โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จ่อแยกค่ายากดค่าเบี้ยประกันสุขภาพ "พาณิชย์" ลดค่าครองชีพคนไทย

Thairath Money

อัพเดต 01 ก.พ. เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. เวลา 23.00 น.
ภาพไฮไลต์

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในปี 69 กรมจะยังคงเดินหน้าจัดทำโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า เฟส 2” เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน โดยจะขยายการลดราคายารักษาโรคในโรงพยาบาลเอกชน ไปยังกลุ่มประชาชนที่ทำประกันสุขภาพส่วนบุคคล รวมถึงดูแลโครงสร้างต้นทุนราคาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนด้วย จากโครงการเฟสแรก ที่นำร่องลดราคายาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนก่อน โดยผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาจากโรงพยาบาลเอกชน ไปซื้อยาจากร้านขายยา ที่มีราคาถูกกว่าได้ ซึ่งจากการติดตาม และประเมินผลโครงการเฟวแรก ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.68 จนถึงขณะนี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับประชาชนได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการเฟส 2 นั้น ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ กรมจะประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงสมาคมประกันชีวิต สมาคมประกันวินาศภัย ฯลฯ เพื่อติดตามและประเมินผลโครงการเฟสแรก แต่จะหารือเพิ่มเติมถึงแนวทางดำเนินการเฟส 2 ว่า ส่วนประกันแบบกลุ่ม อาจจะนำมาพิจารณาดำเนินการในลำดับถัดไป หรือไม่ดำเนินการ เพราะมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณามาก

“ในเบื้องต้น มีแนวคิดว่า ในการทำประกันสุขภาพส่วนบุคคล อาจจะไม่นำเอาราคายามารวมในเบี้ยประกันภัย หากผู้เอาประกันเจ็บป่วยนิดๆ หน่อยๆ ก็อาจเอาใบสั่งยาจากโรงพยาบาลเอกชนไปซื้อยาเองตามร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีราคาถูกกว่า หรือจะลดราคายาตัวไหนได้อีกบ้าง โดยเบี้ยประกันอาจจะไม่เพิ่มขึ้นในปีถัดไป ถ้าไม่มีการเคลม หรือเคลมน้อย ถ้าทำแบบนี้ได้ก็จะช่วยลดรายจ่ายประชาชนได้อีก”

ส่วนการกำกับดูแลโครงสร้างต้นทุนและราคาเวชภัณฑ์ที่จำเป็นนั้น เบื้องต้น จะให้โรงพยาบาลเอกชน แจ้งต้นทุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยนอก เช่น สำลี ผ้าพันแผล น้ำเกลือ แอลกอฮอล์ล้างแผล ฯลฯ มาให้กรมทราบ และจะกำกับดูแลโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิด ให้มีราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม ส่วนเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยใน และในร้านขายยาทั่วไป จะกำกับดูแลเป็นลำดับถัดไป

นายวิทยากร กล่าวต่อถึงโครงการสุขกาย สบายกระเป๋า เฟสแรกว่า กรมได้ติดตามและประเมินผลโครงการ โดยได้สำรวจความคิดเห็นผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลเอกชน และร้านขายยา รวม 510 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 12 และวันที่ 16 ม.ค.69 ทั้งที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชันแนล และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ รวมถึงที่ร้านขายยา Fascino, eXta Plau, Phamarx, Tops Care, Boots, Watsons และร้านยากรุงเทพ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่เมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแล้ว ได้ขอใบสั่งยาไปซื้อยาจากร้านขายยา ซึ่งมีราคาถูกกว่า แต่บางส่วนยังคงซื้อยาจากโรงพยาบาลเอกชน เพราะสะดวก สบาย ไม่ต้องไปหาซื้อเอง

“จากผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ พอใจกับโครงการนี้ในระดับปานกลางถึงมาก เช่น โครงการนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่ายาได้มาก เพิ่มทางเลือกในการซื้อยาจากนอกโรงพยาบาลได้มาก เชื่อมั่นต่อคุณภาพยาที่ซื้อจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้มาก อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบมีข้อเสนอแนะคือ โครงการยังไม่ครอบคลุมผู้ป่วยกลุ่มประกันสุขภาพ ส่งผลให้กรมจะเดินหน้าโครงการเฟส 2 และขยายผลสู่กลุ่มประกันสุขภาพส่วนบุคคลด้วย สำหรับโครงการเฟสแรก จนถึงขณะนี้ มีโรงพยาบาลเอกชน ที่เป็นสมาชิกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เข้าร่วมแล้ว 345 แห่ง ร้านขายยา เข้าร่วมแล้ว 4,100 ร้าน ตั้งเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับประชาชนได้ปีละ 33,500 ล้านบาท”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จ่อแยกค่ายากดค่าเบี้ยประกันสุขภาพ "พาณิชย์" ลดค่าครองชีพคนไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...