ตำราลูกหนังจาก ซิเมโอเน่! วิเคราะห์ยุทธวิถี อาร์เตต้า เพื่อนำ อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
ซิเมโอเน่ ถือเป็นหนึ่งในโค้ชที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในวงการฟุตบอลยุโรป เขาพาทีมคว้าแชมป์มากมาย สร้างให้สโมสรกลายเป็นยักษ์ใหญ่ และเป็นสโมสรที่คู่แข่งไม่อยากเจอเพราะเล่นด้วยยากมากๆ
ตำนานกองกลางทีมชาติอาร์เจนติน่า สร้างชื่อจากการฝ่าฟันอุปสรรคในการต่อกรกับสองมหาอำนาจวงการลูกหนังสเปนอย่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด การประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมแบบนั้นถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง และสะท้อนถึงงานที่ อาร์เตต้า กำลังทำอยู่กับ อาร์เซน่อล
- เจ้าพ่อศาสตร์มืดตัวจริง
เฮดโค้ชชาวอาร์เจนไตน์ ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ใช้ "ศิลปะมืด" หรือ "ศาสตร์มืด" (Dark Arts) ของวงการลูกหนังได้อย่างช่ำชอง ไม่ว่าจะเป็นการถ่วงเวลา การเล่นเพื่อผลการแข่งขันไม่เน้นสไตล์สวยงาม หรือการทำฟาวล์เชิงแท็กติก และอื่นๆ อีกมากมาย
แท็กติกเขี้ยวรากดินแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลบเสมอไป เพราะ ซิเมโอเน่ นำ แอต.มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้สองสมัยตลอดช่วงเวลา 14 ปีที่คุมทีม รวมถึงแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก สองครั้ง และ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ อีกสองครั้ง นอกจากนี้ยังพาต้นสังกัดเข้าชิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึงสองครั้งด้วย
แน่นอนว่ารูปแบบการเล่นของ แอต.มาดริดในยุคของ ซิเมโอเน่ อาจจะไม่ได้มีเสน่ห์ เล่นไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่ผลการแข่งขันเป็นที่พึ่งพอใจของสาวก "ตราหมี" และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขายังคงได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริหาร และแฟนบอลมาตลอด
- ต้นแบบของ อาร์เตต้า
"พี่ต้า" สามารถสร้าง "เดอะ กันเนอร์ส" ก้าวขึ้นมาต่อกรได้อย่างสูสีกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และทีมชั้นนำในพรีเมียร์ลีก ภายในเวลา 6 ปี โดยเขาเปลี่ยนให้ อาร์เซน่อล จากทีมระดับกลางกลายเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ลีกอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ อาร์เตต้า พยายามสร้าง อาร์เซน่อล ให้เป็นทีมที่เล่นแบบเอนเตอร์เทน สนุกเร้าใจ เน้นเกมรุก และพยายามยิงประตูให้ได้เยอะที่สุด แต่หลังจากอกหักเป็นนางเองเฝ้าโทรฟี่พรีเมียร์ลีก 3 ซีซั่นติดต่อกัน ทำให้ตอนนี้เขารู้แล้วว่าผลการแข่งขันมีความสำคัญมากกว่าความสวยงาม !!
นั่นจะเป็นเหตุผลที่สาวก "กูนเนอร์ส" ได้เห็นสไตล์การคุมทีมของ อาร์เตต้า ที่มีความคล้ายคลึงกับ ซิเมโอเน่ มากขึ้นเรื่อยๆ และมันก็ไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับแฟนบอล "ปืนใหญ่" เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือโอกาสในการคว้าแชมป์ลีกซีซั่นนี้
- สร้างทีมด้วยเงินไม่พอ แท็กติกต้องฉลาดด้วย
ใช่แล้ว อาร์เซน่อล ใช้เงินไปเยอะพอสมควรในการสร้างทีม แต่การที่จะโค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วยการทุ่มเงินมหาศาล มันไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกับโลกนิยายอย่าง "ดาวิด ปะทะยักษ์โกไลแอธ" หรอก
ด้วยเหตุนี้ อาร์เตต้า จึงต้องสร้าง อาร์เซน่อล ให้มีวิธีการเล่นในแบบของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่แฟนบอลได้เห็นในตอนนี้ พวกเขาเหลืออีกเพียงแค่แปดเกมก็อาจจะไปถึงความสำเร็จ ฉะนั้นแท็กติกที่สุดเขี้ยวรากดินจึงเป็นเหตุผลที่ ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ กุนซือไบรท์ตัน สติแตกหลังจบเกมที่แพ้ 0-1
การมองว่า อาร์เซน่อล เป็นทีมที่เล่นแบบ "ทำลายเกมฟุตบอล" (anti-football) พึ่งพาแค่ลูกตั้งเตะ และถ่วงเวลาเท่านั้น ถือว่าไม่ยุติธรรมเลย ซึ่งนั่นเป็นภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากชัยชนะอันยากลำบากของพวกเขาที่บุกชนะ ไบรท์ตัน เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
