โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

DSI ยืนยันมติ อนุกกต.ปล่อยผี คดีฮั้ว 229 สว.ไม่ผิด ใช้ประกอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ไม่ได้

MATICHON ONLINE

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

DSI ยืนยัน มติ อนุ กกต. คณะที่ 36 5:2 ปล่อยผีคดีฮั้ว สว.229 คนไม่พบความผิด ใช้ประกอบคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอไม่ได้ เหตุ กฎหมายคนละฉบับ – ดีเอสไอต้องสอบสวนตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ และต้องรอการชี้ขาดจากบอร์ด กกต.ชุดใหญ่เท่านั้น

จากกรณีมีกระแสข่าวอ้างรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสำนวนสอบสวนโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 โดยเป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน กกต. และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมทั้งสิ้น 7 ราย

โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ กระทั่งมีการสรุปสำนวนมีความเห็นดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา จำนวนทั้งสิ้น 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย ต่อมาวันที่ 16 ก.ย.68 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. (ตำแหน่งขณะนั้น)

ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จำนวน 7 ราย ได้แก่ นายอนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษา กกต., นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก, นายนันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร, นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ, นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษา กกต., ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว.

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่สำนวนคดีอยู่ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีการตั้งข้อสังเกตของกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (สว.สำรอง) และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ว่าสำนวนคดีฮั้ว สว. มีลักษณะจะทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาหลุดพ้นคดี เนื่องด้วยมีเหตุน่าสงสัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการยืดเยื้อประวิงเวลาของ กกต. ในการตั้งชุดคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวขึ้นมากลั่นกรองสำนวนซ้ำอีกครั้ง

รวมถึงยังปรากฏความสัมพันธ์ใกล้ชิดของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่ไปยืนไหว้รอต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก็ตกเป็น 1 ใน 229 รายชื่อที่ถูกดำเนินคดีในสำนวนฮั้ว สว. ดังกล่าว รวมทั้งกลุ่ม สว.สำรอง และทนายอั๋น ยังขอให้ทางดีเอสไอที่อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ตีกลับสำนวน ให้เร่งออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินเครือข่ายพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และสุราษฎร์ธานี หรือที่เรียกว่าขบวนการสายใต้ มิใช่เพียงการดำเนินคดีผู้ต้องหาเพียง 8 รายก่อนหน้านี้

กระทั่งล่าสุดวันที่ 12 มี.ค. 69 มีรายงานว่าอนุกรรมการคณะที่ 36 ได้ประชุมพิจารณา มีมติ 5 : 2 เห็นค้านกับคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ระบุว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นว่าควรชี้มูล 134 ราย ในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวว่ามติของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. ซึ่งในความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ (บอร์ด กกต.) เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเห็นดำเนินคดีก่อนหน้านี้ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้เคยมีมติดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย

ก็จะถูกนำไปพิจารณาในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะทั้งสองคณะอนุกรรมการดังกล่าวถือมีบทบาทเป็นเหมือนที่ปรึกษา ให้ความเห็น หารือ และเป็นผู้กลั่นกรองสำนวนคดีให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และรายละเอียด พฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง

แต่คนที่จะชี้ขาดจะต้องเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ก็จะต้องพิจารณาว่าสำนวนความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีมติดำเนินคดีบุคคลใดบ้างและโดยพฤติการณ์ใดบ้าง และแตกต่างไปจากความเห็นกลั่นกรองสำนวนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 อย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ กรณีที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ก็ไม่อาจทำให้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะสามารถอุทธรณ์ได้ ต้องรอทางคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่อย่างเดียว

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า แต่ในขณะเดียวกัน สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมจากการตีกลับสำนวนโดยอัยการคดีพิเศษนั้น ยังคงต้องดำเนินการต่อไปตามคำสั่งที่ให้ไปรวมสำนวนกับทาง กกต. โดยมีการกำหนดให้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับคน 7 กลุ่ม ที่ กกต.ได้ดำเนินการไว้ จึงย้ำว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ย่อมไม่มีผลเด็ดขาดต่อการสอบสวนในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เพราะสอบสวนด้วยกฎหมายคนละฉบับกัน และดีเอสไอก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องรอดูในส่วนของการชี้ขาดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : DSI ยืนยันมติ อนุกกต.ปล่อยผี คดีฮั้ว 229 สว.ไม่ผิด ใช้ประกอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ไม่ได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...