เขาวางแผนบงการระเบียบโลกกันอย่างไร ในแฟ้มลับคดีฉาวเอปสตีน (Epstein files)
เดี๋ยวนี้ อะไรก็ตามที่โยงไปถึงตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschild) จะถูกมองว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดไปหมด ถึงขนาดที่เสิร์ชเอนจินและสำนักข่าวใหญ่ๆ ช่วยกันดูเหมือนจะ "ปิดการเข้าถึง" และ "แก้ข่าว" อะไรก็ตามที่อ้างว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับตระกูลนี้
ตระกูลรอธส์ไชลด์ถูกกล่าวหาจากคนจำนวนหนึ่งว่า เป็นผู้ควบคุมระบบการเงินโลก เป็นผู้ชี้นำเศรษฐกิจโลก และมีส่วนสำคัญในการทำให้ "รัฐอิสราเอล" ถือกำเนิดขึ้นมา
รอธส์ไชลด์นั้นเป็นชาวยิว ซึ่งเก่งกาจในเรื่องการเงิน จึงถูกพระราชาและนายกรัฐมนตรีในยุโรปจ้างให้เป็น "ขุนคลัง" มานานหลายร้อยปี ความเจนจัดของพวกเขาเรื่องการเงินไม่เป็นที่ต้องสงสัย แต่คนเขาสงสัยคือตระกูลรอธส์ไชลด์ช่ำชองเงินถึงขนาดใช้มันครอบงำ "ระเบียบโลก" หรือไม่
นั่นเป็นความสงสัยของคนมากมาย แต่คำตอบกลับหาได้ยาก
จนกระทั่งไม่กี่วันมานี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารจากแฟ้มคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) ผู้ที่คอยบำเรอนักการเมือง นักธุรกิจ และคนดังของโลกด้วยบริการกามารมณ์ ในแฟ้มลับพวกนี้มีข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับคนดังๆ เหล่านั้นว่าทำวิตถารทางเพศกันขนาดไหน
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เอปสตีนคือศูนย์กลางการรวมตัวกันของบุคคลที่เป็นผู้กุมความเป็นไปของการเมืองและเศรษฐกิจโลกเอาไว้ มีทั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ประมุขรัฐต่างๆ และนักธุรกิจชั้นนำของโลก บางคนนั้นถูกจับตามองว่าเป็นผู้บงการระเบียบโลกที่แท้จริง นั่นคือคนในตระกูลรอธส์ไชลด์
รอธส์ไชลด์นั้นเป็นยิว เอปสตีนก็เป็นยิว รอธส์ไชลด์ช่วยตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นมา และเอปสตีนก็ถูกสงสัยว่าทำงานให้มอสซาด หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล
นี่เป็นข้อมูลอ่านประกอบเท่านั้น
ข้อมูลจริงๆ ในแฟ้มลับจากเอกสารลงวันที่ 5 ตุลาคม 2015 แสดงให้เห็นว่า เอปสตีนลงนามในข้อตกลงมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับกลุ่มรอธส์ไชลด์ เพื่อให้บริการด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและบริการที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริทึม โดยเกี่ยวข้องกับเรื่องจำเพาะบางอย่าง (Specified Matters)
บริษัทของเอปสตีนที่ตกลงกับพวกรอธส์ไชลด์ คือ Southern Trust Company
บริษัทนี้มีธุรกิจไม่ธรรมดา มันทำงานด้านการวิจัย DNA ขั้นลึกเพื่อวิเคราะห์จีโนมของมนุษย์ อย่างที่เอปสตีนกล่าวในเอกสารลับว่า "สิ่งที่ Southern Trust จะทำก็คือการจัดระเบียบอัลกอริธึมทางคณิตศาสตร์ เพื่อที่ว่าหากผมต้องการทราบว่าผมมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด เราก็สามารถนำยีนของผมไปวิเคราะห์ลำดับได้อย่างเฉพาะเจาะจง"
ฟังแล้วดูเหมือนจะดีที่ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ยีนในการตรวจหาโรค
แต่ท่านจะตกใจถ้ารู้ว่า เอปสตีนมีแผนการใหญ่ที่จะแฝง DNA ของตัวเขาเข้าไปใน DNA ของมนุษยชาติ และการวิเคราะห์ DNA ของมนุษย์นั้นเขายังเรียกมันว่าแผนการ "แบบแฟรงเกนสไตน์" ซึ่งฟังแล้วน่าสยดสยองมากกว่าน่าชื่นชมยินดี
เอปสตีนยังมีพฤติกรรมพิกลอีกมากมายที่เกี่ยวกับเพศ การตั้งครรภ์ของผู้หญิงที่รายล้อมตัวเขา และโครงการเกี่ยวกับจีโนมของมนุษย์
แต่การที่ตระกูลรอธส์ไชลด์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นทำให้อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าพวกเขาต้องการหาวิธีรักษาโรคหรือต้องการ "ควบคุม" อะไรบางอย่างกันแน่?
