โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ศึกแย่งปุ๋ยเดือด! เอเย่นต์-เกษตรกร แห่ตุน ตลาดในประเทศ 9 หมื่นล้านป่วน ผวาราคาพุ่งไม่หยุด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 18.32 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 21.39 น.

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มกระทบตลาดปุ๋ยโลก หลังเรือขนส่งสินค้ายังไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ซัพพลายปุ๋ยสะดุด ขณะที่ในไทยเริ่มเกิดแรงตื่นตระหนก เกษตรกร และ เอเย่นต์เร่งกักตุนสินค้า หลายพื้นที่พบร้านค้าปรับราคาขึ้นแล้ว ท่ามกลางสต็อกในประเทศที่เริ่มตึงตัว และกังวลว่าหากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรจะพุ่งตามราคาปุ๋ย

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และในฐานะนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเฉลี่ยประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี โดยปุ๋ยที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงที่สุดคือ ยูเรีย (46-0-0) คิดเป็นประมาณ 40-50% ของปริมาณปุ๋ยที่นำเข้าทั้งหมด ขณะที่ประเทศต้นทางสำคัญของการนำเข้าปุ๋ยในช่วงปี 2568 ได้แก่ จีน เป็นแหล่งนำเข้าหลัก รองลงมาคือ ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย

ทั้งนี้ ในปี 2565 ปริมาณการนำเข้าปุ๋ยของไทยปรับตัวลดลงจากปี 2564 โดยมีการนำเข้าเพียง 4.1 ล้านตัน สาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว ส่งผลให้ภาคเกษตรต้องชะลอการนำเข้าและการใช้ปุ๋ยบางส่วน ดังนั้นจึงมีการประเมินว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดหรือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านขยายตัวเป็นวงกว้าง อาจส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกระลอก

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยมีการนำเข้าปุ๋ยประมาณ 0.696 ล้านตัน ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีปริมาณ 0.757 ล้านตัน โดยแหล่งนำเข้าหลักยังคงเป็น จีน มากที่สุด รองลงมาคือ ซาอุดีอาระเบีย

ในด้านโครงสร้างการนำเข้า พบว่า ปุ๋ยสูตรสำคัญที่ประเทศไทยนำเข้าในปริมาณมากที่สุดในปี 2568 คือ ยูเรีย ซึ่งนำเข้าหลักจากซาอุดีอาระเบีย รองลงมาคือ โอมาน มาเลเซีย กาตาร์ บรูไน และจีน ตามลำดับ นอกจากนี้ ไทยยังมีการนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุซเบกิสถาน และสเปน

จีนจำกัดส่งออก-ยูเรียพุ่งเท่าตัว

นายรพีภัทร์ กล่าวอีกว่า แหล่งผลิตปุ๋ยเคมีสำคัญที่อยู่ใกล้ประเทศไทยและมีแม่ปุ๋ยหลัก ได้แก่ 46-0-0, 18-46-0, 0-0-60 และ 21-0-0 คือ จีน อย่างไรก็ตาม เวลานี้จีนมีนโยบายควบคุมการส่งออกปุ๋ยบางสูตรในบางช่วงเวลา โดยจำกัดปริมาณการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการซื้อขายในตลาดโลก ขณะที่ ลาว มีการผลิตปุ๋ยสูตร 0-0-60 และ มาเลเซีย มีการผลิตปุ๋ยสูตร 46-0-0

“ปัจจุบัน ราคายูเรียในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ความต้องการซื้อมีเข้ามาจำนวนมากจนเกิดการแข่งขันแย่งซื้อสินค้า โดยราคายูเรียได้ปรับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี จากระดับประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ที่ปลายระดับ 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน”

ทั้งนี้ ในระยะต่อไปมีความกังวลว่า ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีน และอินเดีย อาจมีมาตรการจำกัดการส่งออกปุ๋ยเพิ่มเติม ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกที่กำลังรุนแรงขึ้น

