โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เขาวางแผนบงการระเบียบโลกกันอย่างไร ในแฟ้มลับคดีฉาวเอปสตีน (Epstein files)

The Better

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 00.07 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 12.30 น. • THE BETTER

เดี๋ยวนี้ อะไรก็ตามที่โยงไปถึงตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschild) จะถูกมองว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดไปหมด ถึงขนาดที่เสิร์ชเอนจินและสำนักข่าวใหญ่ๆ ช่วยกันดูเหมือนจะ "ปิดการเข้าถึง" และ "แก้ข่าว" อะไรก็ตามที่อ้างว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับตระกูลนี้

ตระกูลรอธส์ไชลด์ถูกกล่าวหาจากคนจำนวนหนึ่งว่า เป็นผู้ควบคุมระบบการเงินโลก เป็นผู้ชี้นำเศรษฐกิจโลก และมีส่วนสำคัญในการทำให้ "รัฐอิสราเอล" ถือกำเนิดขึ้นมา

รอธส์ไชลด์นั้นเป็นชาวยิว ซึ่งเก่งกาจในเรื่องการเงิน จึงถูกพระราชาและนายกรัฐมนตรีในยุโรปจ้างให้เป็น "ขุนคลัง" มานานหลายร้อยปี ความเจนจัดของพวกเขาเรื่องการเงินไม่เป็นที่ต้องสงสัย แต่คนเขาสงสัยคือตระกูลรอธส์ไชลด์ช่ำชองเงินถึงขนาดใช้มันครอบงำ "ระเบียบโลก" หรือไม่

นั่นเป็นความสงสัยของคนมากมาย แต่คำตอบกลับหาได้ยาก

จนกระทั่งไม่กี่วันมานี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารจากแฟ้มคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) ผู้ที่คอยบำเรอนักการเมือง นักธุรกิจ และคนดังของโลกด้วยบริการกามารมณ์ ในแฟ้มลับพวกนี้มีข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับคนดังๆ เหล่านั้นว่าทำวิตถารทางเพศกันขนาดไหน

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เอปสตีนคือศูนย์กลางการรวมตัวกันของบุคคลที่เป็นผู้กุมความเป็นไปของการเมืองและเศรษฐกิจโลกเอาไว้ มีทั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ประมุขรัฐต่างๆ และนักธุรกิจชั้นนำของโลก บางคนนั้นถูกจับตามองว่าเป็นผู้บงการระเบียบโลกที่แท้จริง นั่นคือคนในตระกูลรอธส์ไชลด์

รอธส์ไชลด์นั้นเป็นยิว เอปสตีนก็เป็นยิว รอธส์ไชลด์ช่วยตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นมา และเอปสตีนก็ถูกสงสัยว่าทำงานให้มอสซาด หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล

นี่เป็นข้อมูลอ่านประกอบเท่านั้น

ข้อมูลจริงๆ ในแฟ้มลับจากเอกสารลงวันที่ 5 ตุลาคม 2015 แสดงให้เห็นว่า เอปสตีนลงนามในข้อตกลงมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับกลุ่มรอธส์ไชลด์ เพื่อให้บริการด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและบริการที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริทึม โดยเกี่ยวข้องกับเรื่องจำเพาะบางอย่าง (Specified Matters)

บริษัทของเอปสตีนที่ตกลงกับพวกรอธส์ไชลด์ คือ Southern Trust Company

บริษัทนี้มีธุรกิจไม่ธรรมดา มันทำงานด้านการวิจัย DNA ขั้นลึกเพื่อวิเคราะห์จีโนมของมนุษย์ อย่างที่เอปสตีนกล่าวในเอกสารลับว่า "สิ่งที่ Southern Trust จะทำก็คือการจัดระเบียบอัลกอริธึมทางคณิตศาสตร์ เพื่อที่ว่าหากผมต้องการทราบว่าผมมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด เราก็สามารถนำยีนของผมไปวิเคราะห์ลำดับได้อย่างเฉพาะเจาะจง"