ความเกี่ยวกันระหว่างเอปสตีนกับรอธส์ไชลด์มีมากกว่าการลงทุน เพราะมีอีเมลยืนยันความสนิทสนมของทั้งสองฝ่าย
เช่นอีเมลฉบับหนึ่งจาก "เอ. เดอ รอธส์ไชลด์" ลงวันที่ 18 มีนาคม 2014 เขียนว่า "สวัสดีเจฟฟ์ (เอปสตีน) วันนี้เหนื่อยมากเลย นั่งประชุมคณะกรรมการธนาคารอยู่… ตัวเลขก็โอเค แต่ยังไม่น่าพอใจสำหรับฉัน และฉันกำลังกดดันให้พวกเขาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับกองทุนบริหารสินทรัพย์ในระหว่างการปรับโครงสร้าง ฉันมีนัดทานอาหารเย็นกับลูกค้า เบื่อจัง! คิดถึงการคุยกันนะ หวังว่าคุณสบายดี พรุ่งนี้เย็นฉันจะกลับบ้าน คุณว่างไหม? แล้วเรามาคุยเรื่องยูเครนกัน"
เอปสตีนเขียนตอบว่า "ความวุ่นวายในยูเครนน่าจะนำมาซึ่งโอกาสมากมาย"
A. de Rothschild คาดว่าคือ อาเรียน เดอ รอธส์ไชลด์ (Ariane de Rothschild) นักการธนาคารชาวฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่งซีอีโอของกลุ่มบริษัท Edmond de Rothschild Group
ความสนใจของรอธส์ไชลด์ต่อการแสวงหาโอกาสทางการเงินจากความวุ่นวายทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นทักษะอย่างหนึ่งของพวกเขาเลยทีเดียว
ในข้อความการสนทนาระหว่างอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แลร์รี ซัมเมอร์สกับเอปสตีน ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 ซัมเมอร์สสอบถามเกี่ยวกับยูเครน และเอปสตีนตอบว่าเซเลนสกีต้องการความช่วยเหลือ เอปสไตน์ตอบว่า “เซลินสกีขอความช่วยเหลือ ปูตินไม่สนใจ โดยบอกว่าเขาถูกลงการโดยพวกอิสราเอล”
ย้ำอีกครั้งว่า เอปสตีนเป็นยิวและคาดว่าเป็นสายลับของอิสราเอล
หากเขาไม่ได้มีความสำคัญระดับโลก หรือเป็นแค่พ่อค้าเซ็กส์ให้กับคนใหญ่คนโต แล้วเอปสตีนจะคุยเรื่องยูเครนกับ "นายแบงก์แห่งโลก" คือพวกรอธส์ไชลด์ทำไม? และยิ่งกว่านั้นเขายังหารือเรื่องนี้กับรัฐมนตรีในรัฐบาลสหรัฐฯ เสียอีก
ที่น่าสงสัยก็คือ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เอปสตีนพักอยู่ในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน หนึ่งเดือนก่อนที่เซเลนสกีจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
นอกจากจะคุยกับรอธส์ไชลด์ของยูเครนและรัสเซีย เอปสตีนยังเกี่ยวข้องกับแผนการโค่นล้มระบอบการปกครองในรัสเซีย จากอีเมลของบอริส นิโคลิช (Boris Nikolic) อดีตที่ปรึกษาของมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ที่ส่งไปถึงเขา (บิล เกตส์ ก็เป็นคนวงในของเปสตีนและมีข้อมูลที่น่าละอายเกี่ยวกับเขาซึ่งเราจะเอ่ยถึงในภายหลัง)
อีเมลเขียนว่า “เราควรไปรัสเซียเร็วๆ นี้ และคุณควรไปพบเพื่อนของผม อิลยา โปโนมาเรฟ เขาเป็นสมาชิกสภาดูมา และเขากับอเลียนา (แฟนสาวที่ฉลาดและน่ารักมากของเขา) เป็นผู้จัดตั้งหลักของการลุกฮือต่อต้านปูติน เขาเป็นตัวแทนของภูมิภาคโนวาสบีร์สกา แต่พักอาศัยอยู่ในมอสโก ผมกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา เดิมพันสูงมาก เขาอาจจะเข้ามาแทนที่ปูตินและกลายเป็นประธานาธิบดีด้วยตัวคนเดียว (ไม่ช้าก็เร็วเขาจะเป็นอย่างนั้น) ถ้าเขาไม่ฆ่าใครเสียก่อน”
สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียไม่ใช่แค่สงครามระหว่างสองประเทศ แต่เป็นการเซ็ตระบบโลกให้อยู่ในกำมือ เพียงแต่รัสเซียไม่ได้หงอให้กับ "คนพวกนี้" สงครามจึงยืดเยื้อและผู้คนล้มตายนับล้าน
แต่ไม่ใช่แค่รอธส์ไชลด์เท่านั้นที่ถูกสงสัยว่าบงการความเป็นไปของโลก
แต่บิล เกตส์ และคนในตระกูลร็อกเกอะเฟลเลอร์ก็ถูกกล่าวหาว่ามีแผนการที่จะควบคุมระเบียบโลกเหมือนกัน
บังเอิญที่เกตส์และร็อกเกอะเฟลเลอร์ต่างก็ใกล้ชิดในฐานะคนวงในของเอปสตีน (เอปสตีนเคยทำงานให้กับร็อกเกอะเฟลเลอร์) โดยเฉพาะในการเปิดเผยไฟล์ลับล่าสุดสร้างความอับอายให้กับ บิล เกตส์ อย่างยิ่ง เพราะเผยว่าเขาติดโรคติดต่อทางเพศจากหญิงสาวชาวรัสเซียหลายคน และต้องการ "แอบ" ให้ยาปฏิชีวนะแก่เมลินดา ภรรยาของเขา
เรื่องทางเพศของบิล เกตส์นั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าหน้าที่หนึ่งของเอปสตีนก็คือเป็นผู้จัดหาบริการทางเพศให้กับ "เพื่อนๆ" ของเขา แต่ในแง่ของการเปลี่ยนระเบียบโลก เกตส์ก็เกี่ยวข้องเช่นกันดังจะเห็นจากการให้ที่ปรึกษาของมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ติดต่อกับเอปสตีนในเรื่องการล้มระบอบการปกครองในรัสเซีย
บิล เกตส์เองก็เคยตกเป็นเป้าโจมตีของนักทฤษฎีสมคบคิดเรื่องที่เขาคะยั้นคะยอให้ชาวโลกฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งพวกที่ต่อต้านวัคซีนมองว่าเป็นแผนการของบิล เกตส์และพลพรรคเบื้องหลังระเบียบโลกที่จะ "ลดจำนวนประชากร"
ทฤษฎีนี้แตกแขนงมาจากกรณี The Good Club
คลับนี้เป็นการรวมตัวกันเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2009 จัดขึ้นที่บ้านพักของเซอร์พอล นอร์ส ประธานมหาวิทยาลัยร็อกเกอะเฟลเลอร์ ในวิทยาเขตของโรงเรียนแพทย์แมนฮัตตัน ผู้ที่เข้าร่วมที่ควรแก่การเอ่ยถึงก็เช่น บิล เกตส์, ไมเคิล บลูมเบิร์ก, เดวิด ร็อกเกอะเฟลเลอร์ จูเนียร์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซรอส, เท็ด เทอร์เนอร์, โอปราห์ วินฟรีย์ เป็นต้น
หนังสือพิมพ์ Times of London พาดหัวข่าวว่า "กลุ่มมหาเศรษฐีร่วมมือควบคุมประชากรโลก" ระบุว่าประเด็นที่หารือในการประชุมลับสุดยอดนั้นรวมถึงการดูแลสุขภาพ การศึกษา และประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือ การชะลอการเติบโตของประชากรโลก