เอเย่นต์แห่ตุนสต็อกผิดปกติ

ด้านแหล่งข่าวจากผู้ค้าปุ๋ยในประเทศ เผยว่า กรมการค้าภายในที่กำกับดูแลราคาสินค้า ได้เชิญผู้ประกอบการไปหารือ เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริง และเพื่อนำไปใช้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกร ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิตก็ได้ให้ข้อมูลในมุมของภาคอุตสาหกรรมไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยกรมฯ ขอความร่วมมือให้บริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยสำรองสต็อกไว้ให้เพียงพออย่างน้อย 4 เดือน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง บริษัทปุ๋ยส่วนใหญ่ก็มีสต็อกเฉลี่ยอยู่แล้วประมาณ 2-4 เดือน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิตเป็นหลัก แต่เกิดจากความตื่นตระหนกของตัวแทนจำหน่าย (เอเย่นต์) และเกษตรกร ที่กังวลว่าเมื่อถึงช่วงฤดูกาลขายจริง หลังสงกรานต์หรือราวเดือนพฤษภาคมที่เกษตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มเพาะปลูก อาจไม่มีปุ๋ยเพียงพอ หรือราคาจะปรับสูงขึ้น จึงเริ่มมีพฤติกรรมกักตุนสินค้า

“ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปกติในช่วงไตรมาสแรกของปี เอเย่นต์บางรายเคยสั่งซื้อปุ๋ยเพียงประมาณ 200 ตัน แต่ปีนี้ ณ เวลานี้กลับสั่งเข้ามาแล้วถึง 400 ตัน หากผู้ผลิตไม่ปล่อยสินค้าให้ก็อาจดูไม่เหมาะสม แต่ทางบริษัทต้องชี้แจงกับเอเย่นต์ตรง ๆ ว่า ปริมาณที่สั่งซื้อนั้นสูงกว่าปกติ เพราะปีที่ผ่านมาคุณเคยขนไปเพียงเท่านี้ ปีนี้จึงไม่สามารถให้เพิ่มได้ เนื่องจากบริษัทจำเป็นต้องสำรองปุ๋ยไว้สำหรับฤดูกาลผลิตที่ใช้งานจริง”

เบื้องหลังต้นทุนนำเข้าพุ่ง

ผู้ค้าปุ๋ยกล่าวอีกว่า เรือที่สามารถหลุดออกมาได้จากช่องแคบฮอร์มุซ คือเรือที่ออกเดินทางก่อนมีการประกาศสงคราม แต่ต้นทุนปุ๋ยในเรือลำนั้นก็เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 30-40% เนื่องจากผู้ขายจะยังไม่ทำการโควตราคา จนกว่าสินค้าจะถึงท่าเรือปลายทาง เช่น แหลมฉบังหรือศรีราชา ระหว่างทางต้องคำนวณค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยน และค่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งในช่วงสงครามค่าประกันภัยถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้นำเข้าจึงจำเป็นต้องรับราคานั้นตามข้อตกลง เพราะไม่สามารถปฏิเสธการรับสินค้าได้

อย่างไรก็ดี ทางสมาคม/ผู้ประกอบการได้ชี้แจงกับกรมการค้าภายใน และขอความร่วมมือให้ช่วยประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรว่าไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป เนื่องจากฤดูกาลใช้ปุ๋ยจริงจะเริ่มหลังสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงฝนแรก และปริมาณการใช้ในช่วงนั้นยังไม่มาก โดยการใช้ปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน จึงขอให้เกษตรกรใจเย็นและรอดูสถานการณ์ เพราะผู้ประกอบการยังมีสต็อกเตรียมไว้ระดับหนึ่ง

“ตัวอย่างเช่น บริษัทบางแห่งเตรียมสต็อกไว้สำหรับการเพาะปลูกประมาณ 1.5 รอบ แต่ขณะนี้เอเย่นต์ขนสินค้าออกไปจนเหลือเพียงพอสำหรับ 1 รอบเท่านั้น บางรายถึงขั้นนำรถพ่วงเข้ามาหลายคันและอ้างว่ารถมาถึงแล้วจึงต้องขอรับสินค้า”

สต็อก 4 เดือนยาก ผวา “ติดดอย”

