โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ลุ้นแรงส่งเศรษฐกิจปี’69 จี้รัฐบาลแก้โจทย์ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 00.45 น.
ดนุชา พิชยนันท์-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-ดร.อมรเทพ จาวะลา

ประเทศไทยถูกมองเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) จากสื่อนอกที่ตีข่าวนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ จะขยายตัวต่ำแค่ 1.6% ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพเศรษฐกิจแดนสยามที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเพื่อนบ้านต่างเติบโตกันได้ดีกว่านี้

สภาพัฒน์ปรับ GDP โตดีกว่าเดิม

ล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% ต่อปี (ค่ากลาง 2%) ดีกว่าเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 1.2-2.2% ต่อปี (ค่ากลาง 1.7%)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยขยายตัวได้ถึง 2.5% สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อปรับผลฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัว 1.9% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) หลังไตรมาส 3 หดตัว -0.3% สะท้อนการฟื้นตัวชัดเจนจากแรงหนุนการลงทุน การส่งออก และการก่อสร้าง และเมื่อมองภาพรวมทั้งปีเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% ชะลอลงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567

“ในไตรมาส 4 ปี 2568 มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมที่เร่งตัวขึ้นชัดเจน ซึ่งขยายตัว 8.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.5% และการลงทุนภาครัฐเร่งตัวแรงถึง 13.3% ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการรวมขยายตัว 5.6% โดยการส่งออกสินค้าโต 8.7% แต่ภาคบริการหดตัว -6.9% ตามการชะลอตัวของภาคท่องเที่ยว ส่วนสาขาก่อสร้างขยายตัวโดดเด่น 11.2% ฟื้นจากไตรมาสก่อนที่หดตัวแรง”

นอกจากนี้ เศรษฐกิจปี 2568 ที่ขยายตัวได้ดีกว่าคาด มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง “คนละครึ่ง พสัส” ซึ่งช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชนบางส่วน

อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะจากนโยบาย Thailand Fast Pass ที่อำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนขยายตัวชัดเจนและเป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจ

“การส่งออกไทยไปสหรัฐยังขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร สอดคล้องกับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยสินค้าส่งออกกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นภาษี (Exemption) มีสัดส่วน 46.7% ขณะที่สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบโต้มีสัดส่วน 47.7% แต่ยังสามารถส่งออกได้ต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างภาษีของประเทศในภูมิภาคไม่ได้แตกต่างกันมาก”

คาดปี’69 โต 2%

ส่วนแนวโน้มปี 2569 เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะโตได้ 1.5-2.5% ต่อปี (ค่ากลาง 2%) นั้น มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน 2.รายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 7-8% ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการเบิกจ่ายงบประมาณด้วย 3.การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่มีสัญญาณดีขึ้น จากจำนวนเที่ยวบินที่มากขึ้น และ 4.การผลิตภาคเกษตร มีแรงสนับสนุนจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 99% ในช่วงปีก่อน

“การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณเร่งตัวในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในสินค้าทุนและเครื่องจักร เพื่อรองรับการผลิตในระยะต่อไป อีกทั้งมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เช่น Thailand Fast Pass รวมถึงการอนุญาตใช้ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นกว่า 12% ในไตรมาส 4 จะช่วยเสริมโมเมนตัมการลงทุนให้ต่อเนื่องในปีนี้”

อย่างไรก็ดี ปีนี้ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ

1.แม้การส่งออกหลายประเทศยังขยายตัวได้ แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของหลายประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทย

2.ระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และต้องจับตาความสามารถในการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี

3.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มภาระงบประมาณภาครัฐในการเยียวยาผลกระทบจากภัยพิบัติ จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันภัยพิบัติ และ 4.การบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลกับสินค้า 5 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ และไฟฟ้า

“ไทยมีสัดส่วนส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าไปยุโรปราว 7.2% และอะลูมิเนียม 2.4% ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ลดการปล่อยคาร์บอนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน”

ตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบงบประมาณ

นายดนุชากล่าวว่า ยังมีปัจจัยด้านเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการจัดทำงบประมาณปี 2570 หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอาจทำให้งบประมาณล่าช้าราว 2 เดือน หรือมากกว่านั้น และส่งผลต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากงบประมาณแผ่นดินล่าช้า ยังมีงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจตามปีปฏิทินที่คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปี 2569 (ต.ค.-ธ.ค.) ได้ประมาณ 92,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงปลายปีได้ระดับหนึ่ง

“การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 อยู่ในช่วงปลายไตรมาส 4 เหลือเวลาเพียงราว 18 วันก่อนสิ้นไตรมาส หลายมาตรการได้ดำเนินการไปแล้ว จึงมีผลกระทบจำกัด ขณะที่การเลือกตั้งมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจบางส่วน ทั้งค่าใช้จ่ายผู้สมัครและกิจกรรมรณรงค์”

ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 นั้น เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า มาตรการลักษณะนี้เหมาะใช้ในช่วงที่การบริโภคชะลอตัวมาก และต้องพิจารณาตัวชี้วัดเศรษฐกิจประกอบ รวมถึงข้อจำกัดงบประมาณ โดยยอมรับว่ามีการหารือกันในระดับนโยบาย แต่ต้องชั่งน้ำหนักประสิทธิผลและฐานะการคลังอย่างรอบคอบ

“เอกนิติ” ฟันธงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 และทั้งปี 2568 สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ สะท้อนผลของมาตรการ Quick Big Win ซึ่งต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มแล้ว โดยในแง่มูลค่าเศรษฐกิจรายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ขยับขึ้นมาใกล้แตะระดับ 19 ล้านล้านบาท อยู่ที่ราว 18,977,000 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี

ทั้งนี้ การปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ BOI Fast Pass ทำให้เม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งการลงทุนเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะมีการนำข้อจำกัดของมาตรการดังกล่าวเสนอแก้กฎหมายต่อไป เพื่อยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

โดยแนวโน้มปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างน้อย 2% โดยมองว่าโมเมนตัมเชิงบวกจากไตรมาส 4 ปี 2568 จะมีต่อเนื่อง และหากสามารถรักษาความเชื่อมั่น เร่งการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีรัฐบาลที่เดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 3% พลัส หรือมากกว่า 3% ทั้งนี้ ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง

“จากเดิมที่ไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ในฐานะหมอเอก วันนี้คนป่วยเราเอาออกจาก ICU แล้ว แต่ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้น เราก็ต้องออกกำลังกาย กลับมาทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ”

โจทย์ใหญ่รัฐบาลแก้เชิงโครงสร้าง

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ตัวเลขต้องติดตามว่าเศรษฐกิจจะมีแรงส่งต่อเนื่องไปในปีนี้หรือไม่ โดย สศช.มองปีนี้จะโตได้ 1.5-2.5% ถือว่าไม่ได้มองบวกมาก ค่ากลางแค่ 2% ใกล้เคียงกับที่นักเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ มอง

“ต้องดูว่าแรงส่งจะลากยาวหรือชั่วคราว แล้วครึ่งปีแรกกับครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร ซึ่งเรามองว่าครึ่งแรกจะแผ่ว เพราะการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เสร็จ ความเชื่อมั่นก็ยังมาไม่เต็มที่ การกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังมาไม่ได้ อาจจะโตสัก 1% แต่ครึ่งปีหลังน่าจะเร่งได้ดีขึ้น”

ดร.อมรเทพกล่าวด้วยว่า การที่เศรษฐกิจจะไปเร่งได้ในครึ่งปีหลังถือว่าน่าเสียดาย เพราะจะทำให้ปีนี้เศรษฐกิจไทยยังคงโตรั้งท้ายภูมิภาคเหมือนเดิม ยังเป็น“คนป่วย” เหมือนเดิม เพียงแต่อาจจะออกจาก ICU มาพักฟื้นแล้ว

“ภาพแบบนี้ต้องมองโจทย์รัฐบาล ว่าสุดท้ายแล้วเราจะกลับมาโตได้แค่ไหน ถ้าครึ่งหลังฟื้น แล้วทั้งปีกลับมาโตได้แค่ 2.5% ผมว่าก็ยังไม่ปกติ เพราะควรจะโตได้มากกว่า 3%-4% ขึ้นไป คือ 2.5% ผมว่ายังไม่พอ ไม่ควรจะดีใจ เพราะเรายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะแยะเลย ซึ่งนี่เป็นโจทย์ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาแก้ไข” ดร.อมรเทพกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลุ้นแรงส่งเศรษฐกิจปี’69 จี้รัฐบาลแก้โจทย์ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...