ประชาชนสุดขยัน กับรัฐนาร์ซิซิสต์พันลึก
โดย ณิชา พิทยาพงศกร
“รู้ได้อย่างไร ว่าใครเป็นโรคหลงตัวเอง”
“เราจะเอาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์กับคนที่เป็นนาร์ซิซิสต์ได้อย่างไร”
คุณผู้อ่านพอจะเห็นเนื้อหาแนวนี้ผ่านตามาในโซเชียลมีเดียบ้างไหมคะ?
ดูเหมือนว่า เดี๋ยวนี้คนเริ่มตื่นตัวมากขึ้นในการปกป้องสุขภาพจิตของตัวเอง และคงจะมีคนไม่น้อยในสังคมที่เป็นเหยื่อของนาร์ซิซิสต์ จึงทำให้เนื้อหาเหล่านี้พุ่งทะยานแตะความสนใจคนมากมาย
ตัวเองไม่ได้รู้สึกว่าในชีวิตถูกแวดล้อมด้วยคนหลงตัวเองแต่อย่างใด
จนกระทั่งไม่นานมานี้เอง ที่ตระหนักว่า ตัวเองและคุณผู้อ่านอาจจะอยู่ในความสัมพันธ์กับนาร์ซิซิสต์โดยไม่รู้ตัว
ถ้าจะให้เล่าความสัมพันธ์กับเขาคนนี้ คงต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น
ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้เขาเสมอทุกปี เขาอ้างว่า เอาเงินนี้ไปเพื่อลงทุนกับเรื่องต่างๆ เพื่อให้คุณภาพชีวิตฉันดีขึ้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันกลับไม่รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นเท่าไรนัก
พอฉันทำงานไปไม่นาน เขาเคยบอกว่า “จะคืนความสุขให้” แต่สิ่งที่ให้มา คือแผน 20 ปีที่มาควบคุมบงการทุกคนว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างอย่างที่เขาเชื่อว่าดี
นานวันไป เศรษฐกิจเหมือนเป็นอัมพาต ปัญหาสังคมรุมเร้า เขาสัญญาว่าจะจัดการทุกอย่าง แต่ก็จัดการอะไรไม่ได้เลย
ฉันยังรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าซ้ำๆ เวลาที่ต้องไปขอความช่วยเหลืออะไรบางอย่างจากเขา
แม้กระทั่งเมื่อฉันเห็นความผิดพลาดของเขาตำตา แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ยอมรับ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาจะมาขอส่วนแบ่งรายได้ ก็มาตรงเวลาเสียเหลือเกิน
ใช่แล้ว ฉันกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษกับนาร์ซิซิสต์ที่ชื่อว่า “รัฐ”
เมื่อหน่วยงานรัฐหลงตัวเอง
โรคหลงตัวเอง หรือ Narcissistic Personality Disorder เป็นสภาวะผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหนึ่ง มีรากศัพท์มาจาก นาร์ซิสซัส (Narcissus) พรานไม้ในเทพปกรณัมกรีก ที่ถูกเทพีอะโฟรไดต์สาปให้ตกหลุมรักคนแรกที่ตัวเองเห็น
เมื่อพรานหนุ่มก้มหน้ามองลงไปในน้ำ เห็นเงาสะท้อนของตัวเอง ก็ตกหลุมรักเงาตัวเองตามคำสาป เฝ้ามองเงาของตัวเองในน้ำจนตาย
ลักษณะที่ชัดเจนของคนที่หลงตัวเองหรือนาร์ซิซิสต์ คือการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มองเห็นความสำคัญของตัวเองมากเกินจริง เชื่อมั่นในตัวเองสูง มองว่าตนเองควรได้รับการปฏิบัติดูแลที่เหนือกว่า
ขาดความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อผู้อื่น
และมักบังคับผู้อื่นให้ทำตามที่ตนต้องการ
แต่ลึกๆ แล้ว นาร์ซิซิสต์มองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ มีตัวตนภายในที่เปราะบาง (fragile ego) จึงไม่สามารถทนต่อคำวิจารณ์ของคนอื่นได้