ฟังแล้วดูเหมือนจะดีที่ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ยีนในการตรวจหาโรค

แต่ท่านจะตกใจถ้ารู้ว่า เอปสตีนมีแผนการใหญ่ที่จะแฝง DNA ของตัวเขาเข้าไปใน DNA ของมนุษยชาติ และการวิเคราะห์ DNA ของมนุษย์นั้นเขายังเรียกมันว่าแผนการ "แบบแฟรงเกนสไตน์" ซึ่งฟังแล้วน่าสยดสยองมากกว่าน่าชื่นชมยินดี

เอปสตีนยังมีพฤติกรรมพิกลอีกมากมายที่เกี่ยวกับเพศ การตั้งครรภ์ของผู้หญิงที่รายล้อมตัวเขา และโครงการเกี่ยวกับจีโนมของมนุษย์

แต่การที่ตระกูลรอธส์ไชลด์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นทำให้อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าพวกเขาต้องการหาวิธีรักษาโรคหรือต้องการ "ควบคุม" อะไรบางอย่างกันแน่?

ความเกี่ยวกันระหว่างเอปสตีนกับรอธส์ไชลด์มีมากกว่าการลงทุน เพราะมีอีเมลยืนยันความสนิทสนมของทั้งสองฝ่าย

เช่นอีเมลฉบับหนึ่งจาก "เอ. เดอ รอธส์ไชลด์" ลงวันที่ 18 มีนาคม 2014 เขียนว่า "สวัสดีเจฟฟ์ (เอปสตีน) วันนี้เหนื่อยมากเลย นั่งประชุมคณะกรรมการธนาคารอยู่… ตัวเลขก็โอเค แต่ยังไม่น่าพอใจสำหรับฉัน และฉันกำลังกดดันให้พวกเขาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับกองทุนบริหารสินทรัพย์ในระหว่างการปรับโครงสร้าง ฉันมีนัดทานอาหารเย็นกับลูกค้า เบื่อจัง! คิดถึงการคุยกันนะ หวังว่าคุณสบายดี พรุ่งนี้เย็นฉันจะกลับบ้าน คุณว่างไหม? แล้วเรามาคุยเรื่องยูเครนกัน"

เอปสตีนเขียนตอบว่า "ความวุ่นวายในยูเครนน่าจะนำมาซึ่งโอกาสมากมาย"

A. de Rothschild คาดว่าคือ อาเรียน เดอ รอธส์ไชลด์ (Ariane de Rothschild) นักการธนาคารชาวฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่งซีอีโอของกลุ่มบริษัท Edmond de Rothschild Group

ความสนใจของรอธส์ไชลด์ต่อการแสวงหาโอกาสทางการเงินจากความวุ่นวายทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นทักษะอย่างหนึ่งของพวกเขาเลยทีเดียว

ในข้อความการสนทนาระหว่างอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แลร์รี ซัมเมอร์สกับเอปสตีน ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 ซัมเมอร์สสอบถามเกี่ยวกับยูเครน และเอปสตีนตอบว่าเซเลนสกีต้องการความช่วยเหลือ เอปสไตน์ตอบว่า “เซลินสกีขอความช่วยเหลือ ปูตินไม่สนใจ โดยบอกว่าเขาถูกลงการโดยพวกอิสราเอล”

ย้ำอีกครั้งว่า เอปสตีนเป็นยิวและคาดว่าเป็นสายลับของอิสราเอล

หากเขาไม่ได้มีความสำคัญระดับโลก หรือเป็นแค่พ่อค้าเซ็กส์ให้กับคนใหญ่คนโต แล้วเอปสตีนจะคุยเรื่องยูเครนกับ "นายแบงก์แห่งโลก" คือพวกรอธส์ไชลด์ทำไม? และยิ่งกว่านั้นเขายังหารือเรื่องนี้กับรัฐมนตรีในรัฐบาลสหรัฐฯ เสียอีก

ที่น่าสงสัยก็คือ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เอปสตีนพักอยู่ในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน หนึ่งเดือนก่อนที่เซเลนสกีจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

