ชัชชาติ จ่อประกาศกฎใหม่ในโรงเรียน สะเทือนระบบการศึกษา
วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งลดผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็นในกลุ่มนักเรียน
ชัชชาติ กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการศึกษา แต่ที่ผ่านมาเริ่มพบปัญหาในเด็กนักเรียน เช่น สมาธิสั้น สายตาสั้น ไม่ค่อยพูดคุยกัน และมีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อนลดลง อีกทั้งยังมีแนวโน้มอ้วนขึ้นจากการไม่ค่อยออกกำลังกาย เนื่องจากใช้เวลาส่วนใหญ่กับโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน รวมถึงอุปกรณ์ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้เด็กบางส่วนขาดทักษะการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพราะใช้เวลาอยู่ในโลกเสมือนจริงเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา พบว่า โทรศัพท์มือถือสามารถทำให้นักเรียนเสียสมาธิในการเรียนได้ เพียงแค่อุปกรณ์อยู่ใกล้ตัวหรือมีการแจ้งเตือนก็อาจรบกวนสมาธิจากงานที่กำลังทำอยู่ และเมื่อเกิดการรบกวนจากโทรศัพท์ อาจต้องใช้เวลานานถึง 20 นาที กว่าจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้หลายประเทศ เช่น เบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร จึงมีนโยบายนำสมาร์ทโฟนออกจากโรงเรียน ซึ่งพบว่าผลลัพธ์ด้านการเรียนของนักเรียนดีขึ้นอย่างชัดเจน
กรุงเทพมหานครจึงกำหนดแนวทางควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนสังกัด เพื่อใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย สนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ภายใต้การดูแลของครูผู้สอน สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม ด้วยการกำหนดเขตปลอดดิจิทัล Digital-Free Zone ในบางช่วงเวลา เช่น ช่วงพักกลางวันหรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนพูดคุย ทำกิจกรรม และพักสายตาจากหน้าจอ รวมถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยจัดให้มีระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ Cyberbullying และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการจัดเก็บอุปกรณ์ดิจิทัลในช่วงเช้า รวมถึงกำหนดช่วงเวลาที่นักเรียนสามารถขอใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสารที่จำเป็น หรือใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยกรุงเทพมหานครได้ทดลองใช้มาตรการดังกล่าวในโรงเรียน 10 แห่ง ที่มีการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยม ได้แก่ มัธยมประชานิเวศน์, มัธยมบ้านบางกะปิ, มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์, มัธยมวัดสุทธาราม, มัธยมทิทย์เสรีอนุวรม, มัธยมปุรณาวาส, มัธยมแก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ และนาหลวง
ผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในระดับสูง เนื่องจากนักเรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ลดภาระในการดูแลการบ้าน และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เสริมและค่าบริการเช่า ขณะเดียวกันครูผู้สอนก็มีความพึงพอใจเช่นกัน เพราะนักเรียนมีสมาธิในการเรียนและผลการเรียนดีขึ้น ส่วนนักเรียนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตามมาตรการได้ดี โดยขอใช้โทรศัพท์ในช่วงพักเป็นบางครั้ง และไม่กังวลเรื่องการสูญหายหรือชำรุด เนื่องจากมีการจัดเก็บในพื้นที่ที่ปลอดภัย อีกทั้งยังใช้เวลาช่วงพักทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและครู เช่น สนทนา เข้าห้องสมุด และทำกิจกรรมอื่น ๆ ภายในโรงเรียน
ขณะนี้ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านแบบสำรวจ เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ก่อนประกาศใช้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้งหมด 437 แห่ง อย่างเป็นทางการในภาคเรียนที่ 1/2569 ซึ่งมีกำหนดเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569
เรียบเรียงโดย มุมข่าว