Times of London รายงานอ้างคำบอกเล่าของผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งว่า “เกิดฉันทามติว่าพวกเขาจะสนับสนุนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการจัดการกับการเพิ่มขึ้นของประชากรในฐานะภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดหายนะได้”
บทความดังกล่าวระบุว่า "พวกเขา (มหาเศรษฐี) เห็นพ้องต้องกันโดยยึดแนวทางของเกตส์ว่า ปัญหาประชากรล้นโลกเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ"
เรื่องนี้ฟังดูเหมือนนิยายแฟนตาซี แต่เมื่อย้อนกลับไปดูที่การลงทุนของตระกูลรอธส์ไชลด์ในบริษัทวิจัย DNA และการสำรวจจีโนมของประชากรโลกของเอปสตีนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึก "เรื่องนี้น่าสนใจ"
เนื่องจาก "ข้อกล่าวหา" นี้ดูเหลือเชื่อหนังสือพิมพ์ WSJ จึงแสดงทัศนะตอบโต้ว่า "ผู้เข้าร่วมเกือบทั้งหมดก็มีแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม" ซึ่งหมายความว่าพวกเสรีนิยม หรีอ Liberals นั้นไม่ได้มีหัวคิดคับแคบเหมือนพวกฝ่ายขวา และการที่พวกเขาคิดอะไรออกมาย่อมเป็นคุณต่อโลกมากกว่า
ในเวลานั้น เพียงแค่คุณเอ่ยคำว่า Liberals ก็สามารถรอดจากข้อสงสัยนานาได้แล้ว
แต่ตอนนี้ พวก Liberals ตัวพ่อหลายๆ คนกลับถูกแฉว่าเป็นแฟนตัวยงของเอปสตีน ไม่ว่าจะเป็นบิล เกตส์ หรือแม้แต่มันสมองของเสรีนิยม คือ โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณด้านภาษาศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ นักเคลื่อนไหว และนักปรัชญาที่มีชื่อเสียง
โดยเฉพาะคนหลังนี้สร้างความผิดหวังให้กับสาวกเสรีนิมอย่างมาก เพราะแม้ว่าเอปสตีนจะถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2008 ในข้อหาจัดหาเด็กเพื่อการค้าประเวณีและชักชวนหญิงขายบริการ แต่ชอมสกีก็ยังคงติดต่อกับเขาอย่างใกล้ชิดจนถึงอย่างน้อยปี 2017
จดหมายของชอมสกี ยังแสดงความชื่นชมต่อเอปสตีนอย่างหยดย้อยว่า “อิทธิพลจากความอยากรู้อยากเห็นอันไร้ขีดจำกัด ความรู้ที่กว้างขวาง ความคิดที่เฉียบแหลม และการประเมินอย่างรอบคอบของเจฟฟรีย์นั้น ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วยความเป็นกันเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยปราศจากความโอ้อวดใดๆ เขาจึงกลายเป็นเพื่อนที่ทรงคุณค่าและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนและกระตุ้นความคิดทางปัญญาอย่างสม่ำเสมอ”
เมื่อชมเชยขนาดนี้เท่ากับตัวพ่อของค่านิยม Liberals อย่างชอมสกีไม่ได้สนใจเรื่องถูกผิดเสียแล้ว
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น Liberals หรือไม่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ คนเหล่านี้ - จากพื้นเพต่างกันแต่มีสถานะเป็นผู้นำโลกเหมือนกัน - กลายมาเป็น "ดาวเคราะห์" ที่โคจรรอบดาวฤกษ์อย่างเอปสตีนได้อย่างไร?
พวกเขากำลังใช้ทุนและมันสมองเพื่อควบคุมระเบียบโลกอยู่หรือไม่?
หลังจากที่มีการเผยเอกสารลับของเอปสตีนล่าสุด มีผู้พยายามปะติดประต่ออีเมลฉบับหนึ่งของบุคคลหนึ่ง (ซึ่งคุยกับเอปสตีนเรื่องกามวิตถาร) ว่าเขาจะไปยังนิวยอร์กในช่วงเวลาเดียวกันการชุมนุม The Good Club
เราไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร และการโยงอีเมลนี้กับการประชุม The Good Club ก็ยังไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซนต์
แน่นอนว่าเรื่องนี้แล้วแต่ "ความเชื่อ" ของผู้คน
คนวงในของ "คลับเอปสตีน" คงจะไม่ใช่แค่มารวมตัวกันเพื่อเสพเซ็กส์อย่างเดียวเป็นแน่ พวกเขาคือระดับตัวท็อปของชนชั้นนำของโลกที่มารวมตัวกันโดยไม่มีทางที่จะไม่รู้กันได้ และเอปตีนเองก็ไม่ใช่ผู้กระทำผิดทางเพศธรรมดาๆ แต่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ที่เชื่อมโยงกลุ่มชนชั้นนำกับองค์กรอะไรบางอย่างที่บงการความเป็นไปของโลก
สำหรับแฟนๆ ฮาร์ดคอร์ของ "ทฤษฎีระเบียบโลก" เอกสารจากแฟ้มลับเอปสตีนคือขุมสมบัติดีๆ นี่เอง
ป.ล.
ชื่อของคนใน The Good Club ตอนนี้ที่ยัง "ขาวสะอาด" จากกรณีเอปสตีน คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งแต่ก่อนสนิทสนมกับ บิล เกตส์ อย่างยิ่งถึงขนาดมอบทุนให้มูลนิธิของเขาไม่ขาดมือและยังจะมอบให้ต่อไปหลังจากเขาเสียชีวิตแล้วด้วย แต่หลังจากปรากฏข้อมูลความเกี่ยวข้องของเกตส์กับเอปสตีน บัฟเฟตต์ก็เริ่มไม่สนิทกับเกตส์และบอกว่าจะไม่มอบเงินให้มูลนิธิของเกตส์ต่อไปหลังเขาเสียชีวิต
ส่วน จอร์จ โซรอส กับเอปสตีน เราไม่มีข้อมูลมากไปกว่าคำให้การของ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งทำงานร่วมกับเอปสตีน เธอบอกกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า "ฉันไม่คิดว่าเขา (เอปสตีน) รู้จักเขา (โซรอส) ฉันรู้จักเขา แต่ฉันไม่คิดว่า (เอปสตีน) เขารู้จัก ฉันไม่คิดว่านะ"
แต่เรื่องหนึ่งที่น่าสงสัยเกี่ยวกับ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ก็คือ แม้ว่าเธอจะทำงานให้กับเอปสตีนอย่างใกล้ชิดและกระทำความผิดร่วมกัน แต่กลับบอกว่าไม่รู้เลยว่ามี "บัญชีรายชื่อลูกค้าของเอปสตีน" และยังบอกว่า "ฉันไม่เคยเห็นประธานาธิบดีอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น"
ประธานาธิบดีคนที่ว่านี้เธอหมายถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสนิทกับเอปสตีนและพยายามไม่ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับเขาออกมา
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายขณะที่อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ แห่งราชวงศ์อังกฤษนอนคร่อมหญิงสาวไม่ปรากฏชื่อคนหนึ่ง จากแฟ้มเอกสารของเอปสตีนที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