ถึงแม้จะเป็นนิยามสำหรับบุคคล แต่ก็อาจหยิบยืมมาใช้อธิบายบุคลิกภาพขององค์กรได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราสังเกตพฤติกรรมขององค์กรอิสระในช่วงนี้ ทั้ง สตง.ที่ออกมาแต่งเพลง ถ่ายเอ็มวีเพื่อเชิดชูความโปร่งใสของตัวเอง ในขณะที่สังคมยังตั้งคำถามกับเหตุการณ์ตึกถล่มเมื่อปีที่แล้ว ที่เผยพฤติกรรมการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยเกินควร โซฟาตัวละแสน ฝักบัวอาบน้ำตัวละหมื่น
หรือ กกต.ที่ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งการรายงานผลการนับคะแนนล่าช้า มีบัตรเขย่ง บัตรเลือกตั้งที่ย้อนหาคนกาได้ แต่แทนที่จะรับผิดชอบหาคำตอบให้เรื่องราวเหล่านี้ กลับไปฟ้องร้องประชาชนที่ไปสังเกตการณ์เลือกตั้ง
แสดงถึงการมองตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งที่หลักฐานต่างๆ ชี้เป็นอื่นและทนรับฟังความวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
ประชาชนในความสัมพันธ์ toxic
: พยายามเท่าไร ก็ไม่พอใจเธอ
การเลือกตั้งที่ผ่านมาและช่วงเวลาอีกเกือบครึ่งเดือนถัดจากนั้นทำให้เห็นว่า ประชาชนพยายามและอดทนแค่ไหน เพื่อให้การจัดเลือกตั้งซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งชาวบ้านที่ช่วยทำคลิปประชาสัมพันธ์วิธีการเลือกตั้งและประชามติแต่กลับถูก กกต.เรียกไปสั่งให้ถอดคลิปออก หรือ active citizen ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบคะแนนหลังการเลือกตั้ง ใช้เวลาที่ควรจะเอาไปทำงานทำการของตัวเอง มาทำงานแทนหน่วยงานรัฐแบบไม่ได้ค่าตอบแทน
ประชาชนคนหนึ่งที่ควรได้เครดิตมากคือคุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ที่นอกจากติดตามตรวจสอบผลการเลือกตั้งรายเขตแล้ว เป็นคนจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ในไทยขึ้นก่อนหน้านี้ ในขณะที่ภาครัฐตอนนั้นยังนิ่งเฉย ปล่อยให้สแกมเมอร์หลอกเงินคนไทยถึงปีละ 25,000 ล้านบาท
แต่ทั้งหมดนี้แลกกับการถูกฟ้องโดยคนในเครือข่ายของรัฐมาหลายครั้งหลายครา
ที่จริงแล้ว ประชาชนจะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ได้ น่าจะสบายกว่า แค่ตื่นมาใช้ชีวิตในประเทศที่สวัสดิการต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ระบบสาธารณสุขที่เพียงพอแค่ให้กันตาย เงินประกันสังคมก็ถูกเอาไปใช้อย่างไรก็ไม่รู้ และเบี้ยคนชราเดือนละไม่กี่ร้อยบาท ก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว
คนที่อยากจะรอดในประเทศแบบนี้ควรตั้งใจทำมาหากินให้มีเงินพอเสียภาษีไปวันๆ หรือ ย้ายไปสร้างตัวที่ประเทศอื่นที่ค่าแรงสูงกว่า
แต่คนไม่น้อยก็เลือกที่จะเข้าไปช่วยภาครัฐให้ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นเพื่อคนส่วนใหญ่ แม้จะต้องเผชิญเรื่องน่าปวดใจและปวดหัว
นี่ไม่ต่างอะไรเลยกับคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษกับนาร์ซิซิสต์
มีทางออกไหม
สำหรับรัฐนาร์ซิซิสต์?