อีกประเด็นสำคัญคือเหตุการณ์ในอิหร่าน ซึ่งโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตปุ๋ยคอมปาวด์ถูกโจมตี ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะเดียวกันราคาแอมโมเนียมก็ปรับตัวสูงขึ้นมาก โรงงานผลิตแอมโมเนียม (วัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญที่สุดของปุ๋ยเคมี) หลายแห่งปิดตัวลงแล้วประมาณ 3 โรง ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศไทย เช่น โรงงาน “อุเบะ” ในไทยก็เพิ่งปิดกิจการไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้

ความเสี่ยงที่ผู้นำเข้าปุ๋ยกังวลมากที่สุดคือการ “ติดดอย” หรือซื้อสินค้าในราคาสูงช่วงสงคราม หากภาครัฐต้องการให้สต็อกสินค้าถึงเดือนเมษายน แต่ผู้ประกอบการต้องซื้อปุ๋ยในราคาสูง เช่น 25,000 บาทต่อตัน แล้วหากสงครามยุติลงทันที เรือสินค้าที่ตกค้างรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 600 ลำ อาจหลั่งไหลออกสู่ตลาดพร้อมกันและเกิดการแข่งขันด้านราคา จนราคาลดลงเหลือเพียง 12,000 บาทต่อตัน คำถามคือใครจะรับผิดชอบความเสียหายให้กับผู้ประกอบการ

รง.ผลิตไม่เปิดราคาปิดออร์เดอร์

นอกจากนี้ หากราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นถึง 25,000 บาทต่อตันจริง ด้วยเงินทุนเท่าเดิมที่เคยซื้อได้ 1,000 ตัน ผู้ประกอบการจะสามารถซื้อได้เพียง 500 ตันเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะสำรองสต็อกให้ได้ถึง 4 เดือนตามที่ภาครัฐต้องการ เว้นแต่รัฐบาลจะเป็นผู้จัดซื้อเองแล้วนำมาจำหน่ายให้ภาคเอกชนในลักษณะเดียวกับที่ประเทศอินเดียดำเนินการ

ด้านผู้ค้าปุ๋ยภาคใต้ กล่าวว่า ราคาปุ๋ยเกือบทุกสูตรในเวลานี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ที่น่ากังวลคือโรงงานผลิตปุ๋ยหลายแห่งเริ่ม “ไม่เปิดราคา” และบางโรงงานได้ประกาศงดให้ขนสินค้าและปิดรับออเดอร์ไปแล้ว เนื่องจากปริมาณปุ๋ยในสต็อกมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยปกติเกษตรกรจะเริ่มใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฝนแรก

แต่ปัจจุบันในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะโซนนครศรีธรรมราชและฝั่งอ่าวไทยที่มีฝนหลงฤดู ทำให้เกษตรกรเริ่มมีความต้องการใช้ปุ๋ยและเริ่มมีการใส่ปุ๋ยกันบ้างแล้ว ส่งผลให้ร้านค้าและเกษตรกรบางส่วนเริ่มเร่งขนปุ๋ยไปเก็บสต็อกไว้ก่อน เพราะเกรงว่าราคาจะปรับสูงขึ้นมากกว่านี้ ซึ่งในช่วง 3–4 วันที่ผ่านมา บางร้านยังคงพยายามยืนราคาเดิมเพื่อให้ลูกค้าสามารถขนสินค้าได้ แต่หลังจากนี้แนวโน้มราคาจะปรับขึ้นอย่างชัดเจนทั่วทั้งตลาด

ขึ้นกระสอบ 200 ทุบซ้ำขาดแคลน

“ขณะนี้ราคาแม่ปุ๋ยนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะยูเรีย จากเดิมที่เคยนำเข้าในราคาตันละ 14,000 บาท ปัจจุบันดีดขึ้นไปเกือบ 20,000 บาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกที่หน้าร้านในอีกประมาณ 1 เดือนข้างหน้า จากเดิมที่เคยขายกระสอบละ 800–850 บาท คาดว่าจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,050–1,090 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึงกระสอบละกว่า 200 บาทเลยทีเดียว

นอกเหนือจากปัญหาเรื่องราคา วิกฤตการขาดแคลนปุ๋ยที่อาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยตัวกลางอย่างแดป (DAP / ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต) สูตร 18-46-0 เนื่องจากประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักได้งดส่งออกสินค้าดังกล่าวมายังประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยชนิดนี้จากจีนได้ และคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,183 วันที่ 15 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...