ฤดูกาลนี้ "เดอะ กันเนอร์ส" มีช่วงเวลาที่เล่นได้ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาถล่ม แอต. มาดริด ของ ซิเมโอเน่ ต้นแบบของ อาร์เตต้า สกอร์ 4-0 ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนนส์ ลีก รอบ ลีก เฟส เมื่อเดือนตุลาคม ถือเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า "พี่ต้า" ไม่ได้มีแนวคิดเรื่อง "ศาสตร์มืดลูกหนัง" เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังมีผลงานครึ่งหลังที่ยอดเยี่ยมในเกมกับ บาเยิร์น มิวนิค รวมทั้งชัยชนะเหนือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และการถล่ม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า หลังช่วงคริสต์มาส สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า อาร์เตเต้า เป็นกุนซือที่รู้จักปรับตัว
ดังนั้นการที่ทีมมีลุ้นความสำเร็จถึง 4 รายการในซีซั่นนี้ ทำให้นักเตะของพวกเขามีอาการอ่อนล้า และการหันมาใช้แท็กติกที่เน้นผลการแข่งขัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับ อาร์เซน่อล ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
- สถิติการถ่วงเวลาโหดแต่จำเป็นต้องทำ
ช่วงหลังสไตล์การเล่นของ อาร์เซน่อล ไม่ได้ลื่นไหลหรือสวยงามเหมือนก่อน แต่เป็นการเน้นผลการแข่งขันแบบ "ชนะให้ได้ก่อน" พยายามวิ่งสู้ฟัด กัดฟันสู้ทุกจังหวะ และพยายามประคองเกมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาวสามแต้มให้ได้
แน่นอนว่าการเล่นแบบนั้นจำเป็นต้องมีศิลปะมืดเข้ามาช่วยด้วย ยกตัวอย่างเกมที่ชนะ ไบรท์ตัน ลูกทีมของอาร์เตต้า สร้างสถิติที่น่าสนใจ โดย ออปต้า (Opta) ระบุว่า อาร์เซน่อล ถ่วงเวลาตลอดทั้งเกมประมาณ 30 นาที 51 วินาที
ตัวเลขดัวกล่าวมากที่สุดของ "ปืนใหญ่" ในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ขณะที่เวลาบอลอยู่ในสนามเพื่อเล่นจริงอยู่ที่ 53 นาที 58 วินาที หรือคิดเป็น 53.5% จากเวลาทั้งหมด 100 นาที 54 วินาที ซึ่งตามข้อมูลของ ออปต้า ถือเป็น สถิติอันดับที่ 9 ที่ต่ำที่สุดของอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้
กระนั้นเรื่องที่น่าสนใจก็คือ อาร์เซน่อล ไม่ได้เป็นทีมที่ถ่วงเวลามากที่สุด เพราะมีหลายทีมที่มีค่าเฉลี่ยใช้เวลาเริ่มเล่นใหม่หลังเกมหยุดนานกว่าได้แก่ ซันเดอร์แลนด์, เบรนท์ฟอร์ด, คริสตัล พาเลซ, นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และ ลีดส์ ยูไนเต็ด
- เกมรุกทำให้ชนะ แต่ "ศาสตร์มืด" ทำให้เป็นแชมป์!!
เกมลีกแมตช์ต่อไป อาร์เซน่อล จะได้เล่นก่อน แมนฯ ซิตี้ โดยพวกเขามีคิวเปิดบ้านรับมือ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งหากคว้าชัยชนะได้ (แม้จะยากก็ตาม) นั่นจะทำให้พวกเขาทำคะแนนทิ้งห่างเพิ่มเป็น 10 แต้ม (แข่งมากกว่า 2 นัด) ก่อนที่ เป๊ป แอนด์ โค. จะเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่กำลังดิ้นรนหนีการตกชั้น
ณ ตอนนี้ การลุ้นแชมป์ก็ดูเหมือนจะอยู่ในมือของ อาร์เซน่อล และหากวิธีการเล่นแบบนี้พาทีมไปสู่การคว้าแชมป์ได้จริง มันก็คงเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกแนวทางนี้
ทัพ "ปืนใหญ่" ไม่ได้สัมผัสแชมป์ลีกมานาน 22 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ทำสำเร็จ โดยพวกเขาทำได้อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาล "ไร้พ่าย" เมื่อซีซั่น 2003/04 โดยทีมได้รับคำชื่นชมว่ามีสไตล์การเล่นที่สวยงาม, เด็ดขาด และสนุกเร้าใจ
จริงๆ แล้วการคว้าแชมป์ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว เมื่อร่างกายของนักเตะเริ่มอ่อนล้าจากการกรำศึกหนัก และเคยสัมผัสต้องผิดหวังด้วยการจบอันดับสองมาสามฤดูกาลติดต่อกัน พวกเขาก็ไม่ต้องการเหรียญรองแชมป์อีกต่อไป
ที่สำคัญ อาร์เตต้า มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นกุนซือที่ "ทำทีมสะดุดช่วงโค้งสุดท้าย" ดังนั้นการเลือกใช้ยุทธวิธีทุกอย่างเพื่อนำความสำเร็จสู่ถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เป็นสิ่งที่กุนซือชาวสแปนิชพร้อมนำมาใช้ เพราะอาจไม่ถูกใจหลายคน แต่ถูกใจแฟนบอล "ปืนใหญ่" หากทีมได้โทรฟี่พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้