โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘SQC’ บริษัทรับ ‘เกรดการ์ด’ เจ้าแรกในไทย โดยตัวจริงผู้อยู่ในวงการการ์ดกว่า 20 ปี

Capital

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 10.18 น. • Insight

ถ้าพูดถึงของสะสมมีมูลค่าที่ไม่ใช่เพชรพลอย ทองคำ หรือเงิน คุณนึกถึงอะไร?

พระเครื่องอาจจะใช่ สนีกเกอร์ก็ดูเท่เข้าท่า อาร์ตทอยที่เคยฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองยิ่งมีแวว ทว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงคือ ‘การ์ดเกม’ ของสะสมที่ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นตอนนี้ หรืออดีตเด็กในวันวานน่าจะเคยครอบครองสักครั้งหนึ่ง

โปเกมอน, ยูกิโอ, ซัมมอนเนอร์ ฯลฯ แม้กระทั่ง แบทเทิล ออฟ ตลิ่งชัน การ์ดเกมที่ออกแบบโดยครีเอเตอร์ชาวไทย PASULOL ถูกยกให้เป็นของสะสมที่มีมูลค่าตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นหรืออาจแตะหลักแสนตามความหายาก

เรียกว่าวัฒนธรรมการ์ดเกมพัฒนาจากการเป็น tactical card games เล่นวางแผนกลยุทธ์ชิงไหวชิงพริบเพื่อเอาชนะ มาสู่อีกมุมหนึ่งคือ alternative investment หรือสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ ที่มีตลาดซื้อ-ขายรองรับเป็นรูปธรรม

เหตุนี้อุตสาหกรรมการ์ดเกมจึงเกิดอาชีพ ‘นักเกรดการ์ด’ ที่รับ ‘เกรดดิ้งการ์ด’ (card grading) เพื่อให้ผู้ขายและผู้ซื้อได้รู้ว่าการ์ดที่กำลังจะทำการซื้อ-ขายนั้นคือของแท้หรือของปลอม และมีตำหนิในจุดใดบ้าง

ในบ้านเราเองก็มีบริษัทรับเกรดการ์ดที่ได้รับความไว้วางใจจากนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า ‘SQC’ (Special Quality Cards) ที่ก่อตั้งโดย ‘เอ็กซ์–เอกพงศ์ ศรีพัฒนาสกุล’ ชายผู้หลงใหลและคลุกคลีในวงการสะสมการ์ดเกมมานานถึง 20 ปี ตั้งแต่ที่วงการการ์ดเกมยังเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม จนถึงวันนี้ที่บูมตลาดแตก

การเกรดการ์ดเขาทำกันยังไง ทำไมถึงต้องมีอาชีพนี้ และทำไม SQC ถึงได้รับความไว้วางใจจากนักเล่นการ์ดทั้งไทยและต่างชาติ เราชวนไปหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Micro Wave ตอนนี้ ที่บอกเลยว่า ต่อให้คุณไม่เคยสะสมการ์ดเกมก็อาจเผลอปันใจให้วงการนี้

ทายาทร้านจิวเวอรีย่านฝั่งธนที่เปลี่ยนหน้าร้านของที่บ้านให้กลายเป็นบริษัทรับเกรดการ์ด

ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ริมฟุตพาทและรถราแล่นผ่านคึกคักบนถนนอิสรภาพ เขตฝั่งธนบุรี ตรงนั้นเองคือที่ตั้งของบริษัท SQC ซึ่งแต่ก่อนคือที่ตั้งของ Tiger Jewelry บริษัทผลิตเครื่องประดับระดับโลกที่เป็นของครอบครัวเอกพงศ์ ที่ผลิตและส่งออกเครื่องประดับให้กับห้างดังอย่าง Walmart

ภายในร้านยังพอหลงเหลือเค้าความเป็นร้านเครื่องประดับ เช่น กระจกร้านแบบบานเลื่อนนิรภัยอัตโนมัติ และตู้โชว์การ์ดบางส่วนที่อดีตคือตู้โชว์อัญมณี สวนทางกับบรรยากาศภายในที่คึกคักไปด้วยนักเล่นและนักสะสมการ์ดตั้งแต่วัยนักเรียน นักศึกษา จนถึงวัยทำงาน ที่สลับสับเปลี่ยนหน้าค่าตาตลอดทั้งวัน

“ถ้าพูดถึงจิวเวลรีกับการ์ดเกมมันดูไม่เข้ากันเลยใช่ไหม มันดูเป็นคนละสายกันเลย แต่ถ้าบอกว่าเป็นจิวเวลรีกับเกรดดิ้งการ์ด มันถึงมีดีเอ็นเอบางอย่างที่ตรงกันอยู่” ชายผู้ก่อตั้ง SQC เริ่มต้นบทสนทนากับเราด้วยประเด็นชวนติดตามต่อ

“ที่ต้องบอกแบบนั้นเพราะมันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ นั่นก็คือเรื่องของ ‘ความน่าเชื่อถือ’ เรื่องของความแม่นยำในการเพิ่มมูลค่า ซึ่งเครื่องมือของ SQC เกือบ 60-70% ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในธุรกิจจิวเวลรี และมีเครื่องมืออีกบางส่วนที่เรานำมาปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานตรวจสอบและตรงตามความทันสมัย”

แต่ก่อนจะเจาะลึกไปถึงกรรมวิธีการตรวจสอบ เอกพงศ์ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้าสู่วงการนักสะสมการ์ดเกม ที่ต้องย้อนกลับไปเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน ในยุคที่เรื่องของการ์ดเกมเป็นความชอบเฉพาะกลุ่ม

“ส่วนตัวผมเก็บการ์ดมานานกว่า 20 ปีแล้ว สนใจการ์ดเกมมาตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยม ตอนนั้นตัวเลือกการเก็บสะสมการ์ดยังไม่เยอะเหมือนตอนนี้ ที่เก็บก็จะเป็นเมจิก เดอะ แกเธอริง (Magic The Gathering) กับยูกิโอ (Yu-Gi-Oh!) ส่วนการ์ดโปเกมอนเพิ่งมาเก็บตอนหลัง เพราะช่วงแรกๆ งานอาร์ตส่วนใหญ่ของการ์ดเน้นเจาะไปที่กลุ่มเด็ก ซึ่งเราไม่อยากเก็บการ์ดที่มันดูเด็กจนเกินไป พอมานึกทีหลังก็เสียดายเพราะถ้าเก็บไว้จนถึงตอนนี้ราคาจะแพงมาก” เขาหัวเราะ

“สมัยก่อนร้านขายการ์ดมีอยู่ไม่กี่แหล่ง อย่างแหล่งประจำของผมคือร้านพี่น้ำ ตรงเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เป็นร้านที่ทำให้เราเริ่มสนใจการ์ดเกม ตอนนั้นเราเห็นคนมุงเล่นกันเลยสนใจเดินเข้าไปดู ก็เห็นว่าเขากำลังเล่นการ์ดที่ชื่อว่าเมจิก เดอะ แกเธอริง อาร์ตเวิร์กของการ์ดก็สวยดี สวยเหมือนงานภาพศิลปะทางฝั่งยุโรป ตรงกับความชอบของเราที่จบมาจากสายศิลปะอยู่แล้ว เลยตัดสินใจลองเก็บสะสมโดยที่ยังไม่รู้ว่าเล่นยังไง พออยู่ไปนานๆ เก็บสะสมเยอะขึ้น เข้าไปในคอมมิวนิตี้ของคนเล่นจริงๆ เลยหันมาทั้งเล่นไปด้วยสะสมไปด้วย”

จากนักสะสมมือใหม่ นานวันเข้าความชอบในการ์ดเกมของเอกพงศ์ก็มากขึ้นเรื่อยๆ จากเก็บเอาสนุก กลายเป็นเก็บโดยที่ศึกษาหาข้อมูลในวงการเพิ่มเติม จนมารู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าการ ‘เกรดดิ้งการ์ด’ ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบและประเมินคุณภาพความสมบูรณ์ของการ์ดใบนั้นๆ

“พอช่วงเรียนมหาวิทยาลัยผมเริ่มหาข้อมูลมากขึ้น อยากรู้ว่าวงการการ์ดเกมต่างประเทศเขาเป็นยัง ช่วงนั้นเริ่มมีอินเทอร์เน็ต 56K ให้ใช้เลยเริ่มหาข้อมูล จนมาเห็นว่าที่ต่างประเทศเขามีสิ่งที่เรียกว่าการเกรดดิ้งการ์ด ตอนแรกก็งงว่าการเกรดการ์ดมันคืออะไร ตอนหลังรู้เลยคุยกับเพื่อนว่าลองส่งการ์ดที่มีไปเกรดดูไหม พอส่งไปปรากฏว่าเกรดที่ได้มันแย่มาก อยู่แค่ที่ระดับ 5-6 (จากเต็ม 10) เราก็สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น การ์ดเราก็สวยนะ พอมาศึกษาเพิ่มเติมถึงรู้ว่า การที่การ์ดของคุณมีตำหนิในแต่ละจุดมันส่งผลถึงการให้เกรดนะ พอส่งไปเกรดเยอะขึ้นก็เริ่มมีความรู้ เริ่มจับทางได้ เลยจดสถิติไว้

“จากตอนนั้นผมก็ส่งการ์ดไปเกรดแบบนั้นเรื่อยๆ ได้คะแนนกลับมาก็มาจดสถิติ มาวิจัยดูว่าการ์ดแบบไหนถึงได้คะแนนดี แบบไหนได้คะแนนไม่ค่อยดี จนวันหนึ่งเพื่อนที่เล่นการ์ดด้วยกันทักว่า บ้านมึงทำจิวเวลรีนี่ พวกอุปกรณ์กล้องส่องน่าจะดี ทำไมมึงไม่ลองเอามาใช้ตรวจสอบการ์ดดูล่ะ ซึ่งกล้องส่องสมัยก่อนยังต้องส่องเลนส์ เปลี่ยนเลนส์ ขยับหมุนหาจุดโฟกัสเอง ไม่ได้เป็นกล้องดิจิทัลเหมือนยุคนี้ พอลองเอามาใช้ก่อนส่งไปเกรด ปรากฏว่าคะแนนของการ์ดที่ได้กลับมามันดีขึ้น แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดถึงเรื่องธุรกิจสักเท่าไหร่”

ใครจะรู้ว่าการจดบันทึกเล่นๆ ในตอนนั้นของกลุ่มเพื่อนนักเล่นการ์ด ภายหลังจะกลายมาเป็นบริษัทรับเกรดดิ้งการ์ดเจ้าแรกของคนไทยเสียเอง

“วันหนึ่งระหว่างที่ผมกับกลุ่มเพื่อนนั่งเล่นเกมกัน มีเพื่อนคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า มึงจำโปรไฟล์ที่เราจดคะแนนการ์ดกันได้ไหม ลองไปค้นแล้วมาเช็กดูว่า การ์ดที่เราเคยส่งกันไปได้เกรด 9 เกรด 10 ตอนนี้ราคามันขึ้นไปถึงไหนแล้ว พอเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ตปรากฏว่าราคามันดีดสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัวมาก เลยตัดสินใจว่าเราเอาประสบการณ์ เอาฐานข้อมูลที่เรามี มาเปิดเป็นบริษัทรับเกรดการ์ดเองดีกว่า ลองมาดูว่าเครื่องมือจิวเวลรีอันไหนบ้างที่เอามาประยุกต์ใช้ตรวจสอบการ์ดได้บ้าง”

บริษัทเกรดดิ้งการ์ดเจ้าแรกของไทยกับมาตรฐานการเกรดดิ้งที่คนเล่นการ์ดไว้วางใจ

สำหรับชื่อบริษัทเกรดดิ้งการ์ดที่เอกพงศ์ตั้งนั้นคือ ‘SQC’ ที่ความหมายว่า ‘Special Quality Card’ และอีกนัยที่เอกพงศ์อธิบายอย่างติดตลกว่า สามารถออกเสียงชื่อบริษัทเป็น ‘เอกซ์-คิว-ซี’ (X-Q-C) พ้องกับชื่อเล่นเอกซ์ของเขาและตรงกับที่เจ้าตัวเป็นคนตรวจคุณภาพการ์ดจากลูกค้าเอง และยังพ้องกับคำว่า ‘เอกซ์คลูซีฟ’ (exclusive) อีกด้วย

เอกพงศ์เล่าต่อว่า นับตั้งแต่บริษัทเปิด ทั้งนักสะสมการ์ดชาวไทยและต่างชาติส่งการ์ดเข้ามาตรวจสอบกันเป็นจำนวนมากโดยที่บริษัทไม่ได้ทำการตลาดโฆษณา แต่อาศัยพลังการบอกปากต่อปากถึงคุณภาพ อย่างประการแรกคือเรื่องของราคาและเวลา ที่เริ่มค่าบริการตรวจสอบแท้-ปลอมในราคา 150 บาทต่อใบ และเกรดคุณภาพเริ่มที่ใบละ 370 บาท

โดยใช้ระยะเวลาตรวจสอบและส่งกลับถึงมือเจ้าของราว 3-5 วัน ในกรณีตรวจสอบแท้-ปลอม และ 7-15 วัน ในกรณีเกรดคุณภาพ

ถือว่าต่างจากบริษัทเกรดดิ้งการ์ดต่างประเทศที่คิดราคาตรวจสอบการ์ดราว 1,500-2,000 บาทต่อใบ ใช้เวลาในการตรวจสอบนาน 2-3 เดือน และต้องกังวลเรื่องการสูญหายระหว่างทาง ซึ่งเอกพงศ์ยืนยันว่าเคยเกิดขึ้นจริง

ประการที่สองคือเรื่องของ ‘ระบบตรวจสอบ’ ที่เอกพงศ์อธิบายว่า บริษัทเกรดดิ้งการ์ดต่างประเทศจะให้แค่คะแนนการ์ด โดยไม่แจกแจงว่าการ์ดใบนั้นมีตรงไหนบ้างที่เป็นตำหนิ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดคุณภาพการ์ดในการนำไปประเมินมูลค่าต่อ ทว่า SQC ตั้งใจเพิ่มบริการส่วนนี้เข้ามา โดยการถ่ายตำหนิแต่ละจุดเพื่อให้เจ้าของทราบ

“การมีระบบเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการเป็นบริษัทเกรดดิ้งการ์ดหมายความว่าคุณจะผิดพลาดไม่ได้ ต้องบอกว่า SQC เป็นบริษัทแรกๆ ที่มีการถ่ายรูปในส่วนตำหนิการ์ด ซึ่งการที่เราใช้เครื่องมือจิวเวลรีทำให้เราได้เปรียบตรงนี้ บริษัทต่างประเทศเขาจะให้เกรดอย่างเดียว แต่ไม่มีรูปมาให้ว่าตรงส่วนไหนของการ์ดที่มีตำหนิ

“สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับกลับไปคือการ์ดที่อยู่ใน ‘slab’ เป็นเหมือนกรอบที่ซีลปิดผนึกเรียบร้อย ซึ่งวิธีซีลของเราไม่ได้ใช้กาว เพราะการใช้กาวหรือใช้ความร้อนอาจทำให้ตัวการ์ดเสียหายได้”

วิธีการดังกล่าวคือการใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิก ใช้คลื่นเสียงสั่นเบาๆ ให้ตัวกรอบอะคริลิกละลายจนประกบติดกัน โดยที่ด้านบนของ slab จะมี serial number และ QR code ให้เข้าไปสแกนดูข้อมูลว่า การ์ดหน้าเป็นยังไง ได้คะแนนเท่าไหร่ มีจุดตำนิตรงไหนบ้าง เป็นเหมือนใบเซอร์ (certificate) การันตีคุณภาพ โดย SQC มีระบบหลังบ้านคอยจัดเก็บข้อมูลของลูกค้า

“ระบบ serial number ตรงนี้สำคัญมาก เป็นเหมือนหน้าตาความน่าเชื่อถือของบริษัทเรา”

ทั้งนี้ระดับการให้คะแนนการ์ดแต่ละใบจะอยู่ที่ 1-10 คะแนน และสูงกว่านั้นคือ 10 คะแนนแบบเพอร์เฟกต์ หรือที่นักสะสมการ์ดเรียกว่า ‘10 ทอง’ โดยการ์ดหนึ่งใบจะถูกประเมินคุณภาพจากปัจจัย 4 ข้อ ได้แก่

1. centering หรือการตรวจเช็กความสมมาตร อาร์ตเวิร์กของตัวการ์ดทั้งด้านหน้าและด้านหลังต้องไม่บิดเบี้ยว เช่น เส้นขอบข้าง ตัวอักษรภายในการ์ด หรือสีที่คลาดเคลื่อน

2. surface หรือการตรวจพื้นผิวการ์ดว่ามีรอยย่น รอยยับ รอยขีดข่วน หรือรอยถลอกมากน้อยแค่ไหน

3. corners หรือการเช็กความคมของมุมขอบการ์ด

4. edges หรือการประเมินความคมชัดของการ์ด โดยใช้กล้องไมโครสโคปตรวจเช็กเพื่อความแม่นยำ

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การให้คะแนนของบริษัทเกรดดิ้งทั่วโลกจะแตกต่างกันไป โดยของ SQC คือการนำประสบการณ์ที่เคยส่งเกรดกับบริษัทต่างประเทศมาปรับใช้ให้ได้มาตรฐานในแบบของตัวเอง (ใครที่สนใจสามารถอ่านคู่มือการให้คะแนนต่อได้ที่เว็บไซต์ www.sqccard.com)

นอกจากนี้ทางร้านยังมีบริการออกแบบ template label ให้กับ slab โดยทีมดีไซเนอร์ของ SQC ซึ่งดึงคาแร็กเตอร์การ์ดใบนั้นๆ มาออกแบบในลวดลายสไตล์งาน hologram

“ตอนที่เริ่มทำ SQC ผมไม่คิดหรอกว่าจะมีลูกค้าเยอะขนาดนี้ เราบริการแทบจะเฉพาะกลุ่มจนมันเกิดการบอกต่อกันเป็นกลุ่มๆ ผมมองว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องการรักษาความเชื่อมั่น ตลอดที่เราทำมาจนเข้าปีที่ 5 ผมบอกกับน้องๆ ในทีมเสมอว่า SQC จะไม่พรีเซนต์ว่าตัวเองดียังไง เราอยากให้คนที่เข้ามาใช้บริการเป็นคนบอกต่อด้วยตัวเองมากกว่า ผมมองว่าการที่ลูกค้าบอกต่อด้วยตัวเองมันคือความจริงใจ ความน่าเชื่อถือของเรา

“ทุกวันนี้ผมและน้องๆ ภายในทีมต้องศึกษาข้อมูลของการ์ดแทบทุกชนิด เพราะทุกวันนี้การปลอมการ์ดทำได้เหมือนมาก ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เล่นการ์ดมาก่อน ไม่เคยจับ หรือไม่เคยศึกษาตรงนี้มันแทบแยกกันไม่ออกเลย ยิ่งการ์ดใบไหนที่จู่ๆ แพงขึ้นมา ไม่รอดโดนทำปลอมทันที ถึงขั้นต้องใช้กล้องตรวจเช็กเม็ดสีด้วยซ้ำ” เอกพงศ์เล่าความตั้งใจของเขาในการก่อตั้ง SQC

ไม่หลงลืมหัวใจของคอมมิวนิตี้คนรักการ์ดเกม

ผิวเผินหากเดินผ่านหน้าร้านคงไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าที่ตรงนี้คือบริษัทเกรดดิ้งการ์ด เพราะดูจะเหมือนร้านการ์ดเกมเสียมากกว่า เอกพงศ์เล่าว่า นี่คือความตั้งใจที่อยากทำให้หน้าร้านเหมาะกับการเป็นแหล่งรวมตัวของคนรักการ์ดเกม ที่ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เล่นสนุก หรือเทรดการ์ดที่มีอยู่ในมือ

“ตอนแรกผมตั้งใจจะให้ที่นี่เป็นเหมือนโชว์รูมสำหรับธุรกิจเกรดการ์ดอย่างเดียว แต่เผอิญมีโอกาสได้คุยกับคุณแอมป์ (ภัทรพงศ์ สายตระกูล เจ้าของร้านการ์ดเกม & บอร์ดเกม Nx Gallery) เขาแนะนำว่า คุณน่าจะทำให้ที่นี่เป็นแหล่งคอมมิวนิตี้ของคนรักการ์ดเกมนะ ให้มันเชื่อมกับธุรกิจเกรดการ์ดที่มีอยู่ ให้คนสะสมเขาได้มาจอยกัน เราก็เลยจัดการทำหน้าร้านตรงนี้ขึ้นมา”

หน้าร้านที่ว่านอกจากจะมีการ์ดเกมแต่ละชนิดวางขาย ไล่เรียงตั้งแต่โปเกมอน, วันพีซ, ดราก้อนบอล, เมจิก เดอะ แกเธอริง, อุลตร้าแมน, แวนการ์ด ไปจนถึงสปอร์ตการ์ดในหมวดกีฬาต่างๆ ขณะเดียวกันเปิดโต๊ะให้นักเรียน นักศึกษา และนักเล่นการ์ดวัยทำงานได้เข้ามาประลองกลยุทธ์ เล่นการ์ดกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ ยังมีการจัดทัวร์นาเมนต์การ์ดเกมแต่ละยี่ห้อในขนาดย่อมอีกด้วย

“เหมือนเป็นอีกหนึ่งการเติมเต็มในฐานะคนรักการ์ดเกม เวลาเข้ามาเหมือนได้ผ่อนคลาย ได้คุยกับคนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน เห็นแฟนการ์ดหลากหลายประเภท บางวันตอนเย็นอาจจะเป็นแข่งการ์ดโปเกมอน บางวันเป็นแบทเทิล ออฟ ตลิ่งชัน เราเองก็ได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติมจากพวกเขา ความสุขมันเกิดจากตรงนี้

“บางวันผมก็จะถามน้องๆ ที่เข้ามาเล่นว่า ช่วงนี้มีการ์ดเกมไหนที่น่าสนใจบ้าง ที่นำเข้ามาขายล่าสุดคือไอไดรอน (Eidoron) เป็นการ์ดเกมฝีมือคนไทย ก็เป็นเกมที่น้องๆ เขาแนะนำ และเราก็เพิ่งมีโอกาสได้ลองเล่น”

ในวันที่การ์ดเกมเป็นมากกว่าของสะสม

อีกข้อหนึ่งที่ผู้เขียนอยากรู้มากพอๆ กันกับเรื่องของอาชีพนักเกรดการ์ด คือความเห็นของเอกพงศ์ต่ออุตสาหกรรมการ์ดเกมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในวันที่การ์ดไม่ได้มีไว้แค่เล่นสนุกหรือเป็นของสะสม แต่ถูกยกสถานะให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือกอย่างหนึ่ง’ ถึงขั้นที่บางรายห้อยกระเป๋าพกติดตัวไม่ต่างจากสร้อยทองประดับฐานะ

“ทุกวันนี้ตลาดมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน งานอดิเรกตรงนี้มันไม่เหมือนในอดีต เมื่อก่อนคนเก็บการ์ด 95% คือเก็บเพราะความชอบล้วนๆ เราชอบการ์ดหน้าตาแบบนี้ การ์ดใบนี้เก่งเลยอยากเก็บ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ฉีกซองออกมาต้องดูก่อนว่าได้การ์ดอะไร เก็บไว้จะได้ราคาเท่าไหร่ มันเลยทำให้แยกกันระหว่างคนที่เป็น ‘ผู้เล่น’ กับคนที่ ‘สะสมทำกำไร’ ลำบาก จะเรียกว่าทั้งสองกลุ่มนี้หลอมรวมกลายเป็นกลุ่มเดียวกันก็ว่าได้

“การ์ดเกมตอนนี้มันกลายเป็นธุรกิจใหม่ เป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่า alternative asset หลายคนที่เข้ามาเมื่อก่อนเข้ามาวงการนี้เพราะความชอบ กลับตอนนี้มากกว่า 95% คือเข้ามาเพราะมันมีมูลค่า” ผู้ก่อตั้งร้าน SQC บอก

“แล้วคนที่คิดจะเข้าวงการนี้ล่ะควรต้องรู้อะไรบ้าง” ผู้เขียนถามต่อ

“สำหรับคนที่อยากเข้าวงการการ์ดผมอยากให้คุณถามตัวเองก่อน ว่าคุณเข้ามาด้วยแพสชั่นอะไร ด้วยความต้องการอะไร คุณต้องศึกษาว่าจะเข้ามาเพื่อเป็นนักเล่น เป็นนักสะสม หรือเป็นนักลงทุน ถ้าคุณเข้ามาเพื่อเป็นคนเล่นคุณเล่นให้เต็มที่ ไม่ต้องสนใจใบไหนแพง แต่ถ้าคุณสะสมก็ต้องแยกให้ได้ว่าคุณจะเป็นนักสะสมที่สะสมเพราะชอบ หรือเพื่อเพิ่มมูลค่า คุณก็ต้องศึกษาให้ดี เข้าให้ถูกจุด”

เขายกตัวอย่างการ์ด One Piece TCG รุ่น First Edition ว่าแต่ก่อนขาย 1 บอกซ์ในราคาหลักพัน ตอนนี้ขึ้นเป็นหลักหมื่น

“ต้องบอกว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณศึกษาให้ดีความเสี่ยงก็จะลดลง หรืออย่างการส่งการ์ดเข้ามาเกรด ผมจะย้ำอยู่เสมอว่า การส่งการ์ดเข้ามาเกรดมันไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการ์ดใบนั้น ต่อให้การ์ดใบนั้นถูกเทรดหรือเวลาผ่านไป 20 ปี คุณภาพราคาก็ยังตรวจสอบได้อยู่ ซึ่งจริงๆ เรื่องการประเมินมูลค่าเราจะพยายามไม่ยุ่ง ผมมองว่ามันเป็นเรื่องกลไกการตลาดที่จะต้องดำเนิน หน้าที่ของเราแค่เช็กคุณภาพอย่างเดียว”

ขณะเดียวกันเอกพงศ์ยังมองว่า ตลาดการ์ดเกมยังมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตมากกว่าที่เห็นในทุกวันนี้

“ผมมองว่าตลาดการ์ดเกมจะโตได้อีกมาก เอาง่ายๆ แค่ในเมืองไทยคนที่เล่นการ์ดเกมสมัยก่อนอาจมีอยู่แค่ 5-6% ทุกวันนี้มันเพิ่มขึ้นถึง 30-40% ซึ่งยังมีอีกมากที่อยากรู้ว่าการ์ดเกมคืออะไร และมันสามารถสร้างมูลค่าได้จริงๆ หรือเปล่า

“ผมเองก็ตั้งใจจะทำให้ SQC เติบโตสู่ระดับต่างประเทศได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราอยากทำจุดนี้ให้มั่นคงก่อน เช่นการขยายทีมให้เพียงพอต่อปริมาณลูกค้า ซึ่งเร็วๆ นี้อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง ยังไงลองติดตามกันได้ครับ”

เอกพงศ์ทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปหยอกล้อกับกลุ่มนักเล่นการ์ดหน้าร้าน ด้วยรอยยิ้ม และความสุขในแบบฉบับคนเล่นการ์ดคนหนึ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...