หลายตำราบอกตรงกันว่า การทำให้คนหายจากโรคหลงตัวเองนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และคำแนะนำส่วนใหญ่บอกว่าหากเรามีความสัมพันธ์กับนาร์ซิซิสต์ เราควรพาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนั้น แต่หากอีกฝั่งของความสัมพันธ์คือรัฐล่ะ เราจะเดินออกไปได้อย่างไร
ในหนังสือ Give and Take ของ Adam Grant ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่มีลักษณะเป็น “ผู้รับ” (taker) มากเกินไป จะสร้างสภาพแวดล้อมที่คนรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่อยากจะให้ และความไว้วางใจลดลง
สุดท้ายแล้ว คนจะอยากเป็น “ผู้ให้” (giver) น้อยลง
ในกรณีของประเทศก็คือ คนไม่อยากจะเสียภาษี ยอมเสียเพราะถูกบังคับ ไม่ใช่เพราะศรัทธา และเมื่อมีโอกาส ก็จะหลีกเลี่ยงภาษีหรือใช้ช่องว่างกฎหมายโดยไม่รู้สึกผิด
นอกจากนี้ ประเทศยังสูญเสียคนเก่ง (talent drain) เมื่อ “ผู้ให้” ที่มีความสามารถสูงหนีออกไปจากระบบ ทำให้เหลือแค่คนที่รู้ว่าหาประโยชน์จากระบบแบบนี้ได้อย่างไร
คนที่พยายามทำตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐจนเหนื่อยแต่หนีไม่ได้ อาจจะกลับออกไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบ การสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ส่วนตัว พึ่งพา “คนรู้จัก” แทนสถาบัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบอ่อนแอลงในระยะยาว เร่งปฏิกิริยาให้ประเทศล่มสลายเร็วขึ้นไปอีก
ฉันคิดว่าในความสัมพันธ์นี้ ประชาชนขยันมากพอแล้ว ให้มามากเกินพอแล้ว ตอนนี้รัฐควรตระหนักเสียทีว่า ความสัมพันธ์ที่รัฐเป็นฝ่าย take อย่างเดียว กำลังทำลายสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของความเป็นรัฐ นั่นคือความชอบธรรมและความไว้วางใจของประชาชน
หน่วยงานภาครัฐต้องเริ่มตระหนักรู้ตัวเองถึงพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนและพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ขึ้นมา
Grant อธิบายว่า Taker เปลี่ยนพฤติกรรมได้เมื่อรู้ว่ามี “คนเห็น” อันที่จริง “ผู้รับ” และนาร์ซิซิสต์มีลักษณะเหมือนกัน คือแคร์ภาพลักษณ์ของตัวเองที่สุด ดังนั้น เราจึงควรเลิกเชื่อการประเมินตนเองหรือประเมินกันเองของหน่วยงานรัฐ ที่ประเมินทีไรก็โปร่งใสระดับ 95% ตลอด แต่ควรสร้างเกณฑ์การประเมินที่ยึดโยงกับประชาชน ให้ประชาชนสามารถให้คะแนนและจัดลำดับหน่วยงานรัฐได้
และเพื่อไม่ให้ประชาชนที่ตั้งใจตรวจสอบระบบเกิดความเหนื่อยล้าจากการให้ (giver burnout) เราควรสร้างช่องทางให้ active citizen เหล่านี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการตรวจสอบที่เป็นทางการ
แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จากเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญที่สุดคือ “ความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบ” โดยเฉพาะหน่วยงานที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “องค์กรอิสระ” ต่างๆ ควรเป็นอิสระจากใบสั่งของผู้มีอำนาจ ไม่ใช่เป็นอิสระจากประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประชาชนสุดขยัน กับรัฐนาร์ซิซิสต์พันลึก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly