โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มีวิกฤติเป็นต้นทุน ชีวิตถูกบีบให้ต้อง “รู้เรื่องเงิน” 5 เรื่องต้องรู้จาก พอล ภัทรพล - โค้ชหนุ่ม

Thairath Money

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 09.08 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 09.05 น.
ภาพไฮไลต์

บนเวที Thairath Money Campus Tour 2026 Season 3 ในครั้งนี้ ได้ชวนสองกูรูการเงินอย่าง พอล ภัทรพล และโค้ชหนุ่ม The Money Coach มาร่วมสนทนากับน้อง ๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ถึงเส้นทางของทั้งสองท่านที่กว่าจะมาเป็น “กูรู” นั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ทุกคนคิด ทั้งสองมีจุดพลิกผันที่นำมาสู่เส้นทางการเงิน พร้อมแบ่งปันแนวคิดสำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากเดินตามรอยความสำเร็จแบบไม่ต้องเจ็บหนัก

ภูมิหลังและจุดพลิกผันสู่เส้นทางการเงิน

โค้ชหนุ่มเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะวิศวกร โดยในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี ส่งผลให้ครอบครัวประสบภาวะล้มละลายและคุณพ่อล้มป่วย ในฐานะลูกคนโตเขาจึงพยายามเข้าไปแก้ปัญหาแต่กลับผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากขาดความรู้เรื่องความต่างระหว่างการเงินธุรกิจและการเงินส่วนบุคคล เขาเลือกใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนให้ครอบครัวจนตัวเองติดหนี้สะสมกว่า 1 ล้านบาท และถูกทวงหนี้เสียเอง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้องขายบ้านเพื่อใช้หนี้ โดยสามารถขายได้ในราคา 2.2 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเคลียร์หนี้บ้านหลักล้านได้แล้ว ยังมีเงินส่วนต่างกลับมาอีก 1 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินสำรองในการจัดการหนี้ก้อนใหญ่ของครอบครัวที่มีอยู่กว่า 18 ล้านบาท ประสบการณ์นี้ทำให้พบว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ และนำไปสู่การเริ่มหาความรู้ทางการเงินจากแหล่งต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นคือหนังสือเล่มหนึ่ง คือ พ่อรวยสอนลูก

ด้านพอล แม้จะมีภาพลักษณ์เป็นนักแสดงและดีเจที่ประสบความสำเร็จ แต่เขามีปมเรื่องการเงินมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากบ้านมีปัญหาหนี้สินจนที่ดินต้องถูกยึด ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของเงินตั้งแต่อายุ 10-15 ปี และเริ่มทำงานหาเงินเพื่อช่วยครอบครัวพร้อมกับตั้งเป้าหมายเกษียณเร็วตอนอายุ 45 ปี โดยคำนวณไว้ตั้งแต่อายุ 20 ว่าต้องมีเงินถึง 300 ล้านบาทจึงจะเกษียณได้

จากเป้าหมายเกษียณเร็วที่ตั้งไว้นี้ พอลจึงไม่ได้พึ่งพารายได้จากการเป็นนักแสดงเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มเปิดพอร์ตหุ้นตั้งแต่อายุ 20 ปี ทว่าด้วยความขาดความรู้และเชื่อตามคำแนะนำของโบรกเกอร์เพียงอย่างเดียว ทำให้พอร์ตการลงทุนของเขาอยู่ในสภาวะตัวเลขสีแดงมายาวนาน ก่อนจะเรียนรู้และปรับกลยุทธ์การลงทุนจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

เช็คลิสต์ 5 ข้อ แนวคิดการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือเพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ ทั้งสองกูรูชี้ว่า ระยะเวลา 10 ปีแรกคือช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต และการวางแผนไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการวางแผนของทั้งชีวิตต่อจากนี้ โดย Thairath Money ได้จัดเช็คลิสต์ 5 ข้อนี้จากทั้งสองกูรูมาให้คนรุ่นใหม่ที่ยังมี “แรง” มี “เวลา” และมี “เป้าหมาย” อยากจะมีอิสรภาพทางการเงินตามแผนที่ต้องการ

  • กลยุทธ์ “ตัวเบา” สร้างภาระให้น้อยที่สุด

โค้ชหนุ่มเตือนไว้อย่างจริงจังว่า “อย่าเชื่อว่ายิ่งแก่แล้วจะยิ่งสบาย” เพราะในความเป็นจริง ยิ่งอายุมาก ภาระความรับผิดชอบจะยิ่งสูงขึ้นตามตัว กับดักที่น่ากลัวที่สุดในช่วง 10 ปีแรกคือ การรีบสร้างหนี้ โดยเฉพาะหนี้บริโภค อย่างเช่น บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสดที่มีดอกเบี้ยมหาศาล หากเริ่มต้นด้วยการมีหนี้รุงรัง ชีวิตจะเดินต่อไปได้ยากมาก ดังนั้นในช่วงแรก “หนี้อะไรไม่จำเป็น…อย่าเพิ่งรีบมี”

  • เร่งสร้าง “ทักษะ” ให้สูงกว่า “รายได้”

พอลอธิบายว่า ในช่วงที่เงินทุนยังน้อย ผลตอบแทนจากการลงทุน 10% อาจจะดูไม่เยอะ (เงินแสนได้หมื่นเดียว) แต่สิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในวัยนี้คือ “ทักษะความสามารถ” ส่วนโค้ชหนุ่มย้ำว่าถ้าอายุถึง 30 แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร นั่นคือปัญหาใหญ่ ดังนั้นจงใช้ช่วงเวลานี้ทดลองทำทุกอย่าง หมกมุ่นให้มากพอ เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองมีรายได้ที่สูงขึ้น เพราะทักษะในตัวเราคือสินทรัพย์ที่ไม่มีใครแย่งไปได้

  • “วินัยการออม” เปลี่ยนชีวิต

การหาเงินเก่งไม่ได้แปลว่ารวย “ถ้าถังน้ำของเรามีรูรั่ว” โค้ชหนุ่มสังเกตจากคนที่มาปรึกษาแล้วพบว่า คนที่มีฐานะการเงินดีอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง ส่วนใหญ่จะมีวินัยการออมอยู่ที่ 20% ของรายได้ แม้ในมาตรฐานทั่วไปจะบอกว่า 10% ก็พอ แต่ถ้าอยากสตาร์ทสวย การออมในระดับ 20% จะช่วยสร้างกันชนและทุนสำรองสำหรับการต่อยอดที่มั่นคงกว่าในอนาคต

  • ใช้ “เวลา” เป็นอาวุธ

พอลได้คำนวณตัวเลขที่น่าตกใจให้เห็นว่า เพียงแค่ออมเงินเดือนละ 1,000 บาท ต่อเนื่อง 40 ปี ด้วยผลตอบแทน 8% ต่อปี คุณจะมีเงินถึง 3 ล้านบาทตอนเกษียณ พร้อมระบุว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ออกสตาร์ทได้เปรียบพวกพี่เขาคือ “เวลา” เพราะเวลาเป็นตัวแปรสำคัญของ “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ เงินทุนที่ใช้ก็น้อยลงเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด “เริ่มเจ็บตอนเงินน้อย ดีกว่าไปสาหัสตอนเงินเยอะ”

  • ลงทุนในสิ่งที่ “เห็นภาพ” และมี “คูเมือง”

ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามลงทุน อย่าลงทุนเพียงเพราะ “เขาบอกว่าดี” แต่จงลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้จริง ๆ โดยพอลแชร์หลักการเลือกหุ้นง่าย ๆ คือต้องหลับตาแล้วเห็นภาพว่าบริษัทนี้อีก 5-10 ปีข้างหน้าจะยังอยู่ไหม และมี “คูเมือง” (Moat) หรือความสามารถในการแข่งขันที่คนอื่นเลียนแบบได้ยากหรือไม่ ส่วนโค้ชหนุ่มเสริมว่า การซื้อหุ้นเหมือนการออกเดทที่เลิกกันได้ง่าย แต่การทำธุรกิจเหมือนการแต่งงานที่เลิกยาก ดังนั้นเลือกสนามที่เหมาะกับจริตและความรู้ของเราให้ดีที่สุด

ก่อนจบทั้งสองกูรูทิ้งท้ายไว้ว่า “ความรวยอาจเป็นเรื่องของจังหวะชีวิต แต่ความมั่นคงเป็นเรื่องของวินัยและการเตรียมตัว” โค้ชหนุ่ม กล่าว ส่วนพอล ส่งต่อแนวคิดไว้ว่า “โชคลาภอาจทำให้เรามีเงินในพริบตา แต่ความรู้และเวลาคือสองสิ่งที่จะเปลี่ยนเงินหลักพัน ให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนได้จริง”

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มีวิกฤติเป็นต้นทุน ชีวิตถูกบีบให้ต้อง “รู้เรื่องเงิน” 5 เรื่องต้องรู้จาก พอล ภัทรพล - โค้ชหนุ่ม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...