร์ดประกันสังคม และบอร์ดลงทุนประกันสังคมที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และอัยการสูงสุด ส่วนตนเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก่อนหน้านี้ ไม่มีอำนาจล้วงลูกหรือสั่งการเรื่องการลงทุน ทำได้เพียงกำหนดกรอบกว้างๆ เช่น สัดส่วนของความเสี่ยงในการลงทุนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ได้ลงนามตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการซื้อตึก SKYY9 Centre ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ เวลานั้น ได้สั่งตั้งกรรมการสอบเช่นกัน โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ผลสอบปรากฏว่า ราคาที่ซื้อสูงเกินจริง

จากนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติในเดือนสิงหาคม 2568 ให้ย้าย บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกฯ โดยไม่มีการระบุในคำสั่งอย่างเป็นทางการว่า เป็นเพราะปมตึก SKYY9 Centre หรือไม่

2. ข้อกล่าวหาเรื่องรับสินบนจากบริษัทที่ค้ามนุษย์แรงงานไทยในฟินแลนด์

ในช่วงเดือนมกราคม 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงข่าวว่า มีมติกล่าวหาอดีตรัฐมนตรี 2 คน และข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงานว่า มีความผิดฐานหักหัวคิวแรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รีป่าที่ประเทศฟินแลนด์ ระหว่างปี 2563-2566 รวมความเสียหายกว่า 36 ล้านบาท

ช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสมัยที่สุชาติดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพอดี จึงมีการตอบโต้และฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ DSI ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพราะมองว่าตนถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคม 2568 ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล สหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน นำหลักฐานจากสำนวนสอบสวนของตำรวจฟินแลนด์และ DSI มาเปิดเผยต่อสภาฯ ซึ่งมีการระบุถึง ‘กล่องผลไม้ Biokia’ ที่บรรจุเงินสด 3 ล้านบาท อ้างว่าเป็นสินบนที่นายหน้านำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง ก่อนจะส่งต่อให้คนใกล้ชิดนำไปให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า มีการเรียกรับเงินค่าดำเนินการ หรือที่เรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า ค่าหัวคิวจากแรงงานประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อคน แลกกับเอกสารอนุญาตเดินทางไปทำงานต่างประเทศ รวมมูลค่าความเสียหายของขบวนการนี้กว่า 36 ล้านบาท

สุชาติปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันว่า ประเด็นรับเงินใส่กล่องผลไม้ไม่เป็นความจริง และท้าให้นำหลักฐานมาแสดง ทั้งยังชี้ว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้วางมาตรฐานคุ้มครองแรงงานไว้แล้ว เช่น การการันตีรายได้ของแรงงานว่าจะเหลือกลับบ้าน 3 หมื่นบาท ทั้งนี้เขามองว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นกับแรงงานส่วนน้อยเท่านั้น

สำหรับประเด็นแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รีป่าที่ฟินแลนด์ รวมทั้งในสวีเดน ถูกตีความว่าเป็นการค้ามนุษย์ทั้งจากฟินแลนด์และ DSI ของไทย เนื่องจากองค์ประกอบทางกฎหมายและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงาน และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอย่างชัดเจน

นอกจากสภาพภูมิอากาศในประเทศฟินแลนด์และสวีเดนจะทำให้ปริมาณผลผลิตผันผวนแล้ว แรงงานส่วนใหญ่ยังต้องกู้ยืมเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าหัวคิว ค่าเดินทาง และค่าดำเนินการให้นายหน้าก่อนเดินทาง และเมื่อเดินทางถึงยังประเทศปลายทางแล้วยังต้องตกอยู่ในสถานะจำยอมทำงานเพื่อหาเงินมาใช้หนี้สิน บางส่วนต้องทำงานหนักวันละ 12-15 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เพื่อแข่งกับเวลาและปริมาณผลผลิต

ขณะเดียวกันแรงงานยังต้องพักอาศัยในแคมป์ที่แออัด ภายในตู้คอนเทนเนอร์หรือนอนในรถ กับค่าใช้จ่ายที่บริษัทนายจ้างฟินแลนด์หักทั้งค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ทำให้แรงงานแทบไม่มีรายได้หรือรายได้ติดลบ โดยไม่ได้รับความคุ้มครองเนื่องจากเข้าไปเป็นแรงงานด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ไม่ใช่ลูกจ้างตามกฎหมาย

3. ให้สำนักงานประกันสังคมซื้อที่ดินชลบุรี 84.5 ล้านบาท ใกล้ที่ทำงานตนเอง

เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 หลังจากที่สหัสวัต คุ้มคง และรักชนก ศรีนอก เปิดเผยข้อพิรุธของสำนักงานประกันสังคมที่ใช้เงินของผู้ประกันตนซื้อที่ดินขนาด 5 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ภายในซอยหนึ่งของตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ด้วยราคา 84.5 ล้านบาท ด้วยวิธี ‘เฉพาะเจาะจง’

กรมธนารักษ์ประเมินราคาที่ดินแปลงนี้อยู่ที่ประมาณ 23.4-24 ล้านบาท ดังนั้นแปลว่าส่วนต่างของราคาที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายไปสูงกว่าราคาประเมิน 3-4 เท่า จึงมีการตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล รวมถึงเหตุผลของการตั้งอยู่ในซอย เนื่องจากประกันสังคมตั้งใจให้ที่ดินแปลงนี้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานประกันสังคมแห่งใหม่ แต่สถานที่กลับตั้งอยู่ในซอยแคบรถสวนกันลำบาก และอยู่ห่างจากถนนใหญ่ จึงถูกมองว่าไม่สะดวกต่อผู้ประกันตนที่มาติดต่อ และอาจผิดกับข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุว่า ที่ดินควรอยู่ติดกับถนนสายหลัก

มีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักและบ้านเกิดของสุชาติ ประกอบกับการที่สำนักงานประกันสังคม ซึ่งสุชาติเคยกำกับดูแลเจาะจงซื้อที่ดินในจังหวัดฐานเสียงของเขาด้วยราคาสูงและใช้วิธีพิเศษ จึงถูกฝ่ายค้านจับตามองว่า เป็นเรื่องผิดปกติหรือเป็นการเอื้อประโยชน์ในพื้นที่หรือไม่

ฝ่ายค้านยังตั้งข้อสงสัยว่า ดีลซื้อที่ดินแปลงนี้อาจถูกชงหรือเคาะมาตั้งแต่สมัยที่สุชาติมีอำนาจอยู่ในกระทรวงแรงงานหรือไม่ แม้การจ่ายเงินจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาพ้นตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

สำหรับคำชี้แจงของสำนักงานประกันสังคมระบุว่า ราคาที่สูงถึง 84.5 ล้านบาท เป็นราคาตลาดในย่านนี้ ซึ่งปกติจะสูงกว่าราคาประเมินราชการอยู่แล้ว ในเรื่องทำเลระบุว่า เข้าซอยเพียง 200 เมตร จากถนนใหญ่ไม่ถือว่าลึกมาก และที่ดินเดิมของสำนักงานประกันสังคมแคบเกินไปจำเป็นต้องหาที่ใหม่ ส่วนสาเหตุที่ปล่อยทิ้งร้างเพราะอยู่ระหว่างรอแบบก่อสร้างจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ยันว่าไม่ได้ทิ้งงาน

4. เชื่อมโยงกับขบวนการลักลอบนำเข้าและทิ้งขยะผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 กฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน อภิปรายการนำเข้าและทิ้งขยะผิดกฎหมาย โดยระบุว่า มีการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะอุตสาหกรรมอันตรายจากต่างประเทศเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยพบว่า มีการแจ้งรายการสินค้านำเข้าเป็นพลาสติกหรือวัสดุรีไซเคิลทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งยังมีการนำไปฝังกลบในบ่อดินหรือพื้นที่รกร้างในเขตจังหวัดชลบุรีแทนการนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อดินและน้ำ

สส.ระยอง พรรคประชาชน ยังชี้ว่า ขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ ‘มังกรน้ำเค็ม’ ซึ่งเป็นสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนรถบรรทุกที่ขนขยะพิษ มองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในจังหวัดชลบุรี ที่เป็นใบเบิกทางให้รถบรรทุกวิ่งผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ได้โดยไม่ถูกจับกุม

ขณะเดียวกันมีการกล่าวหาว่า เจ้าของสัญลักษณ์นี้คือคนใกล้ชิดหรือเครือข่ายของสุชาติ

ด้านสุชาติที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงว่า ตนไม่มีรถบรรทุกสักคัน และใครก็ทำสติกเกอร์ได้ สำหรับบ่อขยะขอสาบานว่าไม่ใช่ของตน ทั้งยังชี้ว่า ปัญหาขยะสะสมมีมานานแล้ว และพร้อมสั่งการให้ดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิด

5. ปัญหาการเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรี

เป็นเรื่องล่าสุดที่เกิดขึ้น ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ผ่านพ้นไป เมื่อประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งชลบุรี เขต 1 สังเกตเห็นความผิดปกติในการจัดการเลือกตั้ง

โดยในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนพบว่า หีบเก็บบัตรลงคะแนนเสียงไม่ได้ถูกนำไปเก็บไว้ยังสถานที่ที่เหมาะสม มีการปิดหีบโดยใช้เทปกาว ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องใช้สายรัดลงลายมือชื่อ ทั้งยังพบใบนับคะแนนซึ่งแสดงจำนวนคะแนนและมีการลงลายมือชื่อไว้แล้วถูกทิ้งไว้ในถังขยะ

ทั้งนี้ชลบุรี เขต 1 เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันในการเลือกตั้ง 2569 อย่างดุเดือด ระหว่างกลุ่มสุชาติ ในฐานะผู้สมัคร สส.เขต 1 จากพรรคภูมิใจไทย กับ วรท ศิริรักษ์ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ที่เป็นหน้าใหม่ทางการเมือง

ก่อนการเลือกตั้ง สุชาติประกาศว่า พรรคประชาชนจะไม่ได้ สส.จากพื้นที่นี้ จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเกี่ยวโยงกับประเด็นการเลือกตั้งที่มีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันประชาชนยังคงเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตที่ 1 จังหวัดชลบุรี เข้าสู่วันที่ 3 แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจาก กกต.แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569) สุชาติแถลงการณ์ระบุว่า จากกรณีที่มีหลายฝ่ายมีข้อสงสัยในการนับคะแนนเลือกตั้งเขตที่ 1 จังหวัดชลบุรี เพื่อความโปร่งใสจึงยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่และเต็มใจในทุกขั้นตอนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส

“กระผมมีความยินดีและเต็มใจให้มีการนับคะแนนใหม่ ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการเลือกตั้ง กระผมเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมที่จะให้ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย และที่สำคัญที่สุดคือ พี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 ทั้ง 8 ตำบลในอำเภอเมืองชลบุรี ในการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรเพื่อรับใช้ประชาชน” สุชาติกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...