โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลับมาได้หรือเปล่า? (หุ้นจีน)

ทันหุ้น

อัพเดต 16 ม.ค. เวลา 07.48 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. เวลา 07.48 น.

ตลาดหุ้นจีนในปี 2026 ถูกจับตามองจากนักลงทุนและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ (โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี), การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนซึ่งเกี่ยวโยงกับผลกระทบของนโยบายการค้าโลกและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญและมีผลต่อเศรษฐกิจตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของจีน ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ (กระทบภาคการบริโภค) การว่างงานในอัตราที่สูงของคนหนุ่มสาว ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังยืดเยื้อ รวมถึงกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ล้นตลาด

จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้นทำให้นักลงทุนมีมุมมองต่อการลงทุนในหุ้นจีนที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับว่าใครให้น้ำหนักกับเรื่องใดมากกว่าซึ่งในส่วนนี้จะแตกต่างกับทางฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในมุมมองนักกลยุทธ์/นักลงทุนในระดับ International Research House มีความเชื่อมั่นมากกว่า..แม้ราคาหุ้นในวันนี้จะไม่ถูก

ในด้านผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความสม่ำเสมอในการสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกมากกว่าตามกรอบเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตามหลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อิงดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่ปี 2023 จนถึงปี 2025 ปรับตัวบวกขึ้นมาแล้วกว่า 70% ณ สิ้นปี 2025 ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนพิจารณาสองดัชนีหลักยังปรับตัวขึ้นมาไม่มาก

สำหรับปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนอิงดัชนี CSI 300 Index และ HSI Index มีผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามตารางที่ 1 และที่สำคัญมีระดับ Valuation ที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบและดัชนียังไม่ได้กลับไปที่จุดสูงสุดเดิมในช่วงปี 2018 และปี 2021 ตามลำดับ สำหรับปีนี้เรามองว่าตลาดหุ้นจีนมีจุดเปลี่ยนเชิงพื้นฐานที่เราประเมินว่าจะทำให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนมากขึ้น

โดยเราได้สรุปโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นจีนดังนี้

1. อัตราภาษีสินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป มีโอกาสลดลง (หรือไม่เพิ่มมากไปกว่าระดับปัจจุบัน) โดยนโยบายกีดกันทางการค้าต่างๆ ของชาติตะวันตกมีโอกาสที่จะลดระดับความตึงเครียดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนจากผลของการเจรจาการค้าที่คืบหน้าและจากการที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยับยั้งการใช้อำนาจของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ โดยในท้ายที่สุดถึงแม้ศาลจะยกเลิกส่วนที่เก็บไปแล้วไม่ได้ (ในทางปฏิบัติ) แต่คาดว่าในอนาคตการใช้วิธีการขึ้นภาษีจะมีความยากลำบากมากขึ้น

2. “5 Year Plan” ของจีนมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การผลิตที่ล้นตลาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการผ่านนโยบาย Anti Involution โดยเรามองว่าการใช้มาตรการของภาครัฐจีนมีประสิทธิภาพและสามารถบังคับใช้ต่อภาคเอกชนได้จริง ตัวอย่างเช่น ชุดมาตรการกำกับดูแล E-commerce และ Platform pricing โดยห้ามแพลตฟอร์มบังคับให้ร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชั่น/ลดราคา เพื่อให้ร้านค้า (เอกชนและภาคประชาชน) มีระดับ Margin ที่ดีขึ้นในระยะกลาง-ยาว นอกจากนั้นยังคอยกำกับดูแลการทำสงครามราคา ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขยายตลาดไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม นอกจากนั้นรัฐบาลยังเดินหน้าสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่างต่อเนื่อง

3. ทิศทางของกำไรบริษัทจดทะเบียนจีนดีขึ้นในมุมมองของนักวิเคราะห์ โดยเราตั้งข้อสังเกตจาก EPS Revision หรือการปรับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ต่อการเติบโตของกำไรอิงจากบทวิเคราะห์ของ JPMorgan Securities “China Equity Strategy” ณ วันที่ 13 ม.ค. 2026 พบว่านักวิเคราะห์ได้ปรับคาดการณ์ของกำไรดัชนี MSCI China ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับประมาณการกำไรแบบถ่วงน้ำหนัก (Equal Weighted Earnings Revisions) ของดัชนี MSCI China นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ปรับตัวสูงขึ้นถึง 39% ซึ่งเป็นการขยับตัวขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 และจากมุมมองเชิงบวกดังกล่าวพิจารณาร่วมกับสถิติการจดทะเบียนหุ้นใหม่ (IPO Activity) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการคาดการณ์ของ Deloitte ประเมิน IPO ใหม่ที่ 160 บริษัทหรือ +40%YoY

4. จุดต่ำสุดของภาคอสังหาริมทรัพย์จีนมีโอกาสผ่านพ้นไปและ Wealth Effect ของประชาชนและภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัว โดยพิจารณาจากระดับเงินหมุนเวียนของภาคประชาชน (M1) ที่เพิ่มขึ้น เบื้องต้นอ้างอิงการรวบรวมข้อมูลของ JPMorgan Securities ซึ่งเปรียบเทียบเงิน M1 (%YoY) กับราคาของอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2022-2025 มีทิศทางสอดคล้องกันแต่ราคาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้ม Laggard กว่าระดับ M1 ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงตั้งสมมุติฐานว่าการฟื้นตัวของเงิน M1 อาจสะท้อนว่าราคาบ้านเริ่มฟื้นตัว (ค่อยๆ ติดลบน้อยลง) และอาจผ่านจุดต่ำสุดไปได้ในปี 2026 ทั้งนี้หากพิจารณาจากรายได้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จีนก็มีทิศทางที่ติดลบน้อยลงเช่นกัน

การตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาตร์ในแถบอินโดแปซิฟิกกรณีจีน – ไต้หวันอาจสร้างความเสี่ยงและความผันผวนอย่างรุนแรงต่อหุ้นจีนและหุ้นทั่วโลก โดยประเด็นนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งเพราะในช่วงต้นปีที่ผ่านมามหาอำนาจโลกอย่าง “สหรัฐฯ” ได้ใช้กำลังบุกจับผู้นำเวเนซุเอล่าซึ่งถือเป็นการการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (Legal Violations) และเปลี่ยนบรรทัดฐานใหม่ต่อความเสี่ยงของระเบียบโลก (International Norms) ทำให้นักลงทุนต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพราะที่ผ่านมาสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรมีจุดยืนในการสนับสนุนไต้หวัน

จากโอกาสและความเสี่ยงที่ได้เราสรุปบทความนี้เรามองว่าตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในช่วง 1-2 ปีนี้และอาจสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีไม่แพ้ตลาดหุ้นหลักและเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุน/กระจายความเสี่ยงออกมาจากหุ้นสหรัฐฯ และหากมองไปข้างหน้าตลาดหุ้นจีนมีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับไปที่ระดับเดิมเทียบกับช่วงปี 2021 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในอดีต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยี (Regime Change)

คอลัมน์: Global Insight by Pine Wealth Solution

โดย ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน
บล. ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...