โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TFM กำไรปี 68 โต 36.9% จากการขยายฐานตลาดอาหารกุ้ง-อาหารปลา เคาะปันผลรวม 0.60 บาท/หุ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 03.28 น.

TFM ผลการดำเนินงานปี 68 ยอดขายแตะ 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% และทำกำไรสุทธิ 733 ล้านบาท เติบโต 36.9% สะท้อนความสำเร็จจากการขยายฐานตลาดอาหารกุ้ง-อาหารปลา และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมอนุมัติจ่ายปันผลรวมทั้งปีในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น

13 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัท โดยมียอดขายรวม 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

สะท้อนศักยภาพการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำที่ขยายตัวต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะที่กำไรขั้นต้นทำได้ 1,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการปรับพอร์ตสินค้ามุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 22.2 % จาก 18.7% ในปีก่อน และหนุนกำไรสุทธิของบริษัททำได้ 733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.9%

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 TFM ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำยอดขาย 1,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยหลักมาจากกลุ่มอาหารกุ้งที่เติบโตโดดเด่นถึง 21.4% จากความต้องการทความต้องการของตลาดในประเทศที่เติบโตและการขยายการส่งออก ขณะที่ยอดขายอาหารปลาเพิ่มขึ้น 6.7% โดยเฉพาะอาหารปลากะพงที่มียอดขายพุ่งแรงถึง 25.3 % ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ TFM ในตลาดอาหารปลากะพง

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถบริหารให้มีกำไรขั้นต้นถึง 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 24.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากยอดขายและปริมาณที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 22.3% จาก 20.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทสามารถควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 9.3% ลดลงจาก 10.2% ในปีก่อน ขณะเดียวกัน TFM ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากโครงการ BOI ในการผลิตอาหารกุ้งและอาหารปลาที่โรงงานสงขลาและสมุทรสาคร ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568

ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ในไตรมาสสุดท้ายลดลงเหลือเพียง 0.9% เท่านั้น ซึ่งจากปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้บริษัททำกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 ที่ 184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถการทำกำไรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

จากผลการดำเนินงานที่มีศักยภาพ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 จำนวน 0.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งมาจากกำไรจากส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งจำนวน โดยเมื่อรวมกับการจ่ายปันผลงวดระหว่างกาล ทำให้ทั้งปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวมอยู่ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 7 เมษายน 2569

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากความสำเร็จของตัวเลขทางการเงิน ในรอบปีที่ผ่านมา TFM ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างที่สำคัญ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Split Par) จาก 2 บาท เป็น 1 บาทต่อหุ้น รวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการจำหน่ายหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ใน AMG-TFM ประเทศปากีสถาน เพื่อบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้มีความคล่องตัวและลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานในต่างประเทศที่ซับซ้อน

ตลอดปี 2568 TFM มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ให้มีความสม่ำเสมอ การเสริมสร้างความร่วมมือและการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร การขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับจากหลากหลายรางวัลระดับประเทศอาทิ รางวัล “Outstanding Innovative Company Award” จากเวที SET Awards 2025 รางวัลสุดยอด CEO รุ่นใหญ่ สาขาเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร จากเวที CEO Econmass Awards 2025, องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยกระทรวงยุติธรรม

และการได้รับคัดเลือกเป็นหุ้นยั่งยืนใน ESG100 ประจำปี 2568 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...