นอกจากจะคุยกับรอธส์ไชลด์ของยูเครนและรัสเซีย เอปสตีนยังเกี่ยวข้องกับแผนการโค่นล้มระบอบการปกครองในรัสเซีย จากอีเมลของบอริส นิโคลิช (Boris Nikolic) อดีตที่ปรึกษาของมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ที่ส่งไปถึงเขา (บิล เกตส์ ก็เป็นคนวงในของเปสตีนและมีข้อมูลที่น่าละอายเกี่ยวกับเขาซึ่งเราจะเอ่ยถึงในภายหลัง)

อีเมลเขียนว่า “เราควรไปรัสเซียเร็วๆ นี้ และคุณควรไปพบเพื่อนของผม อิลยา โปโนมาเรฟ เขาเป็นสมาชิกสภาดูมา และเขากับอเลียนา (แฟนสาวที่ฉลาดและน่ารักมากของเขา) เป็นผู้จัดตั้งหลักของการลุกฮือต่อต้านปูติน เขาเป็นตัวแทนของภูมิภาคโนวาสบีร์สกา แต่พักอาศัยอยู่ในมอสโก ผมกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา เดิมพันสูงมาก เขาอาจจะเข้ามาแทนที่ปูตินและกลายเป็นประธานาธิบดีด้วยตัวคนเดียว (ไม่ช้าก็เร็วเขาจะเป็นอย่างนั้น) ถ้าเขาไม่ฆ่าใครเสียก่อน”

สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียไม่ใช่แค่สงครามระหว่างสองประเทศ แต่เป็นการเซ็ตระบบโลกให้อยู่ในกำมือ เพียงแต่รัสเซียไม่ได้หงอให้กับ "คนพวกนี้" สงครามจึงยืดเยื้อและผู้คนล้มตายนับล้าน

แต่ไม่ใช่แค่รอธส์ไชลด์เท่านั้นที่ถูกสงสัยว่าบงการความเป็นไปของโลก

แต่บิล เกตส์ และคนในตระกูลร็อกเกอะเฟลเลอร์ก็ถูกกล่าวหาว่ามีแผนการที่จะควบคุมระเบียบโลกเหมือนกัน

บังเอิญที่เกตส์และร็อกเกอะเฟลเลอร์ต่างก็ใกล้ชิดในฐานะคนวงในของเอปสตีน (เอปสตีนเคยทำงานให้กับร็อกเกอะเฟลเลอร์) โดยเฉพาะในการเปิดเผยไฟล์ลับล่าสุดสร้างความอับอายให้กับ บิล เกตส์ อย่างยิ่ง เพราะเผยว่าเขาติดโรคติดต่อทางเพศจากหญิงสาวชาวรัสเซียหลายคน และต้องการ "แอบ" ให้ยาปฏิชีวนะแก่เมลินดา ภรรยาของเขา

เรื่องทางเพศของบิล เกตส์นั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าหน้าที่หนึ่งของเอปสตีนก็คือเป็นผู้จัดหาบริการทางเพศให้กับ "เพื่อนๆ" ของเขา แต่ในแง่ของการเปลี่ยนระเบียบโลก เกตส์ก็เกี่ยวข้องเช่นกันดังจะเห็นจากการให้ที่ปรึกษาของมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ติดต่อกับเอปสตีนในเรื่องการล้มระบอบการปกครองในรัสเซีย

บิล เกตส์เองก็เคยตกเป็นเป้าโจมตีของนักทฤษฎีสมคบคิดเรื่องที่เขาคะยั้นคะยอให้ชาวโลกฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งพวกที่ต่อต้านวัคซีนมองว่าเป็นแผนการของบิล เกตส์และพลพรรคเบื้องหลังระเบียบโลกที่จะ "ลดจำนวนประชากร"

ทฤษฎีนี้แตกแขนงมาจากกรณี The Good Club

คลับนี้เป็นการรวมตัวกันเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2009 จัดขึ้นที่บ้านพักของเซอร์พอล นอร์ส ประธานมหาวิทยาลัยร็อกเกอะเฟลเลอร์ ในวิทยาเขตของโรงเรียนแพทย์แมนฮัตตัน ผู้ที่เข้าร่วมที่ควรแก่การเอ่ยถึงก็เช่น บิล เกตส์, ไมเคิล บลูมเบิร์ก, เดวิด ร็อกเกอะเฟลเลอร์ จูเนียร์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซรอส, เท็ด เทอร์เนอร์, โอปราห์ วินฟรีย์ เป็นต้น

หนังสือพิมพ์ Times of London พาดหัวข่าวว่า "กลุ่มมหาเศรษฐีร่วมมือควบคุมประชากรโลก" ระบุว่าประเด็นที่หารือในการประชุมลับสุดยอดนั้นรวมถึงการดูแลสุขภาพ การศึกษา และประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือ การชะลอการเติบโตของประชากรโลก

Times of London รายงานอ้างคำบอกเล่าของผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งว่า “เกิดฉันทามติว่าพวกเขาจะสนับสนุนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการจัดการกับการเพิ่มขึ้นของประชากรในฐานะภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดหายนะได้”

บทความดังกล่าวระบุว่า "พวกเขา (มหาเศรษฐี) เห็นพ้องต้องกันโดยยึดแนวทางของเกตส์ว่า ปัญหาประชากรล้นโลกเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ"

เรื่องนี้ฟังดูเหมือนนิยายแฟนตาซี แต่เมื่อย้อนกลับไปดูที่การลงทุนของตระกูลรอธส์ไชลด์ในบริษัทวิจัย DNA และการสำรวจจีโนมของประชากรโลกของเอปสตีนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึก "เรื่องนี้น่าสนใจ"

เนื่องจาก "ข้อกล่าวหา" นี้ดูเหลือเชื่อหนังสือพิมพ์ WSJ จึงแสดงทัศนะตอบโต้ว่า "ผู้เข้าร่วมเกือบทั้งหมดก็มีแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม" ซึ่งหมายความว่าพวกเสรีนิยม หรีอ Liberals นั้นไม่ได้มีหัวคิดคับแคบเหมือนพวกฝ่ายขวา และการที่พวกเขาคิดอะไรออกมาย่อมเป็นคุณต่อโลกมากกว่า

ในเวลานั้น เพียงแค่คุณเอ่ยคำว่า Liberals ก็สามารถรอดจากข้อสงสัยนานาได้แล้ว

แต่ตอนนี้ พวก Liberals ตัวพ่อหลายๆ คนกลับถูกแฉว่าเป็นแฟนตัวยงของเอปสตีน ไม่ว่าจะเป็นบิล เกตส์ หรือแม้แต่มันสมองของเสรีนิยม คือ โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณด้านภาษาศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ นักเคลื่อนไหว และนักปรัชญาที่มีชื่อเสียง

โดยเฉพาะคนหลังนี้สร้างความผิดหวังให้กับสาวกเสรีนิมอย่างมาก เพราะแม้ว่าเอปสตีนจะถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2008 ในข้อหาจัดหาเด็กเพื่อการค้าประเวณีและชักชวนหญิงขายบริการ แต่ชอมสกีก็ยังคงติดต่อกับเขาอย่างใกล้ชิดจนถึงอย่างน้อยปี 2017

จดหมายของชอมสกี ยังแสดงความชื่นชมต่อเอปสตีนอย่างหยดย้อยว่า “อิทธิพลจากความอยากรู้อยากเห็นอันไร้ขีดจำกัด ความรู้ที่กว้างขวาง ความคิดที่เฉียบแหลม และการประเมินอย่างรอบคอบของเจฟฟรีย์นั้น ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วยความเป็นกันเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยปราศจากความโอ้อวดใดๆ เขาจึงกลายเป็นเพื่อนที่ทรงคุณค่าและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนและกระตุ้นความคิดทางปัญญาอย่างสม่ำเสมอ”

เมื่อชมเชยขนาดนี้เท่ากับตัวพ่อของค่านิยม Liberals อย่างชอมสกีไม่ได้สนใจเรื่องถูกผิดเสียแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น Liberals หรือไม่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ คนเหล่านี้ - จากพื้นเพต่างกันแต่มีสถานะเป็นผู้นำโลกเหมือนกัน - กลายมาเป็น "ดาวเคราะห์" ที่โคจรรอบดาวฤกษ์อย่างเอปสตีนได้อย่างไร?

พวกเขากำลังใช้ทุนและมันสมองเพื่อควบคุมระเบียบโลกอยู่หรือไม่?

หลังจากที่มีการเผยเอกสารลับของเอปสตีนล่าสุด มีผู้พยายามปะติดประต่ออีเมลฉบับหนึ่งของบุคคลหนึ่ง (ซึ่งคุยกับเอปสตีนเรื่องกามวิตถาร) ว่าเขาจะไปยังนิวยอร์กในช่วงเวลาเดียวกันการชุมนุม The Good Club

เราไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร และการโยงอีเมลนี้กับการประชุม The Good Club ก็ยังไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซนต์

แน่นอนว่าเรื่องนี้แล้วแต่ "ความเชื่อ" ของผู้คน

คนวงในของ "คลับเอปสตีน" คงจะไม่ใช่แค่มารวมตัวกันเพื่อเสพเซ็กส์อย่างเดียวเป็นแน่ พวกเขาคือระดับตัวท็อปของชนชั้นนำของโลกที่มารวมตัวกันโดยไม่มีทางที่จะไม่รู้กันได้ และเอปตีนเองก็ไม่ใช่ผู้กระทำผิดทางเพศธรรมดาๆ แต่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ที่เชื่อมโยงกลุ่มชนชั้นนำกับองค์กรอะไรบางอย่างที่บงการความเป็นไปของโลก

สำหรับแฟนๆ ฮาร์ดคอร์ของ "ทฤษฎีระเบียบโลก" เอกสารจากแฟ้มลับเอปสตีนคือขุมสมบัติดีๆ นี่เอง

ป.ล.
ชื่อของคนใน The Good Club ตอนนี้ที่ยัง "ขาวสะอาด" จากกรณีเอปสตีน คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งแต่ก่อนสนิทสนมกับ บิล เกตส์ อย่างยิ่งถึงขนาดมอบทุนให้มูลนิธิของเขาไม่ขาดมือและยังจะมอบให้ต่อไปหลังจากเขาเสียชีวิตแล้วด้วย แต่หลังจากปรากฏข้อมูลความเกี่ยวข้องของเกตส์กับเอปสตีน บัฟเฟตต์ก็เริ่มไม่สนิทกับเกตส์และบอกว่าจะไม่มอบเงินให้มูลนิธิของเกตส์ต่อไปหลังเขาเสียชีวิต

ส่วน จอร์จ โซรอส กับเอปสตีน เราไม่มีข้อมูลมากไปกว่าคำให้การของ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งทำงานร่วมกับเอปสตีน เธอบอกกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า "ฉันไม่คิดว่าเขา (เอปสตีน) รู้จักเขา (โซรอส) ฉันรู้จักเขา แต่ฉันไม่คิดว่า (เอปสตีน) เขารู้จัก ฉันไม่คิดว่านะ"

แต่เรื่องหนึ่งที่น่าสงสัยเกี่ยวกับ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ก็คือ แม้ว่าเธอจะทำงานให้กับเอปสตีนอย่างใกล้ชิดและกระทำความผิดร่วมกัน แต่กลับบอกว่าไม่รู้เลยว่ามี "บัญชีรายชื่อลูกค้าของเอปสตีน" และยังบอกว่า "ฉันไม่เคยเห็นประธานาธิบดีอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น"

ประธานาธิบดีคนที่ว่านี้เธอหมายถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสนิทกับเอปสตีนและพยายามไม่ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับเขาออกมา

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพถ่ายขณะที่อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ แห่งราชวงศ์อังกฤษนอนคร่อมหญิงสาวไม่ปรากฏชื่อคนหนึ่ง จากแฟ้มเอกสารของเอปสตีนที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...