กลับมาได้หรือเปล่า? (หุ้นจีน)
ตลาดหุ้นจีนในปี 2026 ถูกจับตามองจากนักลงทุนและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ (โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี), การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนซึ่งเกี่ยวโยงกับผลกระทบของนโยบายการค้าโลกและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญและมีผลต่อเศรษฐกิจตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของจีน ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ (กระทบภาคการบริโภค) การว่างงานในอัตราที่สูงของคนหนุ่มสาว ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังยืดเยื้อ รวมถึงกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ล้นตลาด
จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้นทำให้นักลงทุนมีมุมมองต่อการลงทุนในหุ้นจีนที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับว่าใครให้น้ำหนักกับเรื่องใดมากกว่าซึ่งในส่วนนี้จะแตกต่างกับทางฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในมุมมองนักกลยุทธ์/นักลงทุนในระดับ International Research House มีความเชื่อมั่นมากกว่า..แม้ราคาหุ้นในวันนี้จะไม่ถูก
ในด้านผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความสม่ำเสมอในการสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกมากกว่าตามกรอบเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตามหลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อิงดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่ปี 2023 จนถึงปี 2025 ปรับตัวบวกขึ้นมาแล้วกว่า 70% ณ สิ้นปี 2025 ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนพิจารณาสองดัชนีหลักยังปรับตัวขึ้นมาไม่มาก
สำหรับปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนอิงดัชนี CSI 300 Index และ HSI Index มีผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามตารางที่ 1 และที่สำคัญมีระดับ Valuation ที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบและดัชนียังไม่ได้กลับไปที่จุดสูงสุดเดิมในช่วงปี 2018 และปี 2021 ตามลำดับ สำหรับปีนี้เรามองว่าตลาดหุ้นจีนมีจุดเปลี่ยนเชิงพื้นฐานที่เราประเมินว่าจะทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนมากขึ้น
โดยเราได้สรุปโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นจีนดังนี้
1. อัตราภาษีสินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป มีโอกาสลดลง (หรือไม่เพิ่มมากไปกว่าระดับปัจจุบัน) โดยนโยบายกีดกันทางการค้าต่างๆ ของชาติตะวันตกมีโอกาสที่จะลดระดับความตึงเครียดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนจากผลของการเจรจาการค้าที่คืบหน้าและจากการที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยับยั้งการใช้อำนาจของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ โดยในท้ายที่สุดถึงแม้ศาลจะยกเลิกส่วนที่เก็บไปแล้วไม่ได้ (ในทางปฏิบัติ) แต่คาดว่าในอนาคตการใช้วิธีการขึ้นภาษีจะมีความยากลำบากมากขึ้น
2. “5 Year Plan” ของจีนมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การผลิตที่ล้นตลาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการผ่านนโยบาย Anti Involution โดยเรามองว่าการใช้มาตรการของภาครัฐจีนมีประสิทธิภาพและสามารถบังคับใช้ต่อภาคเอกชนได้จริง ตัวอย่างเช่น ชุดมาตรการกำกับดูแล E-commerce และ Platform pricing โดยห้ามแพลตฟอร์มบังคับให้ร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชั่น/ลดราคา เพื่อให้ร้านค้า (เอกชนและภาคประชาชน) มีระดับ Margin ที่ดีขึ้นในระยะกลาง-ยาว นอกจากนั้นยังคอยกำกับดูแลการทำสงครามราคา ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขยายตลาดไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม นอกจากนั้นรัฐบาลยังเดินหน้าสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่างต่อเนื่อง
3. ทิศทางของกำไรบริษัทจดทะเบียนจีนดีขึ้นในมุมมองของนักวิเคราะห์ โดยเราตั้งข้อสังเกตจาก EPS Revision หรือการปรับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ต่อการเติบโตของกำไรอิงจากบทวิเคราะห์ของ JPMorgan Securities “China Equity Strategy” ณ วันที่ 13 ม.ค. 2026 พบว่านักวิเคราะห์ได้ปรับคาดการณ์ของกำไรดัชนี MSCI China ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับประมาณการกำไรแบบถ่วงน้ำหนัก (Equal Weighted Earnings Revisions) ของดัชนี MSCI China นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ปรับตัวสูงขึ้นถึง 39% ซึ่งเป็นการขยับตัวขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 และจากมุมมองเชิงบวกดังกล่าวพิจารณาร่วมกับสถิติการจดทะเบียนหุ้นใหม่ (IPO Activity) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการคาดการณ์ของ Deloitte ประเมิน IPO ใหม่ที่ 160 บริษัทหรือ +40%YoY
4. จุดต่ำสุดของภาคอสังหาริมทรัพย์จีนมีโอกาสผ่านพ้นไปและ Wealth Effect ของประชาชนและภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัว โดยพิจารณาจากระดับเงินหมุนเวียนของภาคประชาชน (M1) ที่เพิ่มขึ้น เบื้องต้นอ้างอิงการรวบรวมข้อมูลของ JPMorgan Securities ซึ่งเปรียบเทียบเงิน M1 (%YoY) กับราคาของอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2022-2025 มีทิศทางสอดคล้องกันแต่ราคาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้ม Laggard กว่าระดับ M1 ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงตั้งสมมุติฐานว่าการฟื้นตัวของเงิน M1 อาจสะท้อนว่าราคาบ้านเริ่มฟื้นตัว (ค่อยๆ ติดลบน้อยลง) และอาจผ่านจุดต่ำสุดไปได้ในปี 2026 ทั้งนี้หากพิจารณาจากรายได้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จีนก็มีทิศทางที่ติดลบน้อยลงเช่นกัน
การตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาตร์ในแถบอินโดแปซิฟิกกรณีจีน – ไต้หวันอาจสร้างความเสี่ยงและความผันผวนอย่างรุนแรงต่อหุ้นจีนและหุ้นทั่วโลก โดยประเด็นนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งเพราะในช่วงต้นปีที่ผ่านมามหาอำนาจโลกอย่าง “สหรัฐฯ” ได้ใช้กำลังบุกจับผู้นำเวเนซุเอล่าซึ่งถือเป็นการการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (Legal Violations) และเปลี่ยนบรรทัดฐานใหม่ต่อความเสี่ยงของระเบียบโลก (International Norms) ทำให้นักลงทุนต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพราะที่ผ่านมาสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรมีจุดยืนในการสนับสนุนไต้หวัน
จากโอกาสและความเสี่ยงที่ได้เราสรุปบทความนี้เรามองว่าตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในช่วง 1-2 ปีนี้และอาจสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีไม่แพ้ตลาดหุ้นหลักและเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุน/กระจายความเสี่ยงออกมาจากหุ้นสหรัฐฯ และหากมองไปข้างหน้าตลาดหุ้นจีนมีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับไปที่ระดับเดิมเทียบกับช่วงปี 2021 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในอดีต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยี (Regime Change)
คอลัมน์: Global Insight by Pine Wealth Solution
โดย ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน
บล